posttoday
คืนความสุขให้ประเทศไทย

คืนความสุขให้ประเทศไทย

01 กรกฎาคม 2557

การบริหารองค์กรขนาดใหญ่นิยมใช้เพลงและการแสดง สื่อสารนโยบายและสร้างวัฒนธรรมองค์กร เพื่อให้คนในองค์กรเข้าใจและปฏิบัติตนไปในทิศทางเดียวกัน

การบริหารองค์กรขนาดใหญ่นิยมใช้เพลงและการแสดง สื่อสารนโยบายและสร้างวัฒนธรรมองค์กร เพื่อให้คนในองค์กรเข้าใจและปฏิบัติตนไปในทิศทางเดียวกัน

สมัยจอมพล ป.พิบูลสงคราม ก็ใช้ละครและเพลงในชุด “อานุภาพ” เช่น อานุภาพแห่งความเสียสละ ฯลฯ โดยให้หลวงวิจิตรวาทการเป็นผู้แต่ง ทำให้คนได้เรียนรู้ประวัติศาสตร์และได้รับการปลูกฝังค่านิยมต่างๆ

มาถึงวันนี้นับว่าเป็นความชาญฉลาดของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้นำเทคนิคนี้มาแต่งเพลง “คืนความสุขให้ประเทศไทย” เพื่อสื่อสารให้กับคนไทย 68 ล้านคน

สิ่งแรกที่สื่อสาร คือ เป้าประสงค์ของการทำรัฐประหาร ได้แก่ “คืนความสุขให้กับประเทศไทย” ซึ่งหมายถึง “ความสุขของประชาชน” โดยเนื้อเพลงที่มีข่าวว่าหัวหน้า คสช.เป็นผู้แต่งมีว่า

“วันที่ชาติและองค์ราชา มวลประชาอยู่มาพ้นภัย ขอดูแลคุ้มครองด้วยใจ นี่คือคำสัญญา

วันนี้ชาติเผชิญพาลภัย ไฟลุกโชนขึ้นมาทุกครา ขอเป็นคนที่เดินเข้ามา ไม่อาจให้สายไป

*เพื่อนำรักกลับมา ต้องใช้เวลาเท่าไร โปรดจงรอได้ไหม จะข้ามผ่านความบาดหมาง

**เราจะทำตามสัญญา ขอเวลาอีกไม่นาน แล้วแผ่นดินที่งดงามจะคืนกลับมา

เราจะทำงานอย่าง “ซื่อตรง” ขอแค่เธอจงไว้ใจและศรัทธา แผ่นดินจะดีในไม่ช้า ขอคืนความสุขให้เธอ ประชาชน

วันนี้ต้องเหน็ดเหนื่อยก็รู้ จะขอสู้กับอันตราย ชาติทหารไม่ยอมแพ้พ่าย นี่คือคำสัญญา

จากเนื้อเพลง คสช.ระบุว่า ชาติกำลังเผชิญกับ “พาลภัย” จึงต้องเข้ามาแก้ไข โดยให้สัญญากับประชาชน 3 ประการ คือ (1) ดูแลคุ้มครองด้วยใจ (2) ทำงานอย่างซื่อตรง และ (3) คืนความสุขให้กับประชาชนตามเวลาที่กำหนด

เมื่อพิจารณาแผนงานที่หัวหน้า คสช.แถลงต่อประชาชนเมื่อ 27 มิ.ย. 2557 สรุปได้ว่าธรรมนูญปกครองประเทศจะมีผลใช้บังคับเดือน ก.ค. มีสภานิติบัญญัติในเดือน ส.ค. มีคณะรัฐมนตรีเดือน ก.ย. และสภาปฏิรูปประเทศเพื่อหาข้อยุติในการบริหารประเทศเดือน ต.ค.

คาดว่าสภาปฏิรูปประเทศและคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ให้เสร็จภายใน 1 ปี หรืออย่างช้าที่สุดปลายปี 2558

นั่นหมายความว่า คสช.จะทุ่มเทกำลังกาย กำลังใจ และสติปัญญา เพื่อแก้ปัญหาที่เป็น “พาลภัย” ซึ่งเกิดขึ้นกับประเทศชาติและประชาชนให้หมดสิ้น และวางแนวทางการบริหารประเทศไทยเพื่อ “คืนความสุขกลับมาให้ประชาชน” ในปี 2558

