
ชูธงปฏิรูปสีกากีล้างพันธุ์มะเขือเทศ
"รัฐบาลต้องการสร้างบรรทัดฐานใหม่ในวงการสีกากี ส่งสัญญาณที่ดีของระบบธรรมาภิบาล คือ ความโปร่งใสต่อการปฏิบัติหน้าที่ ไม่ใช่ส่งเสริมให้ตำรวจเป็น “กองทัพ” ที่ขยายกำลังเพิ่มออกไปเป็นกองทัพที่ 4 ต่อท้ายจากกองทัพบก"
"รัฐบาลต้องการสร้างบรรทัดฐานใหม่ในวงการสีกากี ส่งสัญญาณที่ดีของระบบธรรมาภิบาล คือ ความโปร่งใสต่อการปฏิบัติหน้าที่ ไม่ใช่ส่งเสริมให้ตำรวจเป็น “กองทัพ” ที่ขยายกำลังเพิ่มออกไปเป็นกองทัพที่ 4 ต่อท้ายจากกองทัพบก"
โดย...ทีมข่าวการเมือง
ท่ามกลางสงครามขัดแย้งทางความคิดของประเทศไทยขณะนี้ แม้สถานการณ์การชุมนุมของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) จะคลี่คลายไปแล้วก็ตาม ทว่า ฝ่ายการเมือง รวมทั้งข้าราชการประจำไม่สามารถปฏิเสธความรับผิดชอบได้เลยว่า ความวุ่นวาย ความเสียหาย ตลอดจนเหตุจลาจล ที่ปรากฏมีกลุ่มคนแห่กันออกมาปล้นบ้านเผาเมือง โกลาหลจนต้องออกประกาศห้ามออกนอกเคหสถานในช่วงกลางคืน คือบทสะท้อนความล้มเหลวของกลไกอำนาจรัฐ!
โฟกัสชัดๆ คือกลุ่มข้าราชการตำรวจ ในบังคับบัญชาของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) นาทีนี้ถูกเพ่งเล็งมากที่สุด ฐานเล่นบท “เกียร์ว่าง” ปล่อยให้กำลังทหารลุยสะสางปัญหาเพียงลำพัง หนักข้อกว่านั้นคือฉายา “ตำรวจมะเขือเทศ” ที่ซุบซิบกันทั่วเมืองถึงเหตุที่มีแกนนำคนเสื้อแดงระดับ “ฮาร์ดคอร์” อาทิ อริสมันต์ พงศ์เรืองรอง สุภรณ์ อัตถาวงศ์ หรือแรมโบ้อีสาน รวมทั้ง พายัพ ปั้นเกตุ หลุดรอดวงล้อมจับกุมไปอย่างง่ายดาย...
ทั้งที่มีกองกำลังตำรวจตั้งด่านอยู่รายล้อมแยกราชประสงค์ แต่กลับปล่อยให้ผู้ต้องสงสัยตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ แถมมีชนักคดีอาญาบัญชียาวเป็นหางว่าวล่องหนไปได้!
ประเด็นนี้ล่อแหลมอย่างยิ่งต่อความอยู่รอดของรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และไร้ประโยชน์อย่างสิ้นเชิงหากหน่วยพิทักษ์กฎหมายเมินเฉยต่ออำนาจบริหารที่มีนายอภิสิทธิ์เป็นผู้นำ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “ตำรวจ” ที่มีหน้าที่รักษาความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง
แต่ภาพที่ปรากฏต่อสังคมช่วงที่ผ่านมากลับตรงกันข้าม ในเหตุการณ์การชุมนุมคนเสื้อแดง ตลอดเดือน มี.ค.-พ.ค.ที่ผ่านมา ยิ่งเห็นชัดถึงความหย่อนยานของตำรวจ ทำให้ผู้ชุมนุมฮึกเหิม มีการปิดถนน ตรวจค้น แม้กระทั่งยึดอาวุธ และไล่ตำรวจลงจากรถให้กลับต้นสังกัด จะด้วยความสมยอมหรือจำนนต่อสถานการณ์ก็ตาม หากตำรวจไม่มีความเข้มแข็งพอกับบทบาทผู้รักษากฎหมายแล้ว ประชาชนจะอบอุ่นใจได้อย่างไร
แทนที่ตำรวจจะควบคุมการชุมนุมกลับยืนพูดคุยกับผู้ชุมนุม ความอ่อนแอของเจ้าหน้าที่ผู้บังคับใช้กฎหมายครั้งนี้ นำไปสู่การเผาศาลาว่าการจังหวัดหลายแห่ง โดยตำรวจยืนดูนิ่งเฉย ไม่ดำเนินการใดๆ ซ้ำร้ายเมื่อแกนนำคนเสื้อแดงเข้ามอบตัว กลับมีข่าวว่าตำรวจอำนวยความสะดวกให้กับแกนนำ จัดให้พักอยู่ในที่สุขสบาย มีญาติเข้าเยี่ยมกันสนุกเฮฮา ส่งข้อความทางอินเทอร์เน็ตได้ แถมยังมีนายตำรวจระดับสูงออกมาแถลงข่าวปกป้องสิทธิให้อีกด้วย
การปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจนาทีนี้ จึงก่อให้เกิดเสียงตำหนิต่อว่าอย่างกว้างขวางรุนแรง!
