posttoday
อะไรคือค่าใช้จ่ายเทียมในสูตรราคาน้ำมันหน้าโรงกลั่น

อะไรคือค่าใช้จ่ายเทียมในสูตรราคาน้ำมันหน้าโรงกลั่น

02 กรกฎาคม 2557

ยิ่งมีการพูดถึงการปฏิรูปพลังงานมากเท่าไร ก็ยิ่งมีการโหมกระหน่ำประโคมข่าวให้เห็นว่าโครงสร้างราคาพลังงานบ้านเรามีการบิดเบือน ตั้งราคาไม่เป็นธรรม ทำให้ราคาน้ำมันแพงเกินไป ซึ่งก็เป็นจริงในบางเรื่อง แต่บางเรื่องก็เป็นเรื่องที่ผู้พูดพยายามจะสร้างภาพให้เห็นว่าประชาชนถูกเอารัดเอาเปรียบโดยไม่เป็นธรรม

ยิ่งมีการพูดถึงการปฏิรูปพลังงานมากเท่าไร ก็ยิ่งมีการโหมกระหน่ำประโคมข่าวให้เห็นว่าโครงสร้างราคาพลังงานบ้านเรามีการบิดเบือน ตั้งราคาไม่เป็นธรรม ทำให้ราคาน้ำมันแพงเกินไป ซึ่งก็เป็นจริงในบางเรื่อง แต่บางเรื่องก็เป็นเรื่องที่ผู้พูดพยายามจะสร้างภาพให้เห็นว่าประชาชนถูกเอารัดเอาเปรียบโดยไม่เป็นธรรม

หนึ่งในข้อกล่าวหานี้ก็คือ ราคาน้ำมันหน้าโรงกลั่นได้ถูกกำหนดโดยมติคณะรัฐมนตรีให้อ้างอิงราคาน้ำมันสำเร็จรูปที่ตลาดสิงคโปร์+ค่าพรีเมี่ยมต่างๆ ซึ่งประกอบไปด้วยค่าขนส่งจากสิงคโปร์มาไทย+ค่าประกัน+ค่าน้ำมันสูญหาย+ค่าปรับปรุงคุณภาพน้ำมัน และค่าสำรองน้ำมันตามกฎหมาย

โดยกลุ่มที่คัดค้านระบุว่า ค่าพรีเมี่ยมดังกล่าวนั้นเป็นค่าใช้จ่ายเทียมที่ไม่ได้เกิดขึ้นจริง เพราะไทยไม่ได้นำเข้าน้ำมันสำเร็จรูปจากสิงคโปร์ แต่นำเข้าน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางมากลั่นเอง ดังนั้นถ้าจะอ้างอิงราคาน้ำมันตลาดสิงคโปร์ก็ควรอ้างอิงแค่ราคาสิงคโปร์ (MOPS) เท่านั้น ไม่ควรบวกค่าพรีเมี่ยมต่างๆ ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายเทียมเข้าไปด้วย เพราะจะทำให้ราคาน้ำมันหน้าโรงกลั่นของไทยสูงกว่าที่ควรจะเป็น

ดังนั้น ประเด็นที่ต้องถกถียงกันก็คือ ค่าใช้จ่ายที่ระบุไว้ในพรีเมี่ยมตามสูตรอ้างอิงราคานำเข้านั้น เป็นค่าใช้จ่ายจริงหรือค่าใช้จ่ายเทียมกันแน่? (ดูตารางประกอบ)

ในบรรดาค่าพรีเมี่ยมทั้งหมด จะเห็นได้ว่ามีอยู่สองตัวที่เป็นค่าใช้จ่ายจริง โดยปราศจากข้อสงสัยหรือข้อโต้แย้งใดๆ ทั้งสิ้น นั่นก็คือค่าปรับปรุงคุณภาพน้ำมันจากคุณภาพยูโร 3 (ซึ่งเป็นคุณภาพน้ำมันของสิงคโปร์) มาเป็นยูโร 4 (ซึ่งเป็นคุณภาพน้ำมันของไทย) และค่าสำรองน้ำมันตามกฎหมาย (ที่สิงคโปร์เขาไม่ได้บังคับให้โรงกลั่นต้องสำรองน้ำมันเพิ่มเติมจากการสำรองเชิงพาณิชย์ แต่โรงกลั่นบ้านเรามีภาระต้องสำรองเพิ่มเท่ากับ 6% ของยอดขาย) เฉพาะสองข้อนี้ก็ทำให้โรงกลั่นบ้านเรามีต้นทุนสูงกว่าโรงกลั่นที่สิงคโปร์ถึงลิตรละ 70-90 สต.แล้ว

