
ผ่าตลาดหุ้นสหรัฐเจาะ4สัญญาณเสี่ยงภาวะฟองสบู่
หากกล่าวถึงการเติบโตของตลาดทุนในปีนี้ คงไม่มีที่ใดร้อนแรงเกินไปกว่าสหรัฐอีกแล้ว
โดย...ก้องภพ เทอดสุวรรณ
หากกล่าวถึงการเติบโตของตลาดทุนในปีนี้ คงไม่มีที่ใดร้อนแรงเกินไปกว่าสหรัฐอีกแล้ว เพราะในช่วงครึ่งปีที่ผ่านมาดัชนีตลาดหุ้นหลักๆ ของเมืองลุงแซมพากันขึ้นไปทำ นิวไฮ ไม่เว้นสัปดาห์เลยทีเดียว
โดยล่าสุด เมื่อวันพุธที่ผ่านมาดัชนีอุตสาหกรรมดาวโจนส์ไต่ขึ้นปีอยู่ระดับ 16,976.24 จุด ขณะที่ ดัชนีเอสแอนด์พี 500 ปรับตัวสูงขึ้นไปอยู่ที่ 1,974.62 จุด และด้านดัชนีแนสแด็กยังคงอยู่ในระดับดีที่ระดับ 4,457.73 จุด
ความเคลื่อนไหวดังกล่าวสามารถสะท้อนได้ใน 2 แง่มุม หากมองในแง่ดี เศรษฐกิจสหรัฐได้ฟื้นตัวจากวิกฤตเศรษฐกิจปี 2009 และนักลงทุนกำลังเชื่อมั่นในตลาดทุนเมืองลุงแซมอย่างแรงกล้า กระนั้นหากมองในแง่ร้าย ความเคลื่อนไหวดังกล่าวยังเป็นที่ถกเถียงของนักวิเคราะห์ว่า ตลาดหุ้นขณะนี้ร้อนแรงเกินเหตุจนสุ่มเสี่ยงต่อการเกิดภาวะฟองสบู่หรือไม่?
เว็บไซต์ข่าวซีเอ็นเอ็นมันนี่ ได้เปิดเผยว่า มีสัญญาณเตือนถึง 4 แบบ ที่ชี้ว่าขณะนี้ตลาดหุ้นสหรัฐกำลังร้อนแรงเกินไป อันได้แก่ 1.ภาวะเสพติดเงินถูก 2.ราคาหุ้นแพง 3.ดัชนีปรับสูงเกินสภาพเศรษฐกิจที่แท้จริง และ 4.ธุรกิจปรับเป้าลดกำไร
ภาวะเสพติดเงินถูก สะท้อนได้จากกรณีที่นักลงทุนหันไปเก็งกำไรในสินทรัพย์ความเสี่ยงสูงที่ให้ตอบแทนที่ดีกว่า โดยไม่สนใจปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่แท้จริง ซึ่งนอกจากจะเห็นได้จากตลาดหุ้นสหรัฐที่ขึ้นไปทำสถิติใหม่ๆ อยู่บ่อยครั้งแล้ว ยังเห็นได้จากกรณีนักลงทุนหันไปลงทุนในตลาดเกิดใหม่ที่มีความเสี่ยงสูงตั้งแต่เริ่มมีการใช้มาตรการผ่อนคลายทางการเงินอีกด้วย
ภาวะเงินถูกดังกล่าวเกิดขึ้นจากมาตรการผ่อนคลายทางการเงินเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ด้วยการใช้นโยบายผ่อนคลายเชิงปริมาณ (คิวอี) และการคงดอกเบี้ยต่ำเพื่อเพิ่มปริมาณเงินให้เข้ามาหมุนอยู่ในระบบเศรษฐกิจมากขึ้น ส่งผลให้เกิดภาวะกู้ยืมทำได้สะดวก จนเงินกลายเป็นสิ่งหาง่าย หรือที่เรียกว่า “ภาวะเงินถูก”
อย่างไรก็ดี ภาวะเงินถูกนับเป็นดาบ 2 คมเช่นกัน หากมองในแง่ดีนับเป็นการช่วยกระตุ้นการลงทุนและการปล่อยกู้ของธนาคาร เพื่อช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจให้ขับเคลื่อนต่อไปได้ แต่หากมองในมุมกลับ ภาวะเงินถูกเป็นการกระตุ้นให้นักลงทุนหันไปเก็งกำไรในสินทรัพย์ความเสี่ยงสูง จนอาจทำให้เกิดภาวะฟองสบู่ได้เช่นกัน
สอดรับกับรายงานประจำปีของธนาคารเพื่อการชำระหนี้ระหว่างประเทศ (บีไอเอส) ที่ระบุว่า ภาวะเงินถูกกำลังทำให้นักลงทุนกำลังเพิกเฉยสภาพเศรษฐกิจสหรัฐที่แท้จริง และปัจจัยความเสี่ยงอื่นๆ
นอกจากนี้ บีไอเอสยังเตือนด้วยว่า การคงมาตรการดอกเบี้ยต่ำต่อไปของธนาคารกลางสหรัฐนั้น อาจส่งผลให้สหรัฐติดอยู่ในภาวะกับดักหนี้ก็เป็นได้ เนื่องมาตรการดอกเบี้ยต่ำนับเป็นการกระตุ้นให้มีการกู้เงินมากขึ้น
สัญญาณต่อมาคือ ราคาหุ้นสหรัฐแพงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยหุ้นของบริษัทชื่อดังในตลาดหุ้นสหรัฐ อาทิ กูเกิล อิงค์ ผู้ให้บริการเสิร์ชเอนจิ้นชื่อดัง พุ่งขึ้นไปแตะ 582.32 เหรียญสหรัฐ/หุ้น
ขณะที่ด้านอัตราราคาหุ้นต่อผลตอบแทน (พี/อี) ในดัชนีเอสแอนด์พี 500 ขณะนี้อยู่สูงเกิน 26 เท่าไปแล้ว หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือนักลงทุนต้องรอปันผลถึง 26 ครั้ง จึงจะได้รับเงินตอบแทนเท่ากับเงินลงทุนเมื่อซื้อหุ้น
จึงปฏิเสธไม่ได้ว่า ราคาหุ้นที่พุ่งสูงในปัจจุบันย่อมไม่ได้เกิดจากการที่นักลงทุนประเมินตามปัจจัยพื้นฐานของธุรกิจอย่างเดียวเท่านั้น แต่เกิดจากการเข้าไปเก็งกำไร
ที่ซีเอ็นเอ็นมันนี่ตั้งข้อสังเกตว่า สัดส่วนราคาหุ้นต่อผลตอบแทน หรือ พี/อี นั้น มักจะถีบตัวขึ้นอย่างร้อนแรงก่อนจะเกิดภาวะวิกฤตฟองสบู่เสมอ เห็นได้จากก่อนหน้านี้ พี/อี ของหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีเคยพุ่งสูงถึง 40 เท่า ก่อนจะเกิดภาวะฟองสบู่ดอทคอมในปี 2001 นอกจากนี้ พี/อี ยังเคยขึ้นไปสูงกว่า 25 เท่าตั้งแต่ปี 2003-2007 จนเกิดวิกฤตซับไพรม์ขึ้นในปี 2008
ด้านธนาคารเครดิตสวิส แสดงความเห็นว่า สถานการณ์ พี/อี สูงกว่า 26 เท่าขณะนี้ว่าจะส่งผลเสียต่อตลาดหุ้นสหรัฐไปอย่างยาวนานกว่า 5 ปี
ส่วนสัญญาณที่ 3 ที่บ่งชี้ว่าตลาดหุ้นสหรัฐกำลังเสี่ยงต่อภาวะฟองสบู่ คือกรณีที่ดัชนีปรับสูงเกินสภาพเศรษฐกิจที่แท้จริง
ทั้งนี้ ต้องยอบรับว่าภาวะอากาศหนาวรุนแรงผิดปกติเมื่อช่วงต้นปี ส่งผลในด้านลบต่อสภาพเศรษฐกิจสหรัฐเป็นอย่างยิ่ง โดยผลผลิตมวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ของสหรัฐในไตรมาสแรกหดตัวอยู่ที่ลบ 0.1% ซึ่งถือเป็นการหดตัวรุนแรงที่สุดในรอบ 4 ปี อย่างไรก็ดีนักลงทุนกลับไม่สนใจตัวเลขดังกล่าว แต่ยังคงมุ่งมันเก็งกำไรในตลาดหุ้นต่อไป
เดวิด โคตอก ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการลงทุนของบริษัท คัมเบอร์แลนด์ แอดไวเซอร์
ผู้ให้คำปรึกษาด้านการลงทุนในสหรัฐ กล่าวว่า มีครั้งเดียวเท่านั้นในประวัติศาสตร์ที่ตลาดหุ้นปรับตัวสวนทางกับจีดีพี คือช่วงก่อนเกิดฟองสบู่ดอทคอม
สำหรับสัญญาณสุดท้ายที่บ่งชี้ว่าตลาดหุ้นเมืองลุงแซมกำลังอยู่ในภาวะฟองสบู่ คือตลาดหุ้นยังคงนิวไฮอย่างต่อเนื่อง ถึงแม้ว่า ธุรกิจจะเริ่มปรับลดเป้ากำไร ในปีนี้แล้วก็ตาม
โดยจากการสำรวจของ เดอลวต บริษัทด้านบัญชีและที่ปรึกษาในสหรัฐ กล่าวว่า บรรดาประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงิน (ซีเอฟโอ) ของสหรัฐส่วนใหญ่ต่างปรับลดความเป้าหมายกำไรในปีนี้เนื่องจากสภาพเศรษฐกิจ ซึ่งกรณีดังกล่าวย่อมทำให้ผลตอบแทนหุ้นระยะยาวลดลง จึงน่าจะส่งผลให้นักลงทุนปรับลดการถือหุ้นลงเช่นกัน
กระนั้นก็ตาม นักลงทุนกลับยังคงเข้าไปลงทุนในตลาดหุ้นจนดัชนีปรับตัวขึ้นไปทำสถิติใหม่ ก็มีนัยว่า ขณะนี้นักลงทุนส่วนใหญ่ไม่สนใจภาวะผลตอบแทนระยะยาวอีกต่อไป และเน้นการเก็งกำไรระยะสั้น
จากสัญญาณเตือนทั้ง 4 จึงพอสรุปได้ว่า ขณะนี้วอลสตรีทกำลังเต็มไปด้วยการเหยียบย่ำของนักลงทุนที่แห่แหนเข้าไปเก็งกำไรกันอย่างครึกโครม โดยละเลยการพิจารณาปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่แท้จริง ซึ่งถือเป็นความเสี่ยงต่อภาวะฟองสบู่ที่ไม่อาจจะมองข้ามได้แม้แต่น้อย!