สำหรับหลักการทำงาน คสช.จะทำงานด้วยความ “ซื่อตรง” เพื่อให้ประชาชนไว้ใจและศรัทธา แม้จะเหน็ดเหนื่อยและต้องต่อสู้กับอันตราย ก็จะทำให้สำเร็จไม่ยอมพ่ายแพ้

ถ้อยคำเหล่านี้ตรงกับ “หลักธรรมาภิบาล” (Good Governance) ซึ่งเป็นมาตรฐานในการบริหารการปกครองสมัยใหม่ที่ “พยายาม” สร้างให้เกิดขึ้นมาตั้งแต่ปี 2542 และบัญญัติให้เป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ของรัฐในมาตรา 74 ของรัฐธรรมนูญที่เพิ่งสิ้นสุดลง ความว่า

“มีหน้าที่ดำเนินการให้เป็นไปตามกฎหมายเพื่อรักษาประโยชน์ส่วนรวม อำนวยความสะดวกและให้บริการประชาชนตามหลักธรรมาภิบาลของการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี”

เมื่อวิเคราะห์กิจกรรม “จัดระเบียบ” ที่กระทำใน 40 วันที่ผ่านมา จะเห็นว่า “ภัยพาล” ในช่วงที่ผ่านมาเกิดจากเจ้าหน้าที่ของรัฐ ทั้งที่มาจากการเมืองและฝ่ายประจำ ไม่ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความ “ซื่อตรง” (Integrity) หรือไม่มีธรรมาภิบาล แม้ว่ารัฐธรรมนูญได้บัญญัติไว้ก็ตาม

ในทางวิชาการ Integrity มีความหมายกว้างขวางกว่า “ซื่อตรง” เพราะหมายรวมถึง การมี “คุณธรรม” ไม่เอารัดเอาเปรียบผู้อื่น เห็นประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าส่วนตัว และตรงไปตรงมาทั้งต่อหน้าและลับหลัง

“ความซื่อตรง” นี้ไม่ใช่ของใหม่ เพราะ 2 ใน 10 ข้อของ “หลักราชการ” ที่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้พระราชทานเป็นหลักการปฏิบัติงานของข้าราชการ หรือ “เจ้าหน้าที่ของรัฐ” ตั้งแต่ปี 2457 กล่าวถึง “ความซื่อตรงต่อหน้าที่” และ “ความซื่อตรงต่อบุคคลทั่วไป (ประชาชน)” ซึ่งหัวหน้า คสช.ก็ได้นำมากล่าวถึงในการแถลงผลงานเมื่อวันที่ 22 มิ.ย. 2557 ด้วย

ความหมายของ “ซื่อตรง” ที่ล้นเกล้ารัชกาลที่ 6 ได้อธิบายไว้ในหนังสือดังกล่าวมีดังนี้

“ความซื่อตรงต่อหน้าที่ คือ ตั้งใจกระทำกิจการซึ่งได้รับมอบหมายเป็นหน้าที่ของตนโดยซื่อสัตย์สุจริต ใช้ความอุตสาหวิริยภาพเต็มสติกำลังของตน ด้วยความมุ่งหมายให้กิจกรรมนั้นๆ บรรลุซึ่งความสำเร็จโดยอาการอันงดงามที่สุดที่พึงมีหนทางปฏิบัติได้”

“ความซื่อตรงต่อบุคคลทั่วไป คือ ประพฤติซื่อตรงต่อคนทั่วไป รักษาตนให้เป็นคนควรเขาทั้งหลายจะเชื่อถือได้ โดยรักษาวาจาสัตย์พูดอะไรเป็นมั่น ไม่เหียนหันเปลี่ยนแปลง คำพูดไปเพื่อความสะดวกเฉพาะครั้ง 1 คราว 1”

จากบทพระราชนิพนธ์ดังกล่าวอาจสรุปได้ว่า การที่จะให้เจ้าหน้าที่ของรัฐมีความซื่อตรงนั้น ต้องมีการปลูกฝังค่านิยม 5 ประการ คือ ซื่อสัตย์สุจริต วิริยอุตสาหะ ทำงานให้สำเร็จ รักษาคำพูด และทำตนให้เป็นที่น่าเชื่อถือศรัทธา ซึ่งค่านิยมเหล่านี้อยู่ในเนื้อเพลง “คืนความสุขให้ประเทศไทย” ของ คสช.อย่างครบถ้วน

เมื่อพิจารณาการทำงานของคณะ คสช. ในช่วงเวลา 40 วันที่ผ่านมา จะเห็นว่าได้สะท้อนค่านิยมทั้ง 5 ประการ ทำให้สามารถแก้ปัญหา “ภัยพาล” ที่เคยเกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็วทันใจ

