
โคตรมันส์ระดับ 6 ดาว! ปีศาจแดง หักปีก อินทรี 2-1 ลิ่วบู๊ ฟ้าขาว
เบลเยี่ยม เฉือน สหรัฐฯ ไปแบบสุดมันส์ระดับ 6 ดาว 2-1 หลังมีโอกาสยิงรวมกันถึง 53 ครั้ง
ฟุตบอลโลก 2014
เบลเยี่ยม vs สหรัฐอเมริกา
รอบ 16 ทีมสุดท้าย
วันที่: 1 กรกฎาคม 2557 เวลา: 03.00 น.
สนาม: อารีน่า ฟอนเต้ โนว่า, ซัลวาดอร์
มาร์ค วิลม็อตส์ กุนซือของ เบลเยียม ส่ง เควิน เดอ บรอยน์, เอแดน อาซาร์ และ ดิว็อค โอริชี่ เป็นสามประสานในแนวรุก โดยดร็อป โรเมลู ลูกากู ขณะที่กองหลังดาวเด่นของทีมอย่าง แว็งซ็อง ก็อมปานี ะสามารถลงช่วยทีมได้ทันเวลา
ด้าน เจอร์เก้น คลิ้นส์มันน์ กุนซือของสหรัฐอเมริกา มีปัญหานักเตะเจ็บแค่รายเดียวคือ โจซี่ อัลติดอร์ กองหน้าร่างยักษ์ นอกนั้นนำโดยทัพใหญ่อย่าง คลินท์ เดมพ์ซี่ย์ ยอดกัปตันจอมถล่มประตู, แกรม ซูซี่ และ อเลฮานโดร เบโดย่า เป็นตัวทีเด็ด
สถิติที่เคยเจอกันมาของทั้งสองทีมนั้น สหรัฐอเมริกา แพ้ เบลเยียม ไปถึง 4 ครั้ง (3 ใน 4 เกมนี้ เบลเยียม ไม่เสียประตูให้กับสหรัฐด้วย) แต่นั่นก็คือการเจอกันในรายการอื่น สำหรับการเจอกันในฟุตบอลโลกนั้น ทั้งสองเคยเจอกันมาหนเดียวและเกิดขึ้นในปี 1930 ในฟุตบอลโลกครั้งแรก โดยเกมดังกล่าวที่เตะกันที่ มอนเตวิดิโอ นั้นจบลงพร้อมกับชัยชนะของสหรัฐอเมริกา 3-0
เริ่มเกมมาได้เพียงแค่ 40 วินาที เบลเยี่ยม ได้ทักทายก่อนเลย หลัง ดรีส์ แมร์เทนส์ กระชากบอลขึ้นมาทางกราบขวา ก่อนไหลให้ ดิว็อค โอริซี่ แตะบอลสปีดหนี โอมาร์ กอนซาเลซ ก่อนกดเต็มข้อด้วยขวา ยังดีที่ ทิม ฮาวเวิร์ด ล้มตัวเซฟเอาไว้ได้
นาทีที่ 18 เจฟฟ์ คาเมรอน ของ สหรัฐฯ ไปหวด ดรีส์ แมร์เทนส์ กลิ้ง ทำเอาผู้ตัดสินต้องมาแจงใบเหลืองระงับสติอารมณ์เป็นใบแรกในเกมนี้
สามนาทีต่อมา สหรัฐฯ มาได้โอกาสลุ้นประตูหนแรก หลัง อเลฮานโดร เบโดย่า ไหลต่อให้ คลินท์ เดมพ์ซีย์ ได้ซัดในกรอบแต่บอลเบาไป เข้ามือ ติโบต์ กูร์กตัวส์
นาทีที่ 23 เบลเยี่ยม ทิ้งโอกาสทอง หลัง เควิน เดอ บรอยน์ หลุดเข้าไปยิงในกรอบเขตโทษ แต่เจ้าตัวยิงเน้นบดไปหน่อย บอลเลยหลุดกรอบออกหลังไปอย่างน่าเสียดาย ทั้งๆ ที่ ทิม ฮาวเวิร์ด เสียหลักไปแล้ว
