
หยิกก็เจ็บเนื้อ
ผู้เขียนคิดว่าคนไทยต้องใจเย็นๆ หยุดคิดและดูอะไรให้รอบคอบก่อน กรณีของสหรัฐก็ได้เคยเขียนไปแล้วว่า การตอบโต้เรื่องแรงงานทาสนั้น ไม่ใช่มาตรการตอบโต้ทางการค้า แต่เป็นมาตรการระงับความช่วยเหลือต่างๆ ซึ่งถ้าดูจากมาตรการที่สหรัฐให้อยู่ในปัจจุบันในรูปตัวเงินก็ไม่ได้มากมายอะไร เมื่อเทียบกับความเสียหายต่อเศรษฐกิจที่รัฐบาลทักษิณ/ยิ่งลักษณ์ ทำให้เกิดขึ้นกับประเทศ
ผู้เขียนคิดว่าคนไทยต้องใจเย็นๆ หยุดคิดและดูอะไรให้รอบคอบก่อน กรณีของสหรัฐก็ได้เคยเขียนไปแล้วว่า การตอบโต้เรื่องแรงงานทาสนั้น ไม่ใช่มาตรการตอบโต้ทางการค้า แต่เป็นมาตรการระงับความช่วยเหลือต่างๆ ซึ่งถ้าดูจากมาตรการที่สหรัฐให้อยู่ในปัจจุบันในรูปตัวเงินก็ไม่ได้มากมายอะไร เมื่อเทียบกับความเสียหายต่อเศรษฐกิจที่รัฐบาลทักษิณ/ยิ่งลักษณ์ ทำให้เกิดขึ้นกับประเทศ
คราวนี้ก็ถึงคราวสหภาพยุโรป หรือ EU การประกาศโดยรัฐมนตรีต่างประเทศ EU ที่จะไม่ลงนามใน PCA (EUThailand Partnership and Cooperation Agreement) อาจเรียกได้ว่าเป็นคนละเรื่องเดียวกันกับ FTA กล่าวคือ PCA เป็นเรื่องของความร่วมมือที่ครอบคลุมเรื่องกว้างๆ ที่เป็นความสนใจร่วมกัน ทั้งเรื่องการท่องเที่ยว แรงงานและการจ้างงาน การศึกษา การอพยพย้ายถิ่นฐาน (Migration) การท่องเที่ยว สิ่งแวดล้อม รวมถึงเรื่องทางการเมือง เช่น การต่อต้านการก่อการร้าย และอาวุธขนาดเล็กและเบา เป็นต้น ซึ่งที่ผ่านมาความร่วมมือระหว่างไทยกับ EU ใช้ ECASEAN Cooperation เมื่อปี ค.ศ. 1980 เป็นพื้นฐาน การลงนามใน PCA จึงจะมาแทนที่ความตกลงดังกล่าว และครอบคลุมเรื่องต่างๆ มากขึ้น โดยสรุปได้แก่
m การหารือทางการเมือง รวมถึงเรื่องสันติภาพ ความมั่นคง สิทธิมนุษยชน ฯลฯ
m ความร่วมมือระหว่างภูมิภาคและระหว่างประเทศ
m ความร่วมมือเรื่องการค้าและการลงทุน รวมถึงอุปสรรคทางการค้า สุขอนามัย (Sanitary and Phytosanitary issues) ทรัพย์สินทางปัญญา
m ความร่วมมือในด้านความยุติธรรม (Justice) รวมถึงด้านกฎหมาย การคุ้มครองข้อมูล (Data Protection) การฟอกเงิน Organised Crime ผู้ก่อการร้าย ยาเสพติด ฯลฯ
m ความร่วมมือในเรื่องอื่นๆ เช่น บริการ ภาษี การศึกษา พลังงาน สิ่งแวดล้อม ฯลฯ
ประเด็นสำคัญคือ PCA เป็นเรื่องของความร่วมมือทั้งหมด และมีการลงนามย่อ (Initial) ไปแล้วโดยนายกฯ ยิ่งลักษณ์ กับประธานาธิบดีบาโรสโซของสหภาพยุโรป เมื่อ มี.ค. 2556 ขั้นตอนที่เหลือ คือ ต่างฝ่ายต่างกลับไปดำเนินการภายใน เช่น ขออนุมัติจากสภาแล้วจึงกลับมาลงนามกันอีกครั้งเมื่อต่างฝ่ายต่างดำเนินการภายในเรียบร้อย แล้วจึงถึงขั้นตอนการให้สัตยาบัน เพื่อปฏิบัติตามความตกลง ฝ่ายไทยนั้นผู้เขียนไม่ทราบว่าได้กลับมาขออนุมัติจาก ครม.และสภาหรือยัง แต่สหภาพยุโรปนั้นเมื่อไปขออนุมัติจากสภา สภาเขาไม่อนุมัติก็แค่นั้น ทั้งสองฝ่ายยังสามารถกลับมาใช้ ECASEAN Cooperation เป็นพื้นฐานไปก่อนได้ ไม่ใช่เรื่องใหญ่โต
