
21วิธีคิด ที่ทำให้คนรวย...แตกต่าง (ตอนที่6)
วันนี้เราจะคุยกันต่อเกี่ยวกับเรื่อง “21 วิธีคิด ที่ทำให้คนรวย...แตกต่าง” ในตอนที่ 6 (ต่อจากตอนที่ 5 ตีพิมพ์เมื่อวันที่ 25 มิ.ย. 2557) จากทั้งหมด 7 ตอนด้วยกัน เราได้เรียนรู้ถึงวิธีคิดของคนรวยมากันแล้ว 15 วิธีคิด วิธีคิดที่ผ่านมาคงจะช่วยจุดประกายความคิดให้แก่คุณผู้อ่านได้บ้าง บทนี้จะเป็นการนำเสนอวิธีคิดเพิ่มเติมอีก 3 วิธีคิด ดังนี้
วันนี้เราจะคุยกันต่อเกี่ยวกับเรื่อง “21 วิธีคิด ที่ทำให้คนรวย...แตกต่าง” ในตอนที่ 6 (ต่อจากตอนที่ 5 ตีพิมพ์เมื่อวันที่ 25 มิ.ย. 2557) จากทั้งหมด 7 ตอนด้วยกัน เราได้เรียนรู้ถึงวิธีคิดของคนรวยมากันแล้ว 15 วิธีคิด วิธีคิดที่ผ่านมาคงจะช่วยจุดประกายความคิดให้แก่คุณผู้อ่านได้บ้าง บทนี้จะเป็นการนำเสนอวิธีคิดเพิ่มเติมอีก 3 วิธีคิด ดังนี้
16) คนทั่วไปคิดว่าคนรวยมักจะชอบคบแต่พวกคนรวยด้วยกัน แต่คนรวยแค่มักจะชอบอยู่ใกล้ๆ คนที่คิดคล้ายๆ กัน
มีหลายต่อหลายครั้งที่คนทั่วไปมักจะเห็นพวกคนรวยชอบอยู่รวมกัน จึงทำให้คิดกันไปว่าคนรวยส่วนใหญ่จะเป็นพวกหัวสูง ชอบคบแต่คนรวยด้วยกัน อันที่จริงคนรวยเหล่านี้เขาแค่อยากจะอยู่ใกล้ๆ คนที่คิดเหมือนๆ กันเท่านั้น
ตัวอย่างที่ผมอยากจะคุยให้คุณผู้อ่านได้รับรู้ก็คือ เรื่องราวของ บิล เกตส์ และ วอร์เรน บัฟเฟตต์ ทั้งคู่ถือเป็นอภิมหาเศรษฐีของโลกด้วยกัน และคบกันเป็นเพื่อนสนิทกันเลยทีเดียว
หลายคนคงทราบดีว่า บิล เกตส์ ได้อุทิศเวลาให้กับมูลนิธิการกุศลของเขา มูลนิธิบิลและเมลินดา เกตส์ ซึ่งเป็นหนึ่งในมูลนิธิที่ใหญ่ที่สุดในโลก เพราะมีทรัพย์สินซึ่งได้รับจากเขาและภรรยาแล้วกว่า 2.9 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ
แม้ว่ามูลนิธินี้จะมีเงินทุนมากมายมหาศาลแล้วก็ตาม แต่ก็ยังได้รับการบริจาคด้วยเงินบริจาคก้อนมหึมาจาก วอร์เรน บัฟเฟตต์ ซึ่งเขาประกาศว่าเขาจะสละทรัพย์สินซึ่งมีมูลค่าเกือบ 3.1 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ให้กับมูลนิธินี้
บัฟเฟตต์ อุทิศทรัพย์สินราว 85% ให้แก่องค์กรการกุศลโดยไม่ได้ยกทรัพย์สินส่วนใหญ่ให้เป็นมรดกตกทอดแก่ทายาทของเขา โดย บัฟเฟตต์ ได้กล่าวถึงบรรดาเศรษฐีที่จะยกมรดกให้ทายาทของพวกเขาไว้ในโอกาสนี้ด้วยว่า “บรรดาเศรษฐีควรจะยกมรดกของตนให้ลูกหลานให้มากพอที่ลูกหลานของพวกเขาจะสามารถทำอะไรก็ได้ แต่ไม่มากถึงขนาดที่ลูกหลานของพวกเขาไม่จำเป็นจะต้องทำอะไรเลย”
บิล เกตส์ ก็คิดไปในแนวทางเดียวกันกับ บัฟเฟตต์ เพราะครั้งหนึ่งเขาเคยพูดว่าเขาจะกันทรัพย์สินเพียง 5% เท่านั้นไว้ให้ลูก ส่วนที่เหลือจะยกให้แก่มูลนิธิ ทั้ง วอร์เรน บัฟเฟตต์ และ บิล เกตส์ เชื่อว่าทายาทของเขาโชคดีที่จะได้รับมรดกจำนวนมาก และมักจะพูดบ่อยๆ ว่าเขาเป็นหนี้สังคมมาก เขาจึงต้องการตอบแทนสังคมด้วยการอุทิศทรัพย์สินส่วนใหญ่เพื่อเพิ่มโอกาสทางสังคมให้แก่ผู้ด้อยโอกาส
17) คนทั่วไปมักจะคิดถึงแต่วิธีการออมเงิน แต่คนรวยจะคิดถึงวิธีหาเงิน
ในเมืองไทยมีมหาเศรษฐีทางด้านอสังหาริมทรัพย์อยู่ท่านหนึ่ง ในช่วงที่เกิดวิกฤตการณ์ต้มยำกุ้งเมื่อปี 2540 บริษัทของมหาเศรษฐีท่านนี้ก็ได้รับผลกระทบทางการเงินอย่างรุนแรง จึงต้องเริ่มหาหนทางออมเงิน เพื่อเตรียมพร้อมไว้สำหรับการที่จะต้องเผชิญหน้ากับปัญหาทางด้านเศรษฐกิจและการเงินที่จะตามมาอีกมากมาย เขาจึงคิดที่จะลดเงินเดือนของพนักงานสัก 1030% เพื่อที่จะได้มีเงินออมมากขึ้น
หลังจากที่ไปคำนวณตัวเลขต่างๆ แล้วก็พบว่าการประหยัดเงินโดยการลดเงินเดือนของพนักงาน คงจะทำให้บริษัทมีเงินออมเพิ่มขึ้นอีกไม่มากนัก ขณะที่ขวัญและกำลังใจของพนักงานก็อาจจะถึงจุดที่ตกต่ำที่สุด เขาจึงตัดสินใจล้มเลิกความคิดดังกล่าวไป และหาหนทางอื่นที่จะมาช่วยบริษัทแทน
หลังจากที่ได้ระดมสมองกันทั้งบริษัทได้ไม่นาน เขาก็พบว่าในเมืองไทยยังคงมีคนมีเงินอยู่เป็นจำนวนมากที่ต้องการซื้อบ้าน แต่กลัวว่าบ้านที่เขาซื้อไปจะสร้างไม่เสร็จ จึงทำให้คนมีเงินเหล่านี้ไม่กล้าซื้อบ้าน มหาเศรษฐีท่านนี้จึงออกโครงการ “บ้านพร้อมอยู่” โดยการขายบ้านที่สร้างเสร็จแล้วและพร้อมเข้าไปอยู่ได้ทันทีเท่านั้น ปรากฏว่าได้รับการต้อนรับจากตลาดเป็นอย่างดี และทำให้ยอดขายได้สูงจนไม่น่าเชื่อ จนในที่สุดก็ทำให้เขาและบริษัทของเขารอดพ้นจากวิกฤตในครั้งนั้นไปได้
18) คนทั่วไปจะคิดแต่การลงทุนที่มีความปลอดภัยสูง ขณะที่คนรวยจะกล้าเสี่ยงมากกว่า
ตัวเลขของจำนวนบัญชีเงินฝากในธนาคารพาณิชย์พบว่า ในเดือน มี.ค. 2556 อยู่ที่ 81,647,602 บัญชี ในขณะที่ประชากรของประเทศไทยมีอยู่ประมาณ 66 ล้านคนเท่านั้น แสดงว่าโดยเฉลี่ยคนไทยเกือบจะทุกคนจะมีบัญชีเงินฝากกับธนาคาร และมีหลายคนที่มีมากกว่าหนึ่งบัญชี ตัวเลขนี้ยังแสดงให้เห็นว่าคนไทยอาจจะชอบการลงทุนที่มีความปลอดภัยสูง หรือไม่มีความรู้ในการลงทุนประเภทอื่นเลย
ในปัจจุบันคาดว่าจำนวนคนลงทุนในตลาดหุ้นไม่น่าจะเกิน 1 ล้านคน ซึ่งเป็นที่ทราบดีว่าตลาดหุ้นได้เข้ามามีบทบาทในชีวิตคนไทยมากขึ้น และก็ได้ทำให้คนไทยจำนวนไม่น้อยประสบกับความสำเร็จและความล้มเหลว ข้อแตกต่างข้อหนึ่งที่เห็นได้ชัดคือ คนรวยมักจะมีความรู้มากกว่าคนทั่วไป และคนรวยก็มักจะรู้ถึงวิธีที่จะนำความรู้เหล่านั้นมาใช้เพื่อการจัดการกับความเสี่ยง และรู้วิธีที่จะสามารถลงทุนให้ได้ผลตอบแทนที่ดีได้อย่างไร?
เราได้เรียนรู้วิธีคิดที่ทำให้ “คนรวย” ...แตกต่างมาแล้ว 18 วิธีคิดด้วยกัน ในบทหน้าจะเป็นบทสุดท้ายซึ่งจะเหลืออีกเพียง 3 วิธีคิดเท่านั้น รอพบกับตอนจบฉบับต่อไปนะครับ







