posttoday
เหรียญสองด้านล้างบางข้าราชการ

เหรียญสองด้านล้างบางข้าราชการ

02 กรกฎาคม 2557

การทำงานของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ขณะนี้นับว่าอยู่ในช่วงใช้ไม้แข็งจัดระเบียบในหลายเรื่อง

โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

การทำงานของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ขณะนี้นับว่าอยู่ในช่วงใช้ไม้แข็งจัดระเบียบในหลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นการห้ามขายสลากกินแบ่งรัฐบาลเกินราคา การปราบมาเฟียวินมอเตอร์ไซค์ รถตู้โดยสาร บ่อนการพนัน เรียกว่าได้ใจจากประชาชนไปไม่น้อย แต่มีการจัดระเบียบอยู่เรื่องหนึ่งที่สร้างความหวาดผวาให้กับคนที่เกี่ยวข้องเป็นอย่างมาก คือ การจัดระเบียบข้าราชการ

จนถึงขณะนี้มีข้าราชการระดับอธิบดีกรม ปลัดกระทรวงและตำแหน่งเทียบเท่าถูก คสช.สั่งย้ายมาอยู่ที่สำนักนายกรัฐมนตรีแล้ว 14 คน ประกอบด้วย 1.พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว ผบ.ตร. 2.ชูเกียรติ รัตนชัยชาญ อดีตเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา 3.อรรถพล ใหญ่สว่าง อดีตอัยการสูงสุด 4.ธาริต เพ็งดิษฐ์ อดีตอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ 5.สุรชัย ศรีสารคาม อดีตปลัดกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) 6.พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง อดีตเลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.)

7.สุวิจักขณ์ นาควัชระชัย อดีตตำแหน่งเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร 8.ศรีรัตน์ รัษฐปานะ อดีตปลัดกระทรวงพาณิชย์ 9.ปรีชา กันธิยะ อดีตปลัดกระทรวงวัฒนธรรม 10.สุเทพ เหลี่ยมศิริเจริญ อดีตปลัดกระทรวงพลังงาน 11.ทศพร ศิริสัมพันธ์ อดีตเลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา 12.อภิชาติ จีระวุฒิ อดีตเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน 13.โชติ ตราชู อดีตปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และ 14.สมชัย ศิริวัฒนโชค อดีตปลัดกระทรวงคมนาคม

ปรากฏการณ์ล้างบางที่เกิดขึ้นมาจากอำนาจรัฏฐาธิปัตย์ของ คสช. ถือว่ามีความดุมากกว่าคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.) เมื่อปี 2549

ครั้งนั้น พล.อ.สนธิ บุญยรัตนกลิน ประธาน คปค. สั่งย้ายข้าราชการระดับบิ๊กเข้ากรุสำนักนายกรัฐมนตรีเพียง 5 คน ได้แก่ พล.ต.อ.จุมพล มั่นหมาย ผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ พล.ต.ต.พีรพันธุ์ เปรมภูติ ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์ รอง ผบ.ตร. พล.ต.ท.ชลอ ชูวงษ์ ผู้ช่วย ผบ.ตร. และ พล.ท.ไวพจน์ ศรีนวล ผู้บัญชาการศูนย์รักษาความปลอดภัย

มาในปัจจุบันสาเหตุหนึ่งที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก และหัวหน้า คสช. ตัดสินใจจัดแถวข้าราชการใหม่ มาจากความต้องการอยากได้ข้าราชการที่ตัวเองสามารถไว้วางใจได้มาช่วยทำงานใหญ่

งานใหญ่ของ พล.อ.ประยุทธ์ ที่ว่านั้น คือ การปฏิรูปประเทศ เพราะในสภาพความเป็นจริงนั้น การปฏิรูปประเทศรวมไปถึงการบริหารราชการแผ่นดินในด้านอื่นๆ กองทัพไม่อาจสามารถทำได้เพียงลำพัง แต่ต้องได้รับความร่วมมือและความช่วยเหลือจากข้าราชการหน่วยงานอื่นด้วย เพราะหากปล่อยให้คนที่ตัวเองรู้สึกไม่สามารถไว้วางใจได้ทำงานในตำแหน่งหน้าที่เดิมต่อไป ย่อมจะส่งผลดีมากกว่าผลเสีย โดยเฉพาะการดำเนินการบางอย่างที่ต้องทำเป็นความลับอาจถูกแพร่งพรายไปยังอีกฝ่ายได้

“ผมคิดว่าเราพยายามขับเคลื่อน พยายามทำให้ดีที่สุด ใช้สติปัญญาของทหารทั้งหมดไม่ได้ ต้องอาศัยความร่วมมือกับข้าราชการทุกภาคส่วน ทุกระดับ ขอให้ทุกคนมุ่งหวังว่าเราจะทำอะไรให้กับประเทศชาติต่อไป ทำอย่างไรเราจะทำให้ประชาชนทุกคนในชาตินี้ คนไทยทั้งประเทศ มีความพึงพอใจและคลายความเดือดร้อน คลายความกังวล” คำแถลงของ พล.อ.ประยุทธ์ เมื่อวันที่ 26 พ.ค. ภายหลังรับมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ตำแหน่งหัวหน้า คสช. อย่างเป็นทางการ

จากท่าทีของหัวหน้า คสช.ดังกล่าว จะเห็นได้ว่า คสช.ให้ความสำคัญกับข้าราชการอยู่พอสมควร จึงอย่าได้แปลกใจว่าทำไม พล.อ.ประยุทธ์ ถึงเดินหน้าจัดระเบียบข้าราชการใหม่ครั้งมโหฬารอย่างที่ปรากฏออกมาภายใต้เหตุผลว่า “เพื่อให้การปฏิบัติงานของส่วนราชการต่างๆ เป็นไปด้วยความเรียบร้อยและเหมาะสมยิ่งขึ้น”

อย่างไรก็ตาม แม้ คสช.จะมีเหตุผลถึงการโยกย้ายข้าราชการและมีอำนาจเต็มที่จะดำเนินการได้อย่างสมบูรณ์ แต่อีกด้านไม่อาจปฏิเสธได้ว่าการกระทำดังกล่าวนำมาซึ่งคำถามอยู่ไม่น้อย เพราะที่ผ่านมา คสช.ไม่เคยมีการชี้แจงในรายละเอียดเกี่ยวกับกระบวนการกลั่นกรองว่าแต่ละคนมีเหตุผลอะไรที่ไม่สมควรอยู่ในตำแหน่งเดิมต่อไป

การทำเช่นนี้ไม่ต่างอะไรกับการเดินตามบรรทัดฐานในการโยกย้ายข้าราชการของนักการเมืองที่มักถูกวิจารณ์ว่าใช้อำนาจแค่ตามกฎหมายแต่ปราศจากความชอบธรรม ที่สำคัญเหนืออื่นใด คสช.อาจกำลังใช้อำนาจที่สวนทางกับแนวทางที่ศาลปกครองสูงสุดได้วางเอาไว้เกี่ยวกับการโยกย้ายข้าราชการโดยไม่รู้ตัว

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 20 ก.พ. ศาลปกครองสูงสุด มีคำพิพากษาให้รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1) คืนตำแหน่งเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ให้กับ “ถวิล เปลี่ยนศรี” ซึ่งในสาระสำคัญของคำพิพากษาไม่ได้อยู่ที่การสั่งให้คืนตำแหน่งเลขาธิการ สมช. แต่อยู่ที่ความเห็นของศาลปกครองในเรื่องหลักการของการพิจารณาสั่งย้ายข้าราชการว่าควรจะต้องดำเนินการอย่างไรมากกว่า

“พิเคราะห์แล้วเห็นว่า แม้ว่าผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ในฐานะหัวหน้ารัฐบาลและในฐานะผู้บังคับบัญชาสูงสุดของข้าราชการประจำส่วนกลางและราชการส่วนภูมิภาคจะมีอำนาจดุลพินิจในการบริหารงานบุคคลในอันที่จะหมุนเวียน สับเปลี่ยน บทบาทหรือการทำหน้าที่ของข้าราชการเพื่อให้การบริหารราชการแผ่นดินเป็นไปตามแนวนโยบายที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ได้แถลงไว้ต่อรัฐสภา

แต่การใช้อำนาจดุลพินิจดังกล่าวของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 นอกจากจะต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กฎหมายกำหนดไว้แล้ว ยังจะต้องคำนึงถึงวัตถุประสงค์ของกฎหมายและอยู่ภายในขอบเขตของกฎหมายอีกด้วย นอกจากนี้การใช้ดุลพินิจของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ในการโอนผู้ดำรงตำแหน่งหัวหน้าส่วนราชการระดับกรมหรือระดับกระทรวงไปดำรงตำแหน่งอื่น ก็จะต้องมีความเหมาะสมและเป็นธรรมแก่ผู้ดำรงตำแหน่งดังกล่าวด้วย” (คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด คดีหมายเลขแดงที่ อ.33/2557)

จากคำพิพากษาของศาลปกครองจะเห็นได้ว่าการโยกย้ายข้าราชการที่ถูกต้องนั้นไม่ได้ขึ้นอยู่กับการมีตัวบทกฎหมายรองรับเพียงอย่างเดียว เพราะจะต้องคำนึงถึงความเป็นธรรมเช่นกัน และถึงแม้คำพิพากษาศาลปกครองอาจจะไม่มีผลผูกพันต่อ คสช. แต่ก็เป็นเหรียญอีกด้านที่ คสช.ควรพิจารณา

ในเมื่อ คสช.ให้สัญญาประชาคมต่อคนไทยแล้วว่าจะเข้ามาปฏิรูปประเทศแล้ว ดังนั้นทุกย่างก้าวของ คสช.จะต้องเป็นไปอย่างรอบคอบและชอบธรรม

ข่าวล่าสุด

โปรแกรมบอล บอลวันนี้ ดูบอลสด ถ่ายทอดสด วันเสาร์ที่ 17 ต.ค. 69

โปรแกรมบอล บอลวันนี้ ดูบอลสด ถ่ายทอดสด วันเสาร์ที่ 17 ต.ค. 69