เบลเยี่ยม ยังคงมีโอกาสอย่างต่อเนื่อง และจังหวะนี้เป็น ยาน แฟร์ทองเก้น ที่เติมเกมขึ้นมาถึงในกรอบเขตโทษ ก่อนจะหักเข้ามาในบริเวณกรอบ 6 หลาให้ผู้เล่นเบลเยี่ยม แต่ ดามาร์คัส บีสลีย์ วิ่งมาเคลียร์ได้ทันเส้นยาแดงผ่าแปด
นาทีที่ 32 สหรัฐฯ ตัดสินใจส่งดาวรุ่งวัย 20 ปีอย่าง ดีอันเดร เยดลิน ลงมาเล่นแทน ฟาเบียน จอห์นสัน ที่ได้รับบาดเจ็บจนเล่นต่อไม่ไหว
นาทีต่อมา แข้งพญาอินทรีหวิดได้ประตูขึ้นนำ จากจังหวะเปิดลูกเตะมุมเข้ามาให้ คลินท์ เดมพ์ซีย์ เกี่ยวบอลในกรอบ ก่อนแตะสั้นๆ ให้ เจอร์เมน โจนส์ วิ่งมาตะบันเต็มข้อ บอลเฉี่ยวเสาออกไปอย่างน่าหวาดเสียว
หลังจากนั้นไม่มีฝั่งไหนทำประตูกันได้ จบครึ่งแรกเสมอกันอยู่แบบไร้สกอร์ 0-0
เริ่มเกมในครึ่งเวลาหลัง ยังเป็น เบลเยี่ยม ที่เดินหน้าบุกแหลก และในนาทีที่ 57 ดิว็อค โอริชี่ ได้เทคตัวโขก บอลนั้นพุ่งไปชนคานเหลี่ยมบนปลิ้นออกหลังไป
นาทีต่อมา อันเดอร์ไวเรลด์ วางบอลยาวให้ ยาน แฟร์ทองเก้น ในกรอบเขตโทษ ก่อนที่เจ้าตัวจะวอลเลย์ตามน้ำแบบไม่จับ บอลนั้นพุ่งออกหลังข้ามคานไปแบบไม่ได้ลุ้น
เกมผ่านไปหนึ่งชั่วโมง เบลเยี่ยม ขว้างโอกาสทองไปอีกครั้ง หลัง โอริชี่ เลี้ยงบอลไปถึงเส้นหลังก่อนจะหักมาให้ แมร์เทนส์ ชาร์จจ่อๆ บอลออกหลังไปอย่างเหลือเชื่อ และเป็นโอกาสสุดท้ายในเกมของดาวเตะหมายเลข 14 หลังถูกเปลี่ยนตัวออก ก่อนส่ง เควิน มิรัลลาส ลงมาเล่นแทน
นาทีที่ 65 ยาน แฟร์ทองเก้น ได้ลองส่องไกลอีกหน แต่ก็ยังไม่ผ่านมือ ทิม ฮาวเวิร์ด
เบลเยี่ยม ที่บุกยังไงก็เจาะแนวรับ สหรัฐฯ ไม่เข้า ตัดสินใจลองใช้วิธียิงไกลดูบ้าง และเกือบจะได้ประตูอีกครั้ง จากจังหวะที่ อักเซล วิตเซล ลองตั้งป้อมสับไกบอลนั้นพุ่งถากเสาไปแบบน่าเข้าสุดๆ
นาทีที่ 71 ดิว็อค โอริชี้ ได้ยิงส้มหล่นในกรอบเขตโทษ แต่ ทิม ฮาวเวิร์ด เซฟเอาไว้ได้อย่างสุดยอด
