
การปฏิรูปพลังงาน
ประเทศไทยในยามนี้เป็นช่วงโอกาสแห่งการปฏิรูป หลังจากผ่านวิกฤตการณ์ครั้งใหญ่มาแล้ว คนไทยมีความหวังว่าจะเกิดการปฏิรูปอย่างจริงจัง ภายใต้อำนาจอันเบ็ดเสร็จของ คสช.
ประเทศไทยในยามนี้เป็นช่วงโอกาสแห่งการปฏิรูป หลังจากผ่านวิกฤตการณ์ครั้งใหญ่มาแล้ว คนไทยมีความหวังว่าจะเกิดการปฏิรูปอย่างจริงจัง ภายใต้อำนาจอันเบ็ดเสร็จของ คสช.
ไม่น่าเชื่อว่าปัญหาหลายอย่างกระบวนการประชาธิปไตยไม่สามารถแก้ไขได้ต้องใช้อำนาจพิเศษมาจัดการ ทั้งวินมอเตอร์ไซค์รับจ้าง การกวาดล้างอาวุธสงคราม ฯลฯ ทำให้เกิดคำถามว่ากระบวนการประชาธิปไตยของไทย มีอะไรผิดปกติหรือ ปัญหาพื้นฐานต่างๆ จึงไม่สามารถแก้ไขได้เลย
ในช่วงเวลาที่ผ่านมา เราจะได้ยินเสียงเรียกร้องให้ปฏิรูปพลังงานของไทย อันเนื่องมาจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง มีเสียงเรียกให้ยึดคืน ปตท. ซึ่งเป็นผู้ค้าน้ำมันรายใหญ่ที่สุดในประเทศ คุมกลไกตลาดทั้งด้านราคาและปริมาณการผลิตกลับมาเป็นของรัฐ
เรื่องราวของ ปตท.โด่งดังมากในคดีที่มูลนิธิเพื่อผู้บริโภคและเครือข่ายยื่นฟ้องคณะรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และวิเศษ จูภิบาล อดีต รมว.พลังงาน ต่อศาลปกครองสูงสุด เมื่อวันที่ 31 ส.ค. 2549 โดยศาลปกครองสูงสุดพิพากษาให้ ปตท.แก้ไขในส่วนของกรรมสิทธิ์ที่ดินและระบบท่อส่งก๊าซต้องมีการแยกออกจากการจำหน่ายและจัดหาปิโตรเลียมอย่างเด็ดขาด เพราะถือว่าเป็นทรัพย์สินที่ได้มาจากอำนาจรัฐจากการเวนคืนและงบประมาณแผ่นดิน ในขณะที่เป็นปิโตรเลียมแห่งประเทศไทยต้องโอนให้เป็นกรรมสิทธิ์ของรัฐดังเดิม
คดีนี้เครือข่ายยังฟ้องให้เพิกถอนหุ้น ปตท.ออกจากตลาดหลักทรัพย์ฯ ซึ่งในขณะนั้นมีมูลค่ากว่า 8.4 แสนล้านบาท แต่ศาลไม่เพิกถอน โดยให้เหตุผลว่าจะก่อให้เกิดผลกระทบทางเศรษฐกิจ สังคม และความมั่นคงทางพลังงาน รวมถึงตลาดหุ้น ตลาดทุน ตลาดเงิน รวมถึงนิติบุคคลที่ทำนิติกรรมกับ ปตท.ไว้ทั้งหมด ซึ่งจะก่อให้เกิดผลกระทบในวงกว้าง
และประเด็นที่ประชาชนควรได้รู้ต่อจากคำพิพากษาดังกล่าวคือ การให้ ปตท.เช่าทรัพย์สินที่โอนคืนให้รัฐนั้นมีการเช่ากันอย่างไร ค่าเช่าจำนวนเท่าใด เหมาะสมหรือไม่ หรือมีการเช่ากันเป็นพิธีด้วยค่าเช่าถูกๆ ซึ่งรัฐก็แทบจะไม่ได้ประโยชน์ใดๆ จากคำพิพากษาฉบับนี้
