
สมาชิกมนตรีสิทธิมนุษชนยูเอ็นตำแหน่งนี้ไม่ใช่ฟลุก
เมื่อฟ้าฝนเริ่มจางลง จึงน่าจะเป็นโอกาสที่ไทย ฐานะหนึ่งในสมาชิกไม่ควรปล่อยวางให้ตำแหน่งที่เราได้มาเป็นเพียงความว่างเปล่า
เมื่อฟ้าฝนเริ่มจางลง จึงน่าจะเป็นโอกาสที่ไทย ฐานะหนึ่งในสมาชิกไม่ควรปล่อยวางให้ตำแหน่งที่เราได้มาเป็นเพียงความว่างเปล่า
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ
ท่ามกลางกระแสที่คนในประเทศร้องระงมให้องค์กรด้านสิทธิมนุษยชนของสหประชาชาติยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือเหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นในไทยซ้ำแล้วซ้ำเล่า และยืดเยื้อยาวนาน พร้อมกับความตึงเครียดและการปะทะกันอย่างรุนแรงในใจกลางเมืองหลวง
ประเทศไทยยังคงได้รับการคัดเลือกให้เป็นคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนของสหประชาชาติ (the United Nations Human Rights Council) รายล่าสุดเป็นครั้งแรกเมื่อเร็วๆ นี้ พร้อมๆ กับอีก 13 ประเทศ คือ แองโกลา มอริเตเนีย ยูกันดา มัลดีฟส์ มาเลเซีย กาตาร์ มอลโดวา โปแลนด์ เอกวาดอร์ กัวเตมาลา ลิเบีย สเปน และสวิตเซอร์แลนด์
ตำแหน่งนี้ไม่ได้จะหยิบยื่นให้ประเทศใดก็ได้ แบบชุบมือเปิบ แต่อยู่ภายใต้การลงคะแนนเสียงและกฎเกณฑ์ของที่ประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ ซึ่งต้องเข้ามาลงมติเห็นชอบภายใต้เกณฑ์ว่าจะต้องได้รับเสียงเกินกว่าครึ่งหนึ่ง จากทั้งหมด 192 เสียง
ท่ามกลางประเทศต่างๆ ในภูมิภาคก็มีเพียงไทยและมาเลเซียเท่านั้นที่ถูกเลือกเป็นหนึ่งในนั้น
มาเลเซียเคยได้โอกาสเข้าไปนั่งเป็นสมาชิกในสภานี้มาก่อนแล้ว ในขณะที่ประเทศไทยเราเองได้มาเป็นครั้งแรกด้วยคะแนนเสียงที่โกยมาอย่างท่วมท้นเป็นอันดับที่สอง ด้วยคะแนน 182 เสียง รองเพียงมัลดีฟส์ที่มีคะแนนสูงสุด 185 เสียง
ส่วนเพื่อนบ้านในภูมิภาคอย่างมาเลเซียกวาดมาได้เพียง 179 เสียงเท่านั้น โดยมีประเทศที่ได้คะแนนเสียงต่ำสุดในการลงมติครั้งนี้ก็คือ ลิเบีย ซึ่งได้มาเพียง 155 เสียง
ตำแหน่งนี้จะทำหน้าที่ในการขับเคลื่อน และแก้ไขปัญหาด้านมนุษยชนของโลก โดยมีวาระ 3 ปี
เก้าอี้ในองค์กรที่ได้รับการยอมรับในระดับสากลนี้ย่อมไม่ได้เป็นเพียง “ป้ายเกียรติยศ” แต่ในอีกนัยหนึ่งน่าจะมีความหมายที่เป็นสัญลักษณ์ซึ่งบ่งบอกได้ว่า...
ไทยก็ยังคงเป็นเมืองที่อุดมไปด้วยแรงสนับสนุนและความเชื่อมั่นจากนานาประเทศ ในเรื่องของสิทธิมนุษยชน
อย่างไรก็ตาม ถ้าย้อนไปในการลงมติของที่ประชุมสมัชชาใหญ่ยูเอ็นครั้งนี้ ประเทศไทยก็เป็นหนึ่งในหลายประเทศที่ถูกโวยจากองค์กรด้านสิทธิมนุษยชนไม่น้อย
หนึ่งในนั้นก็มีเสียงจากซูซาน ไรซ์ เอกอัครราชทูตของสหรัฐ กล่าวอย่างไม่ระบุเจาะจงว่า ทางวอชิงตันเสียใจที่การลงคะแนนเสียงในครั้งนี้ มีบางประเทศที่มีปัญหาทางด้านสิทธิมนุษยชน
ไม่ว่าอะไรก็ตาม ศักยภาพที่เรามี นั้นมากเกินกว่าที่เราจะพ่ายแพ้และพลาดจากตำแหน่งนั้น
ดังนั้น “แรงสนับสนุน” และ “ป้ายตีตรา” ที่ได้มานั้น น่าจะเป็น “อาวุธ” ที่รัฐบาลไทยมีโอกาสใช้ในการตั้งสติ และสร้างจิตสำนึกในการดำเนินนโยบายต่างๆ แทนที่จะถูกใช้มาเป็นเกราะป้องกันตัวเองจากความผิดพลาด
“ไม่มีประเทศในอาเซียนที่ปลอดจากการถูกวิพากษ์วิจารณ์ในด้านสิทธิมนุษยชน แต่ไทยเป็นหนึ่งในหลายประเทศที่ยังคำมั่นสัญญาที่แข็งแกร่งในด้านสิทธิมนุษยชน” ศรีประภา เพชรมีศรี ผู้แทนไทยในคณะกรรมาธิการระหว่างรัฐบาลอาเซียน
นอกจากนี้ อาจารย์ศรีประภา ยังกล่าวว่า ตำแหน่งในคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนของสหประชาชาติจะเป็นโอกาสในการที่จะได้แสดงความคิดเห็นต่อสถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชน
ในขณะเดียวกัน ไทยน่าจะมองตำแหน่งและสถานะที่ได้มาเป็นดั่ง “เครื่องทุ่นแรง” ได้เช่นกัน
เหตุการณ์ความแตกร้าวที่คุกรุ่นจนกลายเป็นระเบิดเวลาที่ปะทุแตกขึ้นอย่างร้อนแรงในช่วงที่ผ่านมา
ท่ามกลางนาทีที่ตึงเครียดเหล่านั้น จดหมายและแถลงการณ์ทางการทูตจากมิตรประเทศทั้งสหรัฐ สหภาพยุโรป (อียู) แม้กระทั่งเลขาธิการยูเอ็น รวมทั้งสมาชิกสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) ด้วยความหวั่นวิตก และร้องขอให้ไทยยุติปัญหา และความรุนแรง ก่อนที่จะส่งผลกระทบขจรขจายไปทั่วภูมิภาค
ดังนั้น สถานะการเป็นคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนของสหประชาชาตินี่เองที่จะเป็นโอกาสดีที่ประเทศไทยจะฉวยมาเป็นเครื่องทุ่นแรง แสดงจุดยืน และสร้างภาพลักษณ์ที่ดีในเวทีโลก
“ความสำเร็จขององค์กรไม่ได้อยู่ที่ว่าใครเป็นสมาชิก แต่อยู่ที่ว่าองค์กรได้ทำอะไร และดำเนินการอย่างไร” ไรซ์ กล่าว
เมื่อฟ้าฝนเริ่มจางลง จึงน่าจะเป็นโอกาสที่ไทย ฐานะหนึ่งในสมาชิกไม่ควรปล่อยวางให้ตำแหน่งที่เราได้มาเป็นเพียงความว่างเปล่า







