
จัดการสต๊อกข้าว
โครงการรับจำนำข้าวเปลือกตันละ 1.5 หมื่นบาท ของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร 3 ปีการผลิตตั้งแต่วันที่ 7 ต.ค. 2554 ถึง 28 ก.พ. 2557 ซึ่งได้ใช้งบประมาณไปในโครงการทั้งเงินค่าข้าวเปลือก ค่าบริหารจัดการ และดอกเบี้ยที่สูงลิ่วถึง 9.97 แสนล้านบาท แต่รัฐบาลสามารถขายข้าวออกไปได้เงินมาแค่ 1.62 แสนล้านบาท และเหลือข้าวสารเก็บไว้ในสต๊อกประมาณ 17.9 ล้านตัน จนส่งผลให้โครงการรับจำนำข้าวกลายเป็นโครงการระดับอภิมหาโปรเจกต์ที่สร้างความเสียหายให้ประเทศก็ว่าได้
โครงการรับจำนำข้าวเปลือกตันละ 1.5 หมื่นบาท ของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร 3 ปีการผลิตตั้งแต่วันที่ 7 ต.ค. 2554 ถึง 28 ก.พ. 2557 ซึ่งได้ใช้งบประมาณไปในโครงการทั้งเงินค่าข้าวเปลือก ค่าบริหารจัดการ และดอกเบี้ยที่สูงลิ่วถึง 9.97 แสนล้านบาท แต่รัฐบาลสามารถขายข้าวออกไปได้เงินมาแค่ 1.62 แสนล้านบาท และเหลือข้าวสารเก็บไว้ในสต๊อกประมาณ 17.9 ล้านตัน จนส่งผลให้โครงการรับจำนำข้าวกลายเป็นโครงการระดับอภิมหาโปรเจกต์ที่สร้างความเสียหายให้ประเทศก็ว่าได้
เนื่องจากเป็นเพียงโครงการเดียวที่รัฐบาลใช้เม็ดเงินในการดำเนินนโยบายมากที่สุดนับตั้งแต่เคยเกิดขึ้นในประเทศไทย และผลข้างเคียงของนโยบายได้ทำลายตลาดข้าวไทยให้พังครืนอย่างคาดไม่ถึงและเป็นโครงการที่มีการทุจริต ปกปิดข้อเท็จจริงในการดำเนินการมากที่สุด
แม้ปัจจุบันคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จะสั่งยุติโครงการรับจำนำข้าวเปลือกโดยสิ้นเชิง แต่มรดกบาปที่เหลือจากโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ที่หวังผลทางการเมืองด้วยการรับจำนำสูงกว่าราคาตลาดยังคงมีผลกระทบต่อวงจรข้าวต่อไปอย่างน้อยอีก 2-3 ปี เพราะข้าวสารในสต๊อกนั้นเทียบเท่ากับปริมาณส่งออกข้าวถึง 2 ปี
ขณะที่ข้าวที่เก็บไว้ในสต๊อกเป็นข้าวสารที่ต้องได้รับการตรวจสอบว่ายังมีคุณภาพดีอยู่หรือไม่ และปริมาณข้าวสารที่แจ้งไว้ในบัญชีตรงกับปริมาณข้าวสารที่เก็บไว้ในโกดังเก็บข้าว 1,800 แห่งทั่วประเทศหรือไม่ เพราะจนถึงปัจจุบันบัญชีข้าวสารในสต๊อกรัฐบาลจำนวน 4 ล้านตัน ยังไม่มีความชัดเจนว่ามีอยู่จริงตามที่มีการลงบัญชีไว้หรือหายไป
ล่าสุดทีมตรวจข้าวภายใต้คณะอนุกรรมการตรวจสอบปริมาณและคุณภาพข้าวคงเหลือของรัฐได้ลงตรวจโกดังข้าว และตรวจพบว่า มีข้าวหาย ข้าวเกิน และข้าวเสื่อมสภาพ ในโกดังข้าวที่เข้าโครงการรับจำนำข้าวเปลือกในจังหวัดต่างๆ ซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบขององค์การคลังสินค้า (อคส.) และองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) เป็นจำนวนมาก
ภายใน 2-3 เดือนนี้ อนุกรรมการตรวจสอบข้าวฯ แจ้งว่า จะสรุปรายงานผลการตรวจสอบที่ว่า ข้าวคุณภาพดี ข้าวเสื่อมคุณภาพ ที่อยู่ในอุ้งมือของรัฐบาลจริงๆ มีจำนวนเท่าใดกันแน่ ก่อนนำไปสู่การกำหนดนโยบายว่าจะจัดการกับข้าวปริมาณมหาศาลนี้อย่างไร เพื่อไม่ให้การระบายข้าวสารในสต๊อกของรัฐบาลมีผลกระทบต่อราคาข้าวเปลือกในตลาด โดยเฉพาะในอีก 2-3 เดือนข้างหน้า ที่เป็นช่วงที่ผลผลิตข้าวเปลือกนาปี 2557/2558 กำลังทยอยออกสู่ตลาดพอดี
ประเด็นเหล่านี้ถือเป็นโจทย์ใหญ่ของคณะกรรมการระบายข้าวภายใต้การบริหารประเทศของ คสช.ที่ต้องทำการบ้านอย่างหนักว่าจะจัดการกับจำนวนสต๊อกข้าวสารก้อนมหึมาเหล่านี้อย่างไรได้บ้าง ตั้งแต่การกำหนดจังหวะและปริมาณการระบายข้าวที่เหมาะสมในแต่ละช่วงเวลา ตลอดจนกำหนดช่องทางการระบายข้าวผ่านช่องทางต่างๆ เพื่อไม่ให้กระทบต่อราคาข้าวเปลือก หรือกระทบต่อวงจรข้าวน้อยที่สุด
ขณะเดียวกัน ก็เป็นโอกาสที่ดีที่จะสนับสนุนให้มีการวิจัยและนำข้าวสารในสต๊อกมาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ เพื่อสร้างมูลค่า ซึ่งจะส่งผลดีต่ออุตสาหกรรมข้าวไทยในระยะยาว







