
ไม่ลุยเอง
ความรุนแรงในภูมิภาคตะวันออกกลางที่กลุ่มอิสลามสุหนี่หัวรุนแรงที่เรียกว่ากลุ่มไอซิลและไอซิสนั้น กำลังทวีความซับซ้อนและความเสี่ยงที่จะลุกลามกลายเป็นภัยต่อความมั่นคงของตะวันออกกลางมากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อพื้นที่การสู้รบนั้นกำลังขยายตัวและผนวกเข้าด้วยกันทั้งปัญหาในซีเรียและอิรัก นอกเหนือจากที่ยังอาจจะลุกลามกลายเป็นสงครามระหว่างนิกายสุหนี่และชีอะห์ ที่ต้องจับตาดูไม่กะพริบ หลังจากที่กลุ่มไอซิลมีความแน่ชัดถึงเป้าวัตถุประสงค์ที่จะจัดตั้งรัฐอิสลามเคร่งจารีตของสุหนี่ขึ้นอย่างชัดเจนครับ
ความรุนแรงในภูมิภาคตะวันออกกลางที่กลุ่มอิสลามสุหนี่หัวรุนแรงที่เรียกว่ากลุ่มไอซิลและไอซิสนั้น กำลังทวีความซับซ้อนและความเสี่ยงที่จะลุกลามกลายเป็นภัยต่อความมั่นคงของตะวันออกกลางมากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อพื้นที่การสู้รบนั้นกำลังขยายตัวและผนวกเข้าด้วยกันทั้งปัญหาในซีเรียและอิรัก นอกเหนือจากที่ยังอาจจะลุกลามกลายเป็นสงครามระหว่างนิกายสุหนี่และชีอะห์ ที่ต้องจับตาดูไม่กะพริบ หลังจากที่กลุ่มไอซิลมีความแน่ชัดถึงเป้าวัตถุประสงค์ที่จะจัดตั้งรัฐอิสลามเคร่งจารีตของสุหนี่ขึ้นอย่างชัดเจนครับ
สถานการณ์ดังกล่าว กระตุ้นให้ประเทศโดยรอบทั้งที่เป็นชีอะห์หรือสุหนี่ต่างไม่ยินดีนัก ไม่ว่าจะเป็นอิหร่านที่เสมือนหนึ่งเป็นเจ้าแห่งชีอะห์ในพื้นที่ดังกล่าวแสดงความวิตกกังวลต่อสถานการณ์นี้อย่างต่อเนื่อง และสถานการณ์จะยิ่งซับซ้อนมากขึ้นไปอีก ถ้าหากสหรัฐจับมือกับอิหร่านเพื่อปราบปรามกลุ่มสุหนี่ที่กำลังรุกคืบอยู่ในอิรักและซีเรีย
ล่าสุดนั้น ทางด้านซาอุดิอาระเบีย พันธมิตรที่ใหญ่ที่สุดของสหรัฐในตะวันออกกลาง ซึ่งถือว่าเป็นประเทศสุหนี่ที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในภูมิภาคก็เริ่มแสดงความวิตกกังวลต่อภัยของไอซิลแล้วเช่นกัน แม้ว่าจะเป็นสุหนี่เช่นเดียวกับกลุ่มก่อการร้ายก็ตาม
จะเห็นได้ว่า ตลอดช่วงที่เกิดความวุ่นวายขึ้นมาหลายสัปดาห์ที่ผ่านมานั้น ท่าทีของสหรัฐในฐานะผู้มีอิทธิพลจากนอกภูมิภาคนั้น พยายามจะหาทางแก้ปัญหาผ่านแนวทางการเมือง หรือยืมมือพันธมิตรให้เข้าแก้ปัญหา โดยที่สหรัฐหลีกเลี่ยงที่จะเข้าไป “ลุยเอง” ซึ่งแน่นอนว่าเป็นเหตุผลจากนโยบายของเดโมแครตที่รัฐบาลกรุงวอชิงตันเองที่เลี่ยงการปะทะโดยตรง ต่างจากนโยบายของรีพับลิกัน ประกอบกับ เหตุผลทางด้านเศรษฐกิจของสหรัฐเองที่ยังฟื้นตัวไม่เต็มที่นัก
ดังนั้น จะเห็นได้ว่าการตอบสนองต่อปัญหาของสหรัฐในช่วงที่ผ่านมาจึงเป็นความพยายามที่จะยืมมือผู้อื่นแทน และผ่านการเจรจาทางการเมือง ไม่ว่าจะเป็นการพยายามเจรจากับอิหร่านหรือการเดินทางไปยังอิรักของ จอห์น แคร์รี เมื่อสัปดาห์ก่อนเพื่อกดดันให้มุสลิมชีอะห์แบ่งอำนาจการปกครองให้กับเชื้อชาติอื่นเพื่อหวังสร้างความปรองดองในประเทศ
ตัวอย่างของท่าทีจากสหรัฐ สามารถสะท้อนให้เห็นถึงแนวนโยบายทางการเมืองระหว่างประเทศที่มีความ “ซอฟต์” ลงผ่านการฝากเรื่องไว้กับพันธมิตร
ซึ่งแน่นอนว่า แนวทางดังกล่าวก็ยังสามารถเห็นได้ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก โดยเฉพาะกับปัญหาเรื่องข้อพิพาทต่างๆ ในเรื่องการแย่งชิงดินแดนระหว่างจีนและประเทศ คู่กรณีที่สหรัฐมีบทบาทเป็น “ผู้ยุแหย่” มากกว่าจะลุยเองครับ ซึ่งเราจะเห็นบรรดาคู่กรณีของจีนไม่ว่าจะเป็นญี่ปุ่น ฟิลิปปินส์ หรือเวียดนาม ที่อาจจะมีท่าทีแข็งกร้าวขึ้นชัดเจนในระยะนี้ครับ