ช่องโหว่และปัญหาภายใน สตช. ตลอดจนกลุ่มตำรวจหัวใจสีแดง กำลังจุดชนวนนำไปสู่ข้อเรียกร้องให้มีการปฏิรูปวงการตำรวจกันอีกครั้ง หลังมีความพยายาม “ผ่าตัดมะเร็งสีกากี” มาแล้วสมัยรัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ตลอดไปจนการปรับท่าทีการปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจอย่างเร่งด่วน
น่าเชื่อว่านายอภิสิทธิ์กำลังจับจ้องและเตรียมสางปัญหานี้อย่างเร่งด่วน เพราะรูปร่างขององค์กรตำรวจ หรือ สตช.ยังบิดเบี้ยว หรือพิกลพิการอยู่ ทำให้ต้นธารของกระบวนการยุติธรรมถูกบิดเบือนไป กระตุ้นต่อมสำนึกในหน้าที่ของข้าราชการตำรวจ และปฏิบัติหน้าที่ในการรับใช้และปกป้องประชาชน และรักษากฎหมายอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะการหมิ่นหรือล้มล้างสถาบัน
จำเป็นที่สุดและสมควรอย่างยิ่งที่ พล.ต.อ.ปทีป ตันประเสริฐ รักษาราชการแทน ผบ.ตร. ต้องรีบสอบสวนวินัยร้ายแรงต่อตำรวจที่ปล่อยปละละเลยให้มีการกระทำผิดต่อกฎหมาย จนมีการปิดถนนขนยางรถยนต์มาเผาบนถนน มีการเผาศาลากลางจังหวัด
รวมทั้งกรณีการควบคุมตัวแกนนำ นปช.ที่ค่ายนเรศวร จ.เพชรบุรี จนสุขสบายเกินกว่าที่ควรจะเป็น ต้องสะสางให้ชัดเจน ซึ่งไม่ใช่กระทำเอาใจรัฐบาล หรือเพื่อรักษาเก้าอี้ ผบ.ตร. แต่ต้องยึดถือต่อหน้าที่ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์อย่างเข้มข้น เพื่อประโยชน์ประเทศชาติเป็นหลักมากกว่าอย่างอื่น
ทว่า สิ่งที่มองเห็นชัดเจนคือโครงสร้างของ สตช.ยังใหญ่โต และยังตัดขาด “การเมือง” เข้าแทรกแซงไม่ได้ การปฏิรูปตำรวจเสียใหม่รัฐบาลอภิสิทธิ์จึงต้องแก้ไขความพิการทั้งโครงสร้าง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการ ปลอดจากการถูกแทรกแซงทางการเมือง สามารถอำนวยความยุติธรรมให้กับประชาชนอย่างมีประสิทธิภาพ
อย่างไรก็ตาม การปฏิรูปตำรวจยังมีตัวแปรจากอายุของรัฐบาลปัจจุบันที่กำลังจะหมดวาระลงในอีกไม่กี่เดือน และยังไม่แน่ชัดว่ารัฐบาลชุดใหม่จะเป็นกลุ่มใดกัน ทำให้ทุกครั้งที่เปลี่ยนรัฐบาลใหม่ สตช.ต้องเกิดปรากฏการณ์ “สลับขั้ว” หรือล้างไพ่กันใหม่ทุกครั้ง มีการเปลี่ยนตัว ผบ.ตร.ให้เร็วที่สุด เพื่อเพิ่มความได้เปรียบทางการเมืองในอนาคต เพราะมีอำนาจดูแลกฎหมายทุกฉบับ
จึงไม่น่าแปลกใจต่อปรากฏการณ์ “รัฐตำรวจ” ที่เกิดขึ้นสมัยรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่มีการวางตัวนายตำรวจเป็นผู้นำองค์กรต่างๆ ยุคนั้นมีนายตำรวจเป็นกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เป็นเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) เป็น ผู้อำนวยการสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล เป็นอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ฯลฯ จนสามารถรวมอำนาจสูงสุดไว้ที่ศูนย์กลางคือ นายกรัฐมนตรี ในที่สุด
เทียบกับสถานการณ์วันนี้ บทบาทของ พล.ต.อ.ปทีป ช่วงก่อนการเปลี่ยนแปลงรัฐบาล คือดัชนีชี้วัดอนาคตชีวิตราชการชั้นดี แม้จะไม่อยากฟันธงลงไปว่า ตำรวจเป็น “ของเล่น” ฝ่ายการเมือง แต่เหตุผลทั้งหมดนี้เกิดจาก “อำนาจ” ในมือตำรวจต่างหากที่สร้างพลังมโหฬารทางการเมืองทั้งทางตรงทางอ้อม
แน่นอนที่สุดว่า หากรัฐบาลให้อำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดแก่ตำรวจ ย่อมต้องมีทั้งคุณและโทษแก่ตำรวจเอง หากมีอำนาจมากเกินไปก็ล้ำเส้นสิทธิเสรีภาพประชาชน หากมีอำนาจน้อยเกินไปก็ถูกนักการเมืองครอบงำ
ดังนั้น รัฐบาลต้องการสร้างบรรทัดฐานใหม่ในวงการสีกากี ส่งสัญญาณที่ดีของระบบธรรมาภิบาล คือ ความโปร่งใสต่อการปฏิบัติหน้าที่ ไม่ใช่ส่งเสริมให้ตำรวจเป็น “กองทัพ” ที่ขยายกำลังเพิ่มออกไปเป็นกองทัพที่ 4 ต่อท้ายจากกองทัพบก กองทัพเรือ และกองทัพอากาศ
แนวทางปฏิรูปตำรวจต้องปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมและความคิดของคนในองค์กร สร้างจิตสำนึกให้เป็น “ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์” อย่างแท้จริง!