ผลการสำรวจความคิดเห็นของโพลทุกสำนัก ได้สะท้อนความพึงพอใจของประชาชนต่อการทำงานของ คสช. และยอมรับให้หยุดการเลือกตั้งชั่วระยะหนึ่งเพื่อปฏิรูปประเทศ นั่นหมายความว่าประชาชนไว้ใจและศรัทธาตามเนื้อเพลงที่เขียนไว้

ปัญหาต่อไป คือ ทำอย่างไรที่จะให้ค่านิยม 5 ประการนี้ เป็นมาตรฐานในการทำงานของเจ้าหน้าที่ของรัฐทุกคนให้มี “ธรรมาภิบาล” อย่างยั่งยืน และไม่หวนกลับมาเป็น “พาลภัย” อีก

ในเรื่องนี้ คสช.ได้มีประกาศที่ 69/2557 เมื่อวันที่ 18 มิ.ย. ให้ทุกส่วนราชการและหน่วยงานของรัฐกำหนดมาตรการหรือแนวทางการป้องกันและแก้ไขปัญหาการทุจริตประพฤติมิชอบในส่วนราชการและหน่วยงานของรัฐ โดยมุ่งเน้นการสร้างธรรมาภิบาลในการบริหารงานและส่งเสริมการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วนในการตรวจสอบ เฝ้าระวัง เพื่อสกัดกั้นมิให้เกิดการทุจริตประพฤติมิชอบได้

หลักการนี้เป็นเรื่องดีมาก แต่สิ่งที่ คสช.ต้องกระทำ คือ กำกับดูแลให้เป็นไปตามประกาศนี้โดยเร็ว เพื่อสร้างวัฒนธรรมการทำงานเพื่อ “ประโยชน์สุขแห่งประชาชน”ตามพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในพระราชพิธีฉัตรมงคลเมื่อ 5 พ.ค. 2493 ซึ่งถูกนำมาเป็นเป้าหมายของการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดีมาตั้งแต่ปี 2546 แต่ยังไม่เกิดขึ้นเสียทีในช่วงที่นักการเมืองบริหารประเทศ

คสช.ต้องเป็น “แบบอย่าง” ในการบริหารราชการแผ่นดินที่โปร่งใส อธิบายด้วยหลักเหตุผลได้ และตรวจสอบได้ โดยไม่มีระบบ “อุปถัมภ์” ที่เป็นมะเร็งร้ายในการบริหารประเทศตลอดมา

การแต่งตั้งบุคคลที่เคยเป็นอำนาจของนักการเมือง เช่น คณะรัฐมนตรี กรรมการรัฐวิสาหกิจ ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง และการใช้อำนาจประชาชน เช่น สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ต้องเป็นไปตามหลักคุณธรรมและคำนึงถึงพฤติกรรมทางจริยธรรมในอดีต ตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญซึ่งยกเลิกไปแล้วด้วย

และเมื่อบุคคลปฏิบัติหน้าที่ตามที่มอบให้ ท่านต้องกำกับดูแลการใช้อำนาจรัฐของบุคคลเหล่านี้ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยประมวลจริยธรรมของข้าราชการการเมืองอย่างเคร่งครัดด้วย

หากใช้อำนาจรัฐไม่เป็นไปตามหลักธรรมาภิบาล ต้องแก้ไขด้วยการ “ปลด” ออกจากตำแหน่ง และกล้าที่จะประณามด้วยการแจ้งเหตุของการปลดต่อสาธารณะ พร้อมกับดำเนินคดีตามกฎหมายทันที

สิ่งนี้จะเป็น “แบบอย่าง” ของการใช้อำนาจรัฐอย่างมีความรับผิดชอบในการกระทำ (Accountability) ตามหลักธรรมาภิบาล เพื่อให้กับนักการเมืองที่ “อาสา” เข้ามารับใช้ชาติในอนาคต ยึดถือเป็นหลักปฏิบัติด้วย

ถ้าทำได้เช่นนี้ ความสุขของประชาชนก็จะอยู่ได้อย่างจีรังยั่งยืน เป็นอานิสงส์อันประเสริฐของการรัฐประหาร สมกับที่ คสช.เหนื่อยยากและเสี่ยงกับภัยพาลมาตลอดเวลาที่เข้ามาจัดระเบียบประเทศ และจะได้ไม่มีใครสามารถปรามาสท่านว่า “ทำ ‘เสียของ’ อีก(แล้ว)”

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท