
ผู้นำมหาเศรษฐี
ยูเครนเป็นประเทศล่าสุดที่ได้นักธุรกิจระดับมหาเศรษฐีเป็นผู้นำ โดยในช่วงปลายเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา นายเปโตร โปโรเชนโก ซึ่งคนภายนอกส่วนใหญ่ไม่เคยได้ยินชื่อมาก่อน ชนะเลือกตั้งประธานาธิบดีด้วยคะแนนเสียงท่วมท้น
ยูเครนเป็นประเทศล่าสุดที่ได้นักธุรกิจระดับมหาเศรษฐีเป็นผู้นำ โดยในช่วงปลายเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา นายเปโตร โปโรเชนโก ซึ่งคนภายนอกส่วนใหญ่ไม่เคยได้ยินชื่อมาก่อน ชนะเลือกตั้งประธานาธิบดีด้วยคะแนนเสียงท่วมท้น
โปโรเชนโกจัดอยู่ในกลุ่มมหาเศรษฐีพันล้าน คือมีทรัพย์สินสุทธิตั้งแต่ 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐขึ้นไป ซึ่งทั้งโลกมีอยู่ไม่กี่พันคน ประเทศไทยเรามีไม่ถึง 10 คน และเชื่อว่ายูเครนก็มีไม่ถึง 10 คนเช่นกัน
โปโรเชนโกได้ชื่อว่าเป็นราชาช็อกโกแลต คือเป็นเจ้าของธุรกิจช็อกโกแลตและขนมหวานรายใหญ่ที่สุดของยูเครน นอกจากนี้ยังมีธุรกิจก่อสร้างและเป็นเจ้าของทีวีช่อง 5 ด้วย
ช่อง 5 ของยูเครนนะครับ ไม่ใช่ช่อง 5 ของกองทัพบกไทย
ความเป็นมหาเศรษฐีและเป็นนักต่อรองทางธุรกิจ ช่วยให้โปโรเชนโกเข้าได้กับทุกฝ่ายในวงการเมือง เขาเคยเป็นรัฐมนตรีต่างประเทศในรัฐบาลยูเลีย ทิโมเชนโก และเป็นรัฐมนตรีพาณิชย์ในรัฐบาลวิกเตอร์ ยานูโควิช
ในการเลือกตั้งครั้งนี้ โปโรเชนโกลงในนามผู้สมัครอิสระ แต่สามารถรวบรวมเสียงสนับสนุนได้จากหลายฝ่าย รวมทั้งกลุ่มที่สนับสนุนยานูโควิชเดิม ตลอดจนมีคู่แข่งบางรายประกาศถอนตัวเพื่อเปิดทางให้
ในทางตรงข้าม กลุ่มที่ได้ชื่อว่าเป็นฝ่ายค้านซึ่งมีหลากหลาย และเคยร่วมมือกันในการต่อต้านยานูโควิชกลับเสียงแตกและชิงดีชิงเด่นกันเอง ยิ่งเมื่อทิโมเชนโกออกจากคุก พร้อมกับประกาศจะลงเลือกตั้ง กลุ่มฝ่ายค้านถือว่าทิโมเชนโกไม่ได้มีส่วนร่วมในการโค่นยานูโควิช แต่กลับจะมาชุบมือเปิบ จึงไม่ยอมให้ความร่วมมือ ซึ่งทำให้เสียงยิ่งแตกมากขึ้น
คนภายนอกที่เดิมคิดว่าทิโมเชนโกจะชนะอย่างง่ายดาย ต่างต้องพบกับความประหลาดใจเป็นอย่างยิ่ง ที่ถึงแม้เธอจะมาเป็นที่ 2 แต่ก็ได้คะแนนเสียงเพียง 12.8% ในขณะที่โปโรเชนโกได้ถึง 54.7% ซึ่งมากกว่าหลายเท่าและเกินครึ่ง ทำให้ไม่ต้องมีการเลือกตั้งรอบที่ 2
ชัยชนะแบบถล่มทลายของโปโรเชนโก ทำให้รัฐบาลชาติตะวันตก และแม้แต่รัสเซียเองพลิกตำราแทบไม่ทัน
ประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน ของรัสเซีย แต่เดิมประกาศว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ของยูเครนผิดกฎหมาย เพราะยานูโควิชยังไม่ครบเทอม แต่พอโปโรเชนโกมีคะแนนนำห่างทิโมเชนโกในโพล ปูตินก็เปลี่ยนท่าที และเมื่อโปโรเชนโกชนะ ปูตินก็ประกาศยอมรับผลการเลือกตั้ง และบอกจะร่วมมือกับโปโรเชนโกในการแก้ปัญหาความรุนแรงในยูเครนตะวันออก
ปูตินอ้างว่ามือของโปโรเชนโกยังไม่เปื้อนเลือด ยังคุยกับคนยูเครนตะวันออกที่อยากแยกประเทศไปอยู่กับรัสเซียได้
แต่ล่าสุด เมื่อโปโรเชนโกตัดสินใจลงนามในสัญญาร่วมมือทางเศรษฐกิจกับอียู รัสเซียก็ออกมาประณามโปโรเชนโกรุนแรง มีการใช้คำว่านาซี ซึ่งเป็นคำที่คนยุโรปมักจะหลีกเลี่ยง ยกเว้นในกรณีที่โกรธแค้นมากๆ
ชาติตะวันตกเองส่วนใหญ่ก็ไม่ใคร่มั่นใจในตัวโปโรเชนโก และไม่เชื่อว่าโปโรเชนโกจะประสบความสำเร็จในการแก้ปัญหาของยูเครน
มีคนวิเคราะห์ว่า โปโรเชนโกเป็นมหาเศรษฐีอีกคนหนึ่งที่ประสบความสำเร็จในการใช้ความร่ำรวยเป็นตัวช่วยในการก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งผู้นำประเทศ แต่ในที่สุดก็จะเหมือนผู้นำประเภทเดียวกันที่เคยมีในประเทศอื่น คือล้มเหลวในตำแหน่งหน้าที่
ผู้นำมหาเศรษฐีที่เขาพูดถึงมี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อยู่ด้วย ส่วนอีกคนคือ ซิลวิโอ แบร์ลุสโคนี ของอิตาลี
สาเหตุที่เขาสรุปว่ามหาเศรษฐีเป็นผู้นำประเทศที่ดีไม่ได้ มีทั้งเรื่องปัจจัยพื้นฐานของระบบ และเรื่องบุคลิกส่วนตัว
ทางด้านระบบ เขาบอกว่าทั้งในอิตาลี ยูเครน และไทย รากฐานประชาธิปไตยยังไม่หยั่งลึกพอ ประชาชนยังไม่ให้ความสำคัญกับเรื่องจริยธรรมทางการเมืองเท่าที่ควร ระบบเศรษฐกิจก็ยังไม่เป็นแบบเปิดอย่างแท้จริง ยังมีธุรกิจผูกขาดและกึ่งผูกขาดแฝงอยู่เป็นจำนวนมาก
ทางด้านคุณสมบัติส่วนตัว ความสำเร็จทางธุรกิจที่ทำให้ร่ำรวยมักจะมาจากการใช้ประโยชน์จากช่องโหว่ของกฎหมาย รวมทั้งอาจทำผิดเจตนาของกฎหมายด้วย คนประเภทนี้มักไม่ยอมรับฟังเสียงวิพากษ์วิจารณ์ของใคร และชอบควบคุมทุกๆ แง่มุมของธุรกิจอย่างเข้มงวด เอาเปรียบผู้อื่นเมื่อมีโอกาส และเมื่อยิ่งใหญ่ขึ้นมาก็จะกลายเป็นคนที่เอาแต่ใจตัวเอง
ที่สำคัญอีกประการหนึ่งคือ ในระหว่างที่อยู่ในตำแหน่งมักจะไม่ยอมวางมือจากธุรกิจจริง ในทางตรงข้ามกลับใช้อำนาจทางการเมืองที่มีเอื้อประโยชน์ให้กับธุรกิจ