นาทีที่ 77 จังหวะทำเอาแฟนๆ เบลเยี่ยม เสียดายไปตามๆ กัน หลัง ดิว็อค โอริชี่ ได้บอลตรงกลาง พลิกหนี แม็ตต์ เบสเลอร์ ก่อนแทงต่อให้ มิรันลาส หลุดเข้าไปดวลตัวต่อตัวกับ ทิม ฮาวเวิร์ด แต่เจ้าตัวยิงไปติดเท้านายทวารเพื่อนร่วมสังกัดเดียวกัน บอลปลิ้นออกหลังไป
เข้าสู่ช่วง 10 นาทีสุดท้าย เบลเยี่ยม ที่บุกจนไม่รู้จะบุกยังไง มาได้โอกาสทองหลัง เฟลไลนี่ แตะบอลในกรอบเขตโทษให้ เอแดน อาซาร์ ที่ปักหลักรออยู่ตัดสินใจปั่นไปทางเสาไกลแบบเน้นๆ แต่ ทิม ฮาวเวิร์ด โชว์เซฟระดับโลกด้วยการทิ้งตัวทุบออกมาแบบสุดยอด
นาทีที่ 85 ดิว็อค โอริชี่ ได้กดเต็มข้อเน้นๆ หน้ากรอบเขตโทษ แต่ ทิม ฮาวเวิร์ด ยังบินปัดออกไปได้เช่นเคย ทำเอานักเตะเบลเยี่ยม เริ่มท้อใจว่าบุกยังไงก็ยังไม่ได้ประตูสักที
สองนาทีต่อมา สหรัฐฯ ได้ลูกเตะมุม แต่ เบโดย่า เปิดไม่ดี ทำให้ เบลเยี่ยม เกือบได้โต้กลับเหมือนกัน
นาทีที่ 88 เควิน เดอ บรอยน์ เลี้ยงจี้ตัดเข้ากลาง ก่อนจ่ายออกซ้ายให้ เอแดน อาซาร์ สปีดมากดเต็มข้อ แต่บอลเข้าข้างหน้าต่างไป
นาทีสุดท้ายของเกม แว็งซองต์ ก็อมปานี เติมเกมขึ้นมาหน้าปากประตู ก่อนจะได้จบด้วยการยิง แต่ ทิม ฮาวเวิร์ด ยังพุ่งเซฟได้อีกครั้ง
ในช่วงทดเจ็บ สหรัฐฯ โยนโอกาสที่ดีที่สุดทิ้งไปแบบสุดช็อค หลัง คาเมรอน ยกบอลเข้าไปในกรอบให้้ เจอร์เมน โจนส์ โหม่งเช็ดให้ คริส วอนโดลอฟสกี้ ตัวสำรองที่หลุดกับดักล้ำหน้าตะบันจ่อๆ บอลข้ามคานไปแบบไม่น่าให้อภัย สหรัฐฯ พลาดโอกาสนี้ไปได้อย่างไร !!! ก่อนผู้ตัดสินจะเป่าจบ 90 นาที ยังเสมอกันอยู่ 0-0 ต้องต่อเวลาพิเศษออกไปอีก 30 นาที
ในช่วงของการต่อเวลาพิเศษ มาร์ค วิลม็อตส์ ตัดสินใจส่ง โรเมลู ลูกากู ลงสนามแทนที่ของ ดิว็อค โอริชี่
ออกสตาร์ทมาไม่ถึงนาที สหรัฐฯ ได้ทักทายก่อน จาก บีสลีย์ ครอสบอลมาให้ เจอร์เมน โจนส์ ได้โขกเหน่งๆ แต่บอลหลุดกรอบออกไป
ในที่สุด เบลเยี่ยม ก็มาได้ประตูออกนำ 1-0 จากจังหวะที่ ลูกากู ลากบอลเข้าไปในกรอบ ก่อนจะปาดเข้ามาข้างใน แนวรับ สหรัฐฯ สกัดไม่ขาด บอลนั้นมาเข้าทาง เควิน เดอ บรอยน์ ซัดไปที่เสาไกล บอลพุ่งเข้าตุงตาข่าย
