
แบบเรียนประวัติศาสตร์และสมบัติของชาติ
ในขณะที่บ้านเรามีความพยายามที่จะปรับปรุงตำราประวัติศาสตร์ไทยและหน้าที่พลเมือง เพื่อให้เยาวชนเกิดความรักชาติรักแผ่นดิน
ในขณะที่บ้านเรามีความพยายามที่จะปรับปรุงตำราประวัติศาสตร์ไทยและหน้าที่พลเมือง เพื่อให้เยาวชนเกิดความรักชาติรักแผ่นดิน
ที่อังกฤษ นายกรัฐมนตรี เดวิด คาเมรอน หัวหน้าพรรคอนุรักษ์นิยมก็ดูเหมือนจะทำในสิ่งที่คล้ายๆ กันนี้ นั่นคือ สั่งให้มีการสอน “คุณค่าของความเป็นบริติช” แก่เด็กนักเรียนทุกโรงเรียน
“คุณค่าของความเป็นบริติช” หรือที่เดวิด คาเมรอนเรียกว่า “The British Values” คืออะไร? เขาชี้ไปที่ “คุณค่าอันสูงส่งน่าเคารพบูชา” และฝังรากลึกมานานถึงปีหน้าก็จะครบ 800 ปี ! นับตั้งแต่อังกฤษได้ออกกฎบัตรอันยิ่งใหญ่ในวันที่ 15 มิ.ย. 1215 นั่นคือ “Magna Carta” อันเป็นกฎบัตรที่จำกัดการใช้อำนาจของผู้ปกครองและการให้ความสำคัญต่อฉันทานุมัติของผู้ใต้ปกครอง
นายกรัฐมนตรีอังกฤษได้กล่าวว่า หลักการเนื้อหาของกฎบัตรดังกล่าวถือเป็น “รากฐานของกฎหมายและเสรีภาพของชนชาวบริติช” เป็นหลักการสำคัญที่แผ้วทางไปสู่ความเป็นประชาธิปไตยในเวลาต่อมาที่ทำให้ “บริเตนเป็นบริเตน” อย่างที่เป็นมาตลอดจวบจนปัจจุบัน ยิ่งกว่านั้น เขายังถือโอกาสให้การเฉลิมฉลองการครบรอบ 800 ปีของ Magna Carta นี้ เป็นหัวใจในการต่อสู้ตอบโต้กับการใช้อำนาจ “สุดโต่ง” (Extremism) ในทุกรูปแบบด้วย อย่างไรก็ตามมีผู้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์การประกาศให้ “Magna Carta” เป็น “คุณค่าความเป็นบริติช” ของคาเมรอน หนึ่งในนั้นก็คือ ไนเจล ซอล (Nigel Saul) หนึ่งในกรรมาธิการจัดงานครบรอบ 800 ปี Magna Carta และก็เป็นสมาชิกพรรคเดียวกันกับคาเมรอนด้วย ไนเจลเห็นว่าการเฉลิมฉลอง “800 ปี Magna Carta” นั้นไม่น่าจะเป็นอะไรที่ “เป็นเฉพาะความเป็นบริติช” ภายในเกาะบริเตนเท่านั้น เพราะ “Magna Carta” ถือเป็นสมบัติอันยิ่งใหญ่ของโลกเสรี คุณค่าในกฎบัตรนี้ โดยเฉพาะแนวคิดเรื่องเสรีภาพภายใต้กฎหมายเป็นสิ่งที่ไม่มีใครคนใดคนหนึ่งสามารถกล่าวอ้างว่าเป็นของตนหรือเป็นของประเทศใดประเทศหนึ่งได้ เพราะมันเป็นหลักสากลของเสรีชนทุกคนในโลกนี้ และในช่วงสองร้อยปีที่ผ่านมา แนวคิดเรื่องฉันทานุมัติของประชาชนและเสรีภาพได้แพร่กระจายไปทั่วโลก
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการก่อตั้งประเทศสหรัฐอเมริกา อันนำมาซึ่งการออกกฎหมายในลักษณะเดียวกันนี้ (The Bill of Rights) รวมทั้งในการร่างรัฐธรรมนูญของประเทศเกิดใหม่ต่างๆ ในศตวรรษที่ 20 ก็ปรากฏให้เห็นถึงหลักการอุดมคติตามแนวของ Magna Carta ด้วย หรืออย่างที่รัฐสภาออสเตรเลียทุกวันนี้ ก็ยังต้องมีสำเนาเอกสารของ Magna Carta ประดับไว้เหมือนสิ่งศักดิ์สิทธิ์ให้ยึดมั่น ที่สำคัญคือ ในวรรคที่ 39 ของ Magna Carta ไม่ได้กล่าวถึงเฉพาะผู้คนบนเกาะอังกฤษเท่านั้น แต่มุ่งหมายถึงมนุษยชาติทั้งมวล อีกทั้งในช่วงที่เกิด Magna Carta เมื่อ 799 ปีที่แล้ว มันก็ไม่สามารถกล่าวอ้างได้ว่าเป็นผลผลิตที่เป็น “วัฒนธรรมของชาติบริติช”