อย่างไรก็ตาม ที่ผู้เขียนบอกว่าเป็นคนละเรื่องเดียวกันกับ FTA EUThailand (Free Trade Agreement) ระหว่างสภาพยุโรปกับไทยซึ่งกำลังอยู่ระหว่างการเจรจา ก็เพราะว่า FTA นี้เป็นตัวเสริม (Complement) PCA พูดง่ายๆ ว่าเมื่อ PCA เป็นแค่ความร่วมมือ FTA เป็นการเจรจาเปิดเสรีที่จะเป็นรูปธรรม จับต้องได้ มีการลงในรายละเอียด และ FTA มีเรื่องที่จะต้องเจรจาในทำนองเดียวกับที่ปรากฏใน PCA คือการลดอุปสรรคทางการค้าสินค้า การเปิดเสรีบริการ ซึ่งมีทั้งการเงิน การท่องเที่ยว การศึกษา สุขภาพ การเปิดเสรีการลงทุน ทรัพย์สินทางปัญญา ฯลฯ ซึ่งไม่ใช่ว่าไทยจะได้ประโยชน์เพียงฝ่ายเดียว แต่สหภาพยุโรปก็จะได้ประโยชน์ด้วย ทั้งการเปิดตลาดสินค้าอุตสาหกรรม บริการ การลงทุน ฯลฯ ผู้เขียนจึงเห็นว่าหยิกเล็บก็เจ็บเนื้อ ยิ่งเรื่องทรัพย์สินทางปัญญาก็เป็นเรื่องที่เถียงกันภายในของเราเองยังไม่จบ ฝ่าย NGO (NonGovernmental Organization) ด้านยายังคงเห็นว่าประเด็น Evergreen, data exclusive (ขออภัยที่ผู้เขียนทับศัพท์ เพราะเคยเขียนเรื่องเหล่านี้ไปนานแล้ว) จะเกิดขึ้น และมีผลทำให้ผู้บริโภคต้องบริโภคยาแพง ฝ่ายรัฐบาลในสมัยนั้นก็บอกว่าไม่ใช่ สิ่งเหล่านี้เราได้มาคลี่ดูกันจริงๆ หรือยังว่า คำพูดในร่างเอกสารการเจรจาจริงๆ นั้นเป็นอย่างไร ตีความได้อย่างไร เราจะเสียประโยชน์มากน้อยแค่ไหน เมื่อเทียบกับการที่สหภาพยุโรปจะเปิดตลาดสินค้าเกษตรและประมง และเขาจะเปิดแค่ไหน
กลัวว่าจะตกขบวนอาเซียนอื่นๆ ก็ควรกลัวอยู่ สิงคโปร์คงไม่ต้องมาเทียบ เวียดนามซึ่งมีข่าวว่าเจรจาใกล้เสร็จ และมีสินค้าแข่งกับไทยทั้งประมง ข้าว กาแฟ ก็ไม่ใช่จะเจรจาได้เสร็จรวดเร็วนัก ส่วนฟิลิปปินส์ก็มีสินค้าปลาทูน่ากระป๋องที่แข่งกับไทยอยู่ และแม้จะเจรจาไม่เสร็จเขาก็ได้รับการลดหย่อนภาษีเป็นพิเศษอยู่แล้วตาม GSP (Generalized System of Preferences) ส่วน GSP ของสินค้าประมงไทยที่จะหมดลงในปีหน้า ก็ไม่ใช่ว่าหากมีการเจรจา FTA ต่อไปกับสหภาพยุโรปแล้วจะสามารถตกลงกันได้ทันในปีหน้า จนนำมาชดเชย GSP ได้ เพราะ FTA ครอบคลุมอีกหลายเรื่องที่ดูล่อแหลมว่าไทยจะเสียเปรียบ จึงยังต้องพิจารณาด้วยความรอบคอบ และใช้เวลาเจรจาอีกนาน ซึ่งสหภาพยุโรปเองก็ทราบดีในเรื่องผลประโยชน์ที่เขาจะได้ จึงไม่ได้มีท่าทีชัดเจนนักในเรื่องว่าจะเจรจา FTA ต่อหรือไม่ อย่างไรก็ตาม การเลื่อนการเจรจาออกไปน่าจะเป็นประโยชน์กับไทยมากกว่า เพื่อที่เราจะได้มีเวลามาเก็บกวาดบ้านให้สะอาด และศึกษาให้แน่นอนว่าเราจะได้หรือเสีย
ช่วงนี้จึงควรเลิกสนใจสหรัฐและ EU ไปก่อน ก้มหน้าก้มตาทำบ้านเราให้สะอาดน่าอยู่เสียก่อน แต่ทั้งนี้ผู้เขียนไม่ได้หมายความว่า เราจะไม่ติดต่อสื่อสารกับต่างประเทศเลย การสื่อสารนั้นต้องทำเพื่อแข่งกับฝ่ายที่จ้าง Lobbyist โฆษณาบิดเบือนความจริงจนต่างประเทศเข้าใจผิดกันไปหมด โดยไทยอาจตั้งเอกอัครราชทูตแบบที่ต่างประเทศเขาก็ทำกัน ที่เรียกว่า Roving Ambassador จำนวน 1 คน ไม่ต้องมาก แต่ต้องเป็นคนที่พูดภาษาอังกฤษได้ดีมาก เป็นที่ยอมรับของต่างประเทศ เป็นบุคคลที่เขาเชื่อถือ อาจไม่ต้องเคยเป็นทูตหรืออยู่กระทรวงการต่างประเทศมาก่อน แต่เป็นผู้ที่เคยเป็นหัวหน้าองค์กรระหว่างประเทศ เพื่อเดินทางไปพบปะนักการเมือง ผู้นำ สมาชิกสภา เพื่อชี้แจงปัญหาที่แท้จริงของประเทศไทยก่อนการยึดอำนาจ และสถานการณ์ภายหลังการยึดอำนาจ ความสงบสุข และความชื่นชมของประชาชนคนไทย พูดง่ายๆ ว่าทำการสื่อสาร (Communication) เหมือนสื่อสารองค์กร







