posttoday
อิรักเดือด มังกรนิ่งบารมีในอาหรับยังไม่แกร่ง

อิรักเดือด มังกรนิ่งบารมีในอาหรับยังไม่แกร่ง

30 มิถุนายน 2557

เหตุการณ์การลุกฮือขึ้นของกลุ่มรัฐอิสลามอิรักและเลอแวนต์ (ไอเอสไอแอล) ที่ได้เข้ายึดครองหลายพื้นที่ทางตอนเหนือของอิรัก

โดย...พันธสิทธิ เจริญพาณิชย์พันธ์

เหตุการณ์การลุกฮือขึ้นของกลุ่มรัฐอิสลามอิรักและเลอแวนต์ (ไอเอสไอแอล) ที่ได้เข้ายึดครองหลายพื้นที่ทางตอนเหนือของอิรัก ได้กลายเป็นข่าวที่อยู่ในกระแสความสนใจของคนทั่วโลก ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ามหกรรมฟุตบอลโลกที่บราซิลเลย และเหตุการณ์ในสมรภูมิอิรักก็ยังทำท่าว่าจะยืดเยื้อต่อไปอีกนานทีเดียว

เพราะความขัดแย้งในอิรักหนนี้ไม่ได้มีแต่เรื่องของความไม่ลงรอยกันระหว่างชาวมุสลิมนิกายสุหนี่ที่เป็นชนกลุ่มน้อย กับมุสลิมนิกายชีอะห์ที่เป็นฝ่ายรัฐบาลเท่านั้น หากแต่ยังโยงใยไปถึงเกมการเมืองของชาติมหาอำนาจทั้งที่อยู่ในภูมิภาคและนอกภูมิภาคเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย

หนึ่งในชาติมหาอำนาจที่มีส่วนได้ส่วนเสียกับเหตุการณ์ในอิรักที่ไม่สามารถมองข้ามไปได้เลยก็คือ “จีน” เพราะต้องไม่ลืมว่าพญามังกรแห่งเอเชียเป็นประเทศที่มีผลประโยชน์อยู่ในอิรักมหาศาล โดยเฉพาะในเรื่องน้ำมัน

เนื่องจากเป็นนักลงทุนต่างชาติที่เข้าไปขุดเจาะสำรวจน้ำมันรายใหญ่ที่สุด แถมที่ผ่านมา อิรักยังกลายมาเป็นแหล่งนำเข้าน้ำมันที่สำคัญของจีนอีกด้วย โดยข้อมูลจากกรมศุลกากรจีนเผยว่า ปริมาณน้ำมันที่นำเข้ามาจากอิรักคิดเป็น 10% ของปริมาณการนำเข้าน้ำมันดิบจากต่างชาติทั้งหมด

บทบาทการนำเข้าน้ำมันของอิรักสู่จีนเริ่มมีความสำคัญมากขึ้น หลังจากที่รัฐบาลกรุงปักกิ่งเริ่มต้องการกระจายความเสี่ยงด้วยการไม่พึ่งพาการนำเข้าจากแหล่งใดแหล่งหนึ่งมากเกินไป เพราะก่อนหน้านั้นจีนมุ่งแต่พึ่งพิงน้ำมันจากซาอุดิอาระเบียและแองโกลามากเกินไป และยามเมื่อชาติเหล่านี้มีปัญหาการเมืองหรือความไม่สงบขึ้นมา ทำให้จีนได้รับผลกระทบตามไปด้วย

อย่างไรก็ดี ดูเหมือนเป็นเรื่องน่าประหลาดใจไม่น้อย เมื่อทางการจีนดูจะไม่ค่อยแสดงบทบาทต่อปัญหาการเมืองในอิรักมากเท่าไรนัก เมื