ปตท.มีผลกำไรจากการประกอบการถึงปีละกว่าแสนล้านบาท ผลประโยชน์มหาศาลเช่นนี้ ทำให้ ปตท.มีอิทธิพลเหนือข้าราชการและนักการเมือง จนมีการพูดกันว่า ปตท.เป็นผู้กำหนดนโยบายพลังงาน กระทรวงพลังงานเป็นเพียงหน่วยงานหนึ่งของ ปตท.เท่านั้น
ผลกำไรมหาศาลของ ปตท.ที่เหลือจากการจ่ายผลตอบแทนให้ผู้บริหารและค่าใช้จ่ายแฝงต่างๆ ของนักบริหารที่เป็นขี้ข้านักกินเมืองแล้ว จะตกได้กับรัฐเพียงแค่ 51% เท่านั้น เพราะกระทรวงการคลังถือหุ้นเท่านั้น จึงมีความพยายามที่จะค้นหาว่าส่วนที่เหลือไปตกอยู่ในกระเป๋าใคร
จากโครงสร้างผู้ถือหุ้น 10 อันดับแรก เมื่อเดือน ก.ย. 2556 ผู้ถือหุ้นที่ไม่รู้ว่าเป็นใคร รู้แต่ว่าเป็นบริษัทตัวแทนในต่างประเทศ ถือหุ้นรวมกันประมาณ 10% ใช้ชื่อว่า CHASE NOMINEES LIMITED 42, HSBC (SINGAPORE) NOMINEES PTE LTD, GIC PRIVATE LIMITEDC, NORTRUST NOMINEES LIMITEDNT0 SEC LENDING THAILAND นอกจากรายชื่อ 10 อันดับแรกแล้ว ยังน่าจะมีอยู่อีกจำนวนมาก
ผู้ถือหุ้นเหล่านี้คือใคร เป็นคำถามที่กลุ่มผู้ปกป้องพลังงานไทยอยากรู้ และพยายามขุดคุ้ยเรื่องราวลึกลับใน ปตท. รวมถึงปริมาณน้ำมันที่ขุดได้ในประเทศไทย ที่มีข่าวว่าทหารเข้าตรวจแหล่งขุดเจาะน้ำมันในประเทศไทย จนทำให้ประชาชนได้ทราบว่าประเทศไทยเรามีแหล่งน้ำมันจำนวนมาก มากกว่าข่าวสารที่ได้รับจากทางราชการที่ผ่านมา
ข้อมูลต่างๆ ถูกเผยแพร่ทางโลกอินเทอร์เน็ตมากมาย โดยเฉพาะประเด็นปริมาณน้ำมันที่ประเทศเราผลิตได้ มีจำนวนมากจนต้องส่งออกไปขายต่างประเทศในราคาถูก การคิดราคาน้ำมันขายปลีกให้ประชาชนตามราคาสิงคโปร์ ทั้งๆ ที่ประเทศเราผลิตน้ำมันได้เอง
เมื่อ คสช.ตั้งใจจะปฏิรูปประเทศแล้ว พลังงานซึ่งเป็นประเด็นใหญ่และเป็นข้อเรียกร้องของมวลมหาประชาชนตลอด 6 เดือนที่ผ่านมา คสช.จะต้องทำให้ความจริงกระจ่างชัดให้ได้
การตั้งกรรมการแทนกรรมการที่ลาออกใน ปตท.หวังว่าจะเป็นการเริ่มต้นของการปฏิรูปพลังงานไทยอย่างแท้จริง อย่าเพิ่งไปตำหนิบุคคลที่ คสช.แต่งตั้งเข้าไป ควรให้โอกาสและรอดูผลงานว่าจะทำอย่างไรกับพลังงานไทย แต่ขอให้ช่วยกันเป็นหมาเฝ้า ปตท.อย่างใกล้ชิดชนิดไม่กะพริบตา
หาก คสช.ทำความจริงเรื่องพลังงานให้ปรากฏชัด แม้ราคาน้ำมันจะไม่ถูกลงก็เป็นการคืนความสุขให้กับประชาชนแล้ว เพราะทำให้สิ่งที่ค้างคาใจได้รับความกระจ่าง







