posttoday
พึ่ง"คสช."แก้ส่งออกหด

พึ่ง"คสช."แก้ส่งออกหด

01 กรกฎาคม 2557

โดย...ชลลดา อิงศรีสว่าง

โดย...ชลลดา อิงศรีสว่าง

ในขณะที่ไทยกำลังเผชิญหน้ากับการถูกลดระดับการค้ามนุษย์จากรัฐบาลสหรัฐที่มองว่าปัญหาการค้ามนุษย์ในไทยแย่ลง จากระดับ 2 เป็นระดับ 3 ซึ่งจะส่งผลกระทบกับสินค้ากลุ่มประมง การส่งออกกุ้ง ปลา

แถมยังตามมาด้วยการที่คณะมนตรีสหภาพยุโรป (อียู) แสดงความไม่พอใจที่ประเทศไทยไม่มีรัฐบาลจากระบอบประชาธิปไตย จึงขอลดระดับความสัมพันธ์การเจรจาการค้าไปก่อน จนกว่าจะมีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง

หน่วยงานราชการและเอกชน ต่างพากันให้กำลังใจคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ในการรับหน้าชี้แจงต่อต่างชาติถึงปัญหาทั้งสองเรื่องที่อาจมีผลทำให้ประเทศเสียภาพลักษณ์ แถมส่งผลให้การส่งออกลดลง แต่ส่วนใหญ่จะมองตรงกันว่าสัดส่วนการส่งออกของไทยไปสหรัฐลดเหลือเพียง 10% ส่วน อียู 15 ประเทศ ไทยส่งออกเป็นสัดส่วน 9.4% ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมดของไทยเฉลี่ยปีละกว่า 2 แสนล้านเหรียญสหรัฐ

แต่จากข้อมูลไส้ในการส่งออก นพพรเทพสิทธา ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สทร.) ระบุว่า การส่งออกใน5 เดือนแรกของปีนี้ (ม.ค.-พ.ค.) มีมูลค่าการส่งออก 9.28 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัวติดลบ 1.2% ที่น่าเป็นห่วงคือการส่งออกในกลุ่มตลาดที่มีศักยภาพสูงคือกลุ่มประเทศในอาเซียน จึงติดลบมากถึง 3.53% จากปกติที่จะต้องเติบโตขึ้นไม่น้อยกว่า 5% ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วงมาก

ประเด็นนี้เห็นได้ชัดเจนว่าเราจะเมินเฉยตลาดหลักที่กำลังมีข้อพิพาทใช้มาตรการกีดกันการค้าที่ไม่ใช่ภาษีกับไทย แล้วหันมาสนใจแต่ตลาดที่มีศักยภาพสูง ที่มีสัดส่วนส่งออกถึง 25% ของการส่งออกทั้งหมดคงไม่ได้แล้ว

เพราะสถิติการส่งออกในรอบ 5 เดือนที่ผ่านมา มีแค่ตลาดหลักคือ ญี่ปุ่น สหรัฐ และอียู ขยายตัว 1.7% มีมูลค่า 2.73 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ส่วนตลาดที่มีศักยภาพสูงคือ อาเซียน จีน เอเชียใต้ 8 ประเทศ ฮ่องกง เกาหลีใต้ และไต้หวัน ส่งออกติดลบ 3.5%มีมูลค่าการค้า 4.6 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ

ทางด้านตลาดที่มีศักยภาพรอง คือ ทวีปออสเตรเลีย ตะวันออกกลาง แอฟริกา ละตินอเมริกา แคนาดา กลุ่มซีไอเอส รวมรัสเซียส่งออกติดลบ 4.2% มีมูลค่าส่งออก 1.78 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ส่วนตลาดอื่นๆ ขยายตัวของการส่งออก 108.2% มีมูลค่าส่งออก 1,600 ล้านเหรียญสหรัฐ แม้จะขยายตัวมากแต่ก็ไม่มีความสำคัญมากนัก เนื่องจากคิดเป็นสัดส่วนการส่งออกแค่ 1.8% ของการส่งออกทั้งหมดเท่านั้น เพราะตลาดที่มีศักยภาพในอาเซียน 9 ประเทศที่ไม่รวมไทยก็แย่เหมือนกัน

ตลาดส่งออกอาเซียนของไทย แบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มอาเซียนเดิม 5 ประเทศ คือ สิงคโปร์ มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และบรูไน การส่งออกรวม 5 เดือน มีมูลค่า 15.39 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ติดลบ 8.8% มีเพียงประเทศเดียวที่ส่งออกขยายตัว 11.5% คือ ฟิลิปปินส์ นอกนั้นติดลบหมด

อย่างไรก็ดี กลุ่มอินโดจีน คือ พม่า ลาว กัมพูชา และเวียดนาม เป็นกลุ่มที่มีปริมาณการค้าขยายตัวสูง 5 เดือน มีมูลค่าการค้า 8,370 ล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัวเพิ่มขึ้น 8% เพิ่มขึ้นทุกประเทศ

เชาว์ เก่งชน กรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เปิดเผยว่า การส่งออกไปยังตลาดอาเซียนเดิม และกลุ่มอินโดจีนลดลง เป็นผลมาจากปัญหาเศรษฐกิจของอินโดนีเซียและเวียดนามที่มีปัญหา