ส่วนพรีเมี่ยมตัวอื่นๆ เช่น ค่าขนส่งจากสิงคโปร์มาไทย ค่าประกันภัย ค่าน้ำมันสูญหาย ซึ่งกลุ่มผู้คัดค้านอ้างว่าเป็นค่าใช้จ่ายที่ไม่เกิดขึ้นจริง และบวกอยู่ในราคาน้ำมันที่สิงคโปร์แล้วนั้น

ผมอยากให้ใช้เหตุผลและวิจารณญาณอย่างไม่มีอคติพิจารณาว่า การขนส่งน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางมายังประเทศไทยนั้น ต้องผ่านช่องแคบมะละกา วกขึ้นมายังสิงคโปร์ แล้วจึงต่อมายังประเทศไทยใช่หรือไม่

ถ้าท่านบอกว่าให้โรงกลั่นน้ำมันในประเทศไทยตั้งราคาหน้าโรงกลั่นได้เท่ากับราคาตลาดสิงคโปร์ ก็แสดงว่าโรงกลั่นของไทยต้องขายน้ำมันเท่ากับโรงกลั่นของสิงคโปร์

แล้วค่าขนส่งน้ำมันดิบจากสิงคโปร์มาไทย มันหายไปไหนล่ะครับ!

ทุกวันนี้โรงกลั่นของไทยก็ต้องแข่งขันกับโรงกลั่นของสิงคโปร์เลือดตาแทบกระเด็นอยู่แล้ว เพราะโรงกลั่นของเขามีขนาดใหญ่กว่าของเราครึ่งต่อครึ่ง (4-5 แสนบาร์เรล/วัน ของเราใหญ่ที่สุด 2.25 แสนบาร์เรล/วัน)ทำให้ต้นทุนในการบริหารต่อหน่วยต่ำกว่า สิ่งอำนวยความสะดวกในเรื่องท่าเรือและระเบียบพิธีศุลกากรก็ดีกว่า เพราะเป็นประเทศปลอดภาษี มีการนำเข้าส่งออกสูงมาก เป็นศูนย์กลางการกลั่นน้ำมันของภูมิภาค

ทำให้โรงกลั่นของเขามีความได้เปรียบด้านต้นทุนอยู่แล้ว แต่เรากลับพยายามกดดันให้โรงกลั่นในไทยไปใช้ราคาสิงคโปร์โดยไม่บวกค่าพรีเมี่ยม ทั้งๆ ที่มีต้นทุนสูงกว่า ซึ่งจะทำให้ธุรกิจโรงกลั่นน้ำมันในไทยไม่น่าสนใจลงทุนอีกต่อไป และอาจต้องลดกำลังการกลั่นลงหรือปิดกิจการไปในที่สุด

ธุรกิจการกลั่นน้ำมันในปัจจุบัน ก็เป็นธุรกิจที่ไม่น่าลงทุนอยู่แล้ว ถ้าเป็นโรงกลั่นใหม่ขนาด 1.5 แสนบาร์เรล/วัน วันนี้ต้องลงทุนนับแสนล้านบาท และต้องมีค่าการกลั่นเฉลี่ยไม่น้อยกว่า 6 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล (1.20 บาท/ลิตร) ตลอดอายุของโรงกลั่นจึงจะคืนทุนได้

ที่ผ่านมาโรงกลั่นของไทยมีค่าการกลั่นเฉลี่ยอยู่ที่ 56 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล (ประมาณ 11.20 บาท/ลิตร) ค่าการกลั่นนี้ไม่ใช่กำไรสุทธินะครับ เพราะยังไม่ได้หักค่าใช้จ่ายต่างๆ ถ้าหักค่าใช้จ่ายทั้งหมดแล้วโรงกลั่นจะเหลือกำไรสุทธิอยู่เพียงประมาณ 12 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล หรือ 2040 สต./ลิตรเท่านั้น