แรงจูงใจในชีวิตมหาเศรษฐีคือกำไรและความร่ำรวย ด้วยเหตุนี้ที่ชอบอ้างว่ารวยพอแล้วไม่จำเป็นต้องกอบโกยอีกจึงมักจะไม่จริง ยิ่งรวยกิเลสก็จะยิ่งมีมากขึ้นเป็นเงาตามตัว
ผู้นำที่ดีควรรู้จักประนีประนอมผ่อนหนักผ่อนเบา รู้จักร่วมมือร่วมแรงร่วมใจกับผู้อื่น รวมทั้งเข้าใจความต้องการของผู้อื่น
ผู้วิเคราะห์ตั้งข้อสังเกตว่า แบร์ลุสโคนีเป็นนายกรัฐมนตรีถึง 3 สมัย ส่วนคุณทักษิณก็เป็นทั้งนายกรัฐมนตรีและเป็นผู้มีอำนาจชี้เป็นชี้ตายการเมืองไทยติดต่อกันเป็นเวลานาน แต่ในระหว่างที่ทั้งสองมีอำนาจ กลับไม่ช่วยให้การเมืองในประเทศมีพัฒนาการที่ดีขึ้น
ไม่เพียงเท่านั้น แม้แต่ด้านเศรษฐกิจทั้งอิตาลีและไทยต่างไม่ได้ประโยชน์จากการอยู่ในอำนาจเป็นเวลานานของแบร์ลุสโคนีและของคุณทักษิณแต่ประการใด
แน่นอนว่าต่างอวดอ้างผลงาน แต่ในความเป็นจริงตัวเลขจีดีพีฟ้องว่าเศรษฐกิจย่ำอยู่กับที่ตลอดช่วงเวลาที่ทั้งสองคนเป็นผู้นำ
การไม่ยอมวางมือจากธุรกิจจริง ทำให้ทั้งคู่ในที่สุดถูกศาลตัดสินลงโทษในความผิดเกี่ยวกับคอร์รัปชั่นและการโกงภาษี
หากเรามองเรื่องทั้งหมดนี้เฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับอนาคตของประเทศไทย ผมก็เห็นประเด็นที่น่าเป็นห่วงมากๆ อยู่ 2 เรื่อง
หนึ่ง แม้แต่อิตาลีซึ่งมีระดับการพัฒนา ระดับการศึกษา และระดับรายได้สูงกว่าเรามาก พื้นฐานการเมืองของเขาก็ยังไม่แข็งแรงพอ
ผมนึกภาพไม่ออกว่า เราจะต้องใช้เวลาอีกนานเท่าไรกว่าเราจะปฏิรูปและพัฒนาจนมีภูมิต้านทานโรคร้ายที่มากับธุรกิจการเมืองได้อย่างเป็นรูปธรรม
สอง สังคมไทยที่ผ่านมาใฝ่ฝันอยากได้คนที่เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจมานำพาประเทศชาติไปสู่ความก้าวหน้า โดยมีสมมติฐานว่าความเชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจกับความสำเร็จทางธุรกิจเป็นของคู่กัน
นอกจากนี้ ยังเชื่อกันว่ารัฐบาลที่มีความสามารถและตั้งใจทำงานจะต้องผลักดันนโยบายใหม่ๆ และโครงการใหม่ๆ ออกมาตลอดเวลา
ผมอยากให้เราคนไทยเลิกความรู้สึกนึกคิดแบบนี้ เราควรฝากความหวังด้านเศรษฐกิจไว้กับภาคเอกชน ไม่ใช่กับรัฐบาลและกับนักการเมือง
สิ่งที่เราควรเรียกร้องจากรัฐบาลและนักการเมือง คือความซื่อสัตย์สุจริตและความโปร่งใส ตลอดจนเพิ่มประสิทธิภาพด้วยการทำงานในหน้าที่ให้เร็วขึ้น เท่านี้ก็น่าจะเพียงพอแล้ว
ก่อนจบ ผมเห็นข่าวอดีตผู้นำมหาเศรษฐีของเรายังหวังจะกลับมาเป็นใหญ่เป็นโต ทำให้เป็นห่วงมากขึ้นว่าบ้านเมืองจะยังไม่สงบสุขไปอีกนาน