อินโดนีเซียขาดดุลบัญชีเดินสะพัดในอัตราที่สูง จึงเกิดปัญหาเงินไหลออก รัฐบาลได้ยกเลิกนโยบายการอุดหนุนราคาพลังงาน ทำให้เงินเฟ้อสูง ธนาคารกลางอินโดนีเซียต้องขึ้นดอกเบี้ย ทำให้เศรษฐกิจหดตัวลง 5 เดือนแรกของปีนี้อินโดนีเซียนำเข้าจากไทยลดลงมากถึง 20.5% ส่วนเวียดนามก็เจอปัญหาเดียวกันทำให้นำเข้าลดลง

นอกจากนี้ จีนซึ่งเป็นผู้ส่งออกสินค้าโภคภัณฑ์รายใหญ่ของโลกก็ประสบปัญหาเศรษฐกิจไม่ดี ส่วนหนึ่งของการส่งออกจากไทยไปจีนเป็นสินค้าชิ้นส่วนที่ส่งออกไปประกอบเป็นสินค้าในจีนได้รับผลกระทบไปด้วย

แหล่งข่าวจากกระทรวงพาณิชย์ ระบุว่า การส่งออกไทยที่ลดลงมากในปีนี้ มาจากสินค้าไทยไม่สามารถแข่งขันด้านราคาได้ นับจากเศรษฐกิจโลกชะลอตัวตั้งแต่ปี 2551 สหรัฐหันมาซื้อสินค้าโดยพิจารณาจากราคามากกว่าคุณภาพ ทำให้สินค้าจากจีนและเวียดนามขายได้มากขึ้นในตลาดสหรัฐ

ดังนั้น เมื่อรูปแบบ (Pattern) การค้าเปลี่ยนแปลงไป ไทยพึ่งพิงตลาดส่งออกหลัก เช่น สหรัฐ และอียู น้อยลง เพราะข้อ 1 และ 2 รูปแบบการผลิตก็เปลี่ยนไป ใครถนัดอะไรก็ผลิตอย่างนั้น ไทยอาจไม่ได้ส่งออกสินค้าสำเร็จรูป (Finished Products) แล้ว แต่ส่งออกชิ้นส่วนไปยังจีน เพื่อให้จีนผลิตสินค้าแล้วส่งออกไปตลาดหลักแทน

อีกปัจจัยหนึ่งที่มองข้ามไม่ได้คือ ผู้ส่งออกไทยหลายรายได้ย้ายฐานการผลิตสินค้าไปอยู่ที่อินโดนีเซียมากขึ้น โดยเฉพาะเอสเอ็มอีที่ผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ เนื่องจากญี่ปุ่นได้ไปเปิดสายการผลิตรถยนต์ในอินโดนีเซียเพื่อส่งออกเช่นกัน

ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ลดเป้าหมายการส่งออกปีนี้เหลือ 3% จากเดิมที่คาดไว้ 4% ว่ามาจากปัจจัยความเสี่ยงทั้งภายนอกและภายในประเทศ โครงสร้างการค้าโลกที่เปลี่ยนไป ทำให้ไทยไม่ได้รับประโยชน์จากเศรษฐกิจโลกที่ฟื้นตัว การค้าโลกเติบโตต่ำกว่าอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจโลก ส่วนหนึ่งเพราะมีการย้ายฐานการผลิตไปยังกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ โดยเฉพาะกลุ่มยุโรปตะวันออก ทำให้เกิดการค้าขายในกลุ่มมากขึ้นทดแทนการนำเข้าจากเอเชีย อีกส่วนหนึ่งมาจากต้นทุนค่าแรงของกลุ่มประเทศ จี3 ลดลง ทำให้มีบางบริษัทย้ายฐานการผลิตกลับประเทศตัวเอง

ขณะเดียวกัน ราคาสินค้าเกษตรในตลาดโลกปรับตัวลดลงต่อเนื่อง โดยเฉพาะยางพารา ข้าวและน้ำตาล ที่มีสัดส่วน 9% ของมูลค่าส่งออกของไทยฉุดรั้งให้มูลค่าการส่งออกไทยยังคงหดตัว

นอกจากนี้ ปัญหาที่จะเป็นอุปสรรคต่อการส่งออกในระยะต่อไปคือ เทคโนโลยีการผลิตที่มีข้อจำกัด โดยเฉพาะฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ที่ไม่สามารถยกระดับการผลิตให้ก้าวทันการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีที่รวดเร็ว ส่วนหนึ่งเพราะไทยมีการลงทุนด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยีค่อนข้างน้อย

หากดูโครงสร้างเศรษฐกิจประเทศ การพึ่งพาการส่งออกในสัดส่วนที่มากจนเกินไปอาจจะทำให้เศรษฐกิจไทยสะดุดในระยะยาว ซึ่งเรื่องนี้หน่วยงานรัฐทั้งหลายรู้ปัญหาดี มีเพียงการหารือและวางแผนแต่ไม่มีการปฏิบัติตามแผน ทุกรัฐบาลยังมองแต่การแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า

ถ้าไม่รีบแก้ไขปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมและการส่งออก เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน อีกไม่นานอาจจะได้เห็นประเทศไทยกลายเป็นประเทศล้าหลังที่สุดในอาเซียนก็เป็นได้

สุดท้ายเรื่องนี้จะถูกผลักไปให้ คสช.ทุบโต๊ะจัดทำยุทธศาสตร์เพิ่มขีดความสามารถแข่งขันของประเทศเหมือนเรื่องอื่นๆ

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท