ระหว่างสวยกับเป็นแชมป์จะเอาอะไร...
ผมเขียนถึงบราซิลบ่อยจนนับครั้งไม่ถ้วนนับตั้งแต่ฟุตบอลโลก 2014 เปิดฉากขึ้นมา แต่ไม่ใช่เพราะบนความชอบส่วนตัวหรอกครับ
สุรเดช สันติเลิศประภพ
ผมเขียนถึงบราซิลบ่อยจนนับครั้งไม่ถ้วนนับตั้งแต่ฟุตบอลโลก 2014 เปิดฉากขึ้นมา แต่ไม่ใช่เพราะบนความชอบส่วนตัวหรอกครับ ผมมองพวกเขาเป็นเหมือนกับทีมขวัญใจของชาวโลก ดังนั้นแต่ละเกมที่รอ บราซิล อยู่จึงเป็นเกมที่สำคัญเสมือนเป็นนัดชิงชนะเลิศทั้งหมด หลังจากทัวร์นาเมนต์เข้าสู่ระบบน็อกเอ้าต์เรียบร้อยแล้ว
ผลงาน 4 เกมของบราซิลตั้งแต่รอบแบ่งกลุ่มไล่ตั้งแต่เกมเจอ โครเอเชีย, เม็กซิโก, แคเมอรูน ตามด้วยการเจอกับ ชิลี จะเห็นว่า บราซิล ยังสามารถเอาตัวรอดมาได้และมาปรากฏตัวอยู่ในรอบ 8 ทีมสุดท้ายแต่พวกเขาก็หนีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ไม่พ้นเกี่ยวกับการเล่นที่อาจจะเอาชนะคู่แข่งได้แต่มองไม่เห็นถึงความสวยงามในฟุตบอลแบบฉบับของ บราซิล แม้แต่นิดเดียว
หากเรามองความสำเร็จของ บราซิล ในฟุตบอลโลกที่ผ่านมา เราคงต้องแบ่งพวกเขาแยกออกจากกันเป็น 2 ห้วงเวลา การคว้าแชมป์โลกในปี 1958, 1962 ตามด้วย 1970 นั่นคือ บราซิล ที่เป็นที่รักที่หลงใหลของแฟนบอลทั่วโลก ความสามารถของพวกเขามีส่วนทำให้เกมฟุตบอลถูกเรียกชื่ออย่างสวยงามว่า เดอะ บิวตี้ฟูล เกม
อย่างไรก็ดีภายหลังการคว้าแชมป์โลกสมัยที่ 3 ของพวกเขาพร้อมกับการประกาศวางมือจากการรับใช้ชาติของ เปเล่ ทำให้ บราซิล ตกอยู่ภายใต้วังวนของความไม่สำเร็จอยู่นานถึง 24 ปี
ทีมชุดปี 1982 และ 1986 ภายใต้การคุมทีมของ เทเล่ ซานตาน่า แม้จะได้รับการยกย่องจากแฟนทั่วโลกว่าเป็นทีมที่ดีที่สุดนับตั้งแต่ชุดปี 1970 เป็นต้นมา กลับไม่สามารถไปถึงดวงดาวกับตำแหน่งแชมป์โลก
หลายคนให้ข้อคิดว่าช่วงเวลาที่ บราซิล ไร้ตำแหน่งแชมป์โลกไปนานถึง 24 ปีจนถึงปี 1994 นั้นเป็นเพราะพวกเขาเล่นบอลแบบเอนเตอร์เทนคนดู เน้นความสวยงามเหมือนเดิม แต่โลกของฟุตบอลเปลี่ยนไป ศาสตร์ของฟุตบอลแพร่หลายและได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง
จวบจนกระทั่งการมาถึงของ คาร์ลอส อัลแบร์โต้ ปาร์ไรร่า ที่ทำให้ บราซิล ปรับเปลี่ยนสไตล์และทัศนคติทางด้านฟุตบอลออกไปจากเดิม โดบ ปาร์ไรร่า ได้รับมอบหมายให้มาทำทีมเพื่อไปเล่นฟุตบอลโลกปี 1994 และพยามที่จะคว้าแชมป์ให้ได้ในรอบ 24 ปี
ปาร์ไรร่า ค่อยๆปรับเปลี่ยนการเล่นของ บราซิล ให้สามารถรับมือแท็คติกของพวกยุโรปด้วยการมีมิดฟิลด์ในเกมรับถึง 2 คน และสุดท้ายพวกเขาก็ทะลุไปจนถึงตำแหน่งแชมป์ได้จริงๆ
4 ปีต่อมาที่ ฝรั่งเศส เป็นเจ้าภาพ บราซิล ได้มอบหมายให้ มาริโอ ซากัลโล่ กลับมาคุมทีมชาติอีกครั้ง ซากัลโล่ คนนี้คือคนเดียวกับที่พา บราซิล ประสบความสำเร็จมาตั้งแต่แชมป์ครั้งแรกในสมัยที่ยังเป็นผู้เล่นอยู่เองจนกระทั่งในปี 1970 ที่เขามารับหน้าที่เป็นเฮดโค้ชและพาทีมคว้าแชมป์ได้
บราซิล ทะลุไปถึงรอบชิงชนะเลิศ แต่ไปพ่ายแพ้แบบหมดรูปให้กับ ฝรั่งเศส 0-3 ได้แค่รองแชมป์กลับมา และเปลี่ยนตัวโค้ชกันอีกครั้ง
ในปี 2002 บราซิล ได้ หลุยส์ เฟลิเป้ สโคลารี่ มาทำทีมไปลุยญี่ปุ่น และ เกาหลีใต้ และ สโคลารี่ ก็เดินตามรอยเท้าของ ปาร์ไรร่า ด้วยการพา บราซิล คว้าแชมป์ด้วยแท็คติกคล้ายๆกันก็คือ เน้นความรัดกุมไว้ก่อน และใช้ความสามารถเฉพาะตัวในการเล่นเกมรุกเอาชนะโซนป้องกันของคู่ต่อสู้
และหลังจากมือเปล่าในฟุดบอลโลก 2 สมัยหลังสุดคือในปี 2006 และ 2010 บราซิล จึงเลือกกลับไปสู่สูตรที่เคยทำให้พวกเขาแข็งแกร่งนั่นก็คือการดึงเอา สโคลารี่ กลับมาทำทีมหลังจากกุนซือหนวดงามคนนี้ไปรับจ็อบกับ โปรตุเกส มาพักใหญ่
จะว่าไปงานของ สโคลารี่ จะว่าเบาก็เบา จะว่ายากก็ยาก เพราะเจ้าภาพนั้นไม่ต้องลงเล่นรอบคัดเลือกมีแค่เล่นเกมอุ่นเครื่อง ขณะที่ในรอบสุดท้ายพวกเขาก็จะต้องลงเล่นประมาณ 7 เกมเท่านั้น
สโคลารี่ อาจจะทำทีมไม่ได้เน้นเกมรุกเอาใจแฟนบอล แต่หากจะเอาผลการแข่งขันแบบไม่ให้พลาด นี่คือ 1 ในกุนซือที่ดีที่สุดแล้ว หนนี้แฟนๆของบราซิลจะถูกบีบให้ต้องตัดสินใจว่าพวกเขาจะเลือกให้ทีมเล่นด้วยความสวยงามแต่ปราศจากแชมป์โลก หรือจะยอมให้ทีมเล่นแบบแข็งแกร่งเหนียวแน่นไว้ก่อน และรอให้ความสำเร็จเดินมาหาอีกครั้ง