นาทีที่ 105 เบลเยี่ยม นำห่างเป็น 2-0 จากจังหวะที่ เอแดน อาซาร์ จ่ายออกข้างให้ เควิน เดอ บรอยน์ ปาดมาให้ โรเมลู ลูกากุ ซัดตุงตาข่าย หมดสิทธิ์เซฟสำหรับ ทิม ฮาวเวิร์ด ถือเป็นประตูแรกของเจ้าตัวในฟุตบอลโลกครั้งนี้อีกด้วย ก่อนผู้ตัดสินจะเป่าจบครึ่งแรกของการต่อเวลา
แต่ สหรัฐฯ ไม่ยอมแพ้ิ และมาได้ประตูตีไข่แตกจนได้ในนาทีที่ 107 หลัง แบรดลีย์ วางบอลมาให้ จูเลี่ยน กรีน ดาวรุ่งวัย 18 ปี ซัดตามน้ำบอลติดปลายมือ กูร์กตัวส์ปลิ้นเสียบเสาตุงตาข่าย สหรัฐฯ ไล่มาเป็น 1-2 จุดประกายความหวังให้แฟนๆ สหรัฐ อีกครั้ง
นาทีที่ 108 สหรัฐฯ มีลูกฮึดขึ้นมาอีกหนหลัง เยดลิน โยนมากให้ เจอร์เมน โจนส์ จิ้มบอลผ่านหน้าปากประตูไปแบบทำร้ายจิตใจแฟนบอลสุดๆ
นาทีที่ 111 ลูกากู โชว์สเต็ปพลิ้ว ก่อนจะลากไปซัดด้วยซ้าย แต่คราวนี้ ทิม ฮาวเวิร์ด ไม่ยอมให้บอลนั้นผ่านเข้าประตูไป
หลังจากนั้น กลับกลายเป็น สหรัฐฯ ที่เดินเกมรุกบุกแหลก และจวนเจียนจะได้ประตูตีเสมอหลายหน แต่จังหวะสุดท้ายยังไม่นิ่งพอ จบเกม เบลเยี่ยม เอาชนะ สหรัฐอเมริกา ไปแบบสุดมันส์ระดับ 5 ดาว 2-1 ผ่านเข้าไปพบกับ อาร์เจนติน่า ในรอบ 8 ทีมสุดท้ายต่อไป
มีสถิติที่น่าสนใจหลังเกมนี้ คือ ทั้งสองทีมมีโอกาสทำประตูรวมกันถึง 53 ครั้ง โดยแบ่งเป็นของ เบลเยี่ยม 38 ครั้ง เป็นของ สหรัฐฯ 15 ครั้ง เรียกได้ว่าลุ้นกันจนถึงวินาทีสุดท้ายจริงๆ
เบลเยียม
ติโบต์ กูร์กตัวส์, โทบี้ อัลเดอร์ไวเรลด์, ดาเนี่ยล ฟาน บุยเต็น, แว็งซ็องต์ ก็อมปานี, ยาน แฟร์ทองเก้น, อักเซล วิตเซล, มารูอาน เฟลไลนี่, ดรีส์ แมร์เทนส์, เควิน เดอ บรอยน์, เอแดน อาซาร์, ดิว็อค โอริชี่
เทรนเนอร์ : มาร์ก วิลมอตส์
สหรัฐอเมริกา
ทิม ฮาวเวิร์ด, ฟาเบียน จอห์นสัน, เจฟฟ์ คาเมรอน, แม็ตต์ เบสเลอร์, ดามาร์คัส บีสลี่ย์, โอมาร์ กอนซาเลซ, ไมเคิ่ล แบรดลี่ย์, เจอร์เมน โจนส์, อเลฮานโดร เบโดย่า, แกรม ซูซี่, คลินท์ เดมพ์ซี่ย์
เทรนเนอร์ : เจอร์เก้น คลิ้นส์มันน์
ผู้ตัดสิน : ฌาแมล ไอมูดี้ (แอลจีเรีย)