ด้วยหนึ่งในบุคคลที่เป็นหัวใจสำคัญในการเจรจาต่อรองระหว่างพระมหากษัตริย์และอภิชนก็คือ Stephen Langton ที่ถือได้ว่าเป็นปัญญาชนในสมัยนั้น มีแนวความคิดที่กว้างขวางมากกว่าที่จะคิดแคบๆ แค่ “บริติช” เท่านั้น เขาได้รับอิทธิพลทางศาสนาจากคัมภีร์ไบเบิลพันธสัญญาเดิม (The Old Testament) โดยเฉพาะในประเด็นเกี่ยวกับ “กษัตริย์ที่ไม่ดี” ซึ่งสะท้อนให้เขาเห็นการปกครองที่เลวร้ายมากของพระเจ้าจอห์น กษัตริย์อังกฤษ (England) ในขณะนั้น ในขณะที่คัมภีร์ไบเบิลได้ชี้ให้เห็นว่า กษัตริย์จะปกครองได้ก็ต่อเมื่อต้องได้รับการยอมรับ (Consent) จากประชาชน และด้วยเหตุนี้เองวรรคต่างๆ หลายวรรคใน Magna Carta จึงมีนัยบ่งชี้ความสำคัญของฉันทานุมัติของประชาชนไว้ อีกทั้งการบัญญัติ Magna Carta ก็เป็นสิ่งที่ถือเป็นแนวความคิดร่วมกันในช่วงศักดินาของยุโรปทั้งหมด ไม่ได้เป็นเฉพาะของที่ใดที่หนึ่ง
ดังนั้นการที่คาเมรอนออกมาประกาศให้โรงเรียนทุกโรงเรียนในอังกฤษต้องสั่งสอนให้เด็กนักเรียนตระหนักถึง “คุณค่าของความเป็นบริติช” ใน Magna Carta จึงถือเป็นการตีความและเข้าใจประวัติศาสตร์อย่างผิดๆ ชนิดอภัยให้ไม่ได้
ยิ่งกว่านั้น จะว่าไปแล้ว ในปี ค.ศ. 1215 ก็ยังไม่มี “Britain” ในฐานะที่เป็นชาติหรือประเทศอย่างทุกวันนี้ด้วย และพระเจ้าจอห์นในขณะที่ลงพระปรมาภิไธยใน Magna Carta พระองค์อยู่ในสถานะของกษัตริย์อังกฤษ (England) ลอร์ดแห่งไอร์แลนด์ และดยุกแห่งนอร์มังดีและแอคคีเทน (Aquitaine) และออจู (Anjou) ด้วย
ดังนั้นการกล่าวอ้างว่า Magna Carta เป็น “สมบัติเฉพาะของบริติช” จึงเป็นความผิดพลาดเสียหายครั้งใหญ่ที่คาเมรอนได้กระทำต่อ Magna Carta ไม่ว่าจะเป็นในทางประวัติศาสตร์หรือในทางการเมืองก็ตาม เพราะการตีกรอบยึดกุมให้ Magna Carta เป็นของบริติชเท่านั้นเป็นการจำกัดและลดทอนความหมายคุณค่าความสำคัญอันยิ่งใหญ่ของการเฉลิมฉลอง “800 ปี Magna Carta” ในปีหน้าที่จะถึงนี้
ที่กล่าวมานี้ เราสามารถนำไปเป็นภาพสะท้อนส่องบ้านเมืองของเราได้มากทีเดียว เพราะในชั้นแรก เมื่อฟังเนื้อหาการรณรงค์ของคาเมรอนแล้ว ก็ช่างดูดีที่เขายกย่องส่งเสริมคุณค่าแห่งเสรีภาพและการต่อต้านการใช้อำนาจตามอำเภอใจที่เขาถือว่ามีมานานถึงเกือบ 800 ปี อีกทั้งถ้าไม่คิดอะไรมาก ก็ย่อมถือเป็นเรื่องดีที่ผู้นำถือว่าสิ่งนี้เป็น “สมบัติของชาติ” แต่กระนั้นก็ยังมีข้อวิจารณ์ที่ลึกซึ้งเข้าไปอีกชั้นหนึ่งว่า มันยิ่งใหญ่เกินกว่าจะเป็นสมบัติของชาติใด !