ถ้ามีการเปลี่ยนแปลงสูตรราคาอ้างอิงหน้าโรงกลั่นให้ไปใช้ราคาตลาดสิงคโปร์เฉยๆ โดยไม่บวกค่าพรีเมี่ยม ก็จะทำให้ราคาหน้าโรงกลั่นต้องลดลงมาอีก (แม้เพียงแค่ 20-30 สต./ลิตร) โรงกลั่นก็จะต้องขาดทุนอย่างแน่นอน (ปตท.เตรียมตัวรับซื้อโรงกลั่นจากบริษัทน้ำมันต่างชาติในราคาถูกๆ ได้เลย แล้วอย่ามาบ่นนะครับว่า ปตท.ผูกขาดอีก)

ซึ่งในระยะสั้นคงไม่เป็นไร เพราะเรายังมีกำลังการกลั่นสูงกว่าความต้องการในประเทศ แต่ในระยะยาวเมื่อความต้องการของเราเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ จนโรงกลั่นที่มีอยู่รองรับไม่ได้ เราก็ต้องไปนำเข้าน้ำมันสำเร็จรูปจากสิงคโปร์เหมือนในอดีต ซึ่งจะไปผลักดันราคาน้ำมันที่สิงคโปร์ให้สูงขึ้นไปอีก เพราะเป็นการเพิ่มดีมานด์ให้กับตลาดสิงคโปร์

เมื่อเป็นเช่นนี้ ผมเลยไม่แน่ใจว่าผู้เสนอต้องการอะไรกันแน่ ระหว่างการให้คนไทยได้ใช้น้ำมันถูกลงในระยะสั้นๆ อีกเพียงแค่ลิตรละ 20-30 สต. (เฉพาะค่าขนส่งที่อ้างว่าเป็นค่าใช้จ่ายเทียม) กับการที่โรงกลั่นในไทยจะไม่ลงทุนขยายกำลังการกลั่นอีก ในขณะที่ความต้องการน้ำมันก็เพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ จนการกลั่นน้ำมันในประเทศไม่เพียงพอกับความต้องการ

ในที่สุดประเทศไทยก็ต้องกลับไปนำเข้าน้ำมันจากสิงคโปร์จริงๆ ในอนาคต ในราคานำเข้าที่สูงกว่าราคาบวกค่าพรีเมี่ยมในปัจจุบันเสียด้วยซ้ำไป

ที่ผ่านมาสิงคโปร์ก็พยายามล็อบบี้ไทยมาตลอดไม่ให้สร้างโรงกลั่นเพิ่มหรือขยายโรงกลั่น เพราะเกรงว่าไทยจะเป็นคู่แข่ง หรือไม่นำเข้าน้ำมันจากสิงคโปร์

ผมจำได้ว่าสมัยผมยังทำงานอยู่ที่บริษัทน้ำมันข้ามชาติแห่งหนึ่งในประเทศไทย บริษัทมีโครงการขยายโรงกลั่นน้ำมันในประเทศไทย เพื่อนชาวสิงคโปร์ที่ทำงานอยู่บริษัทเดียวกันในสิงคโปร์ พยายามล็อบบี้ไม่ให้เราลงทุนขยายโรงกลั่นในไทย โดยบอกว่า “ยูจะเสี่ยงไปทำไม ถ้าน้ำมันไม่พอขายก็มานำเข้าจากโรงกลั่นในเครือของบริษัทเดียวกันที่สิงคโปร์ไม่ดีกว่าหรือ”

ดังนั้น ถ้าเมื่อไรที่เราต้องกลับไปนำเข้าน้ำมันจากสิงคโปร์จริงๆ กันอีกครั้งหนึ่งเหมือนในอดีต

โรงกลั่นน้ำมันในสิงคโปร์คงพากันหัวร่องอหาย แล้วบอกต่อๆ กันไปว่า “เซียมตือ (หมูสยาม) กลับมาแล้ว” !!!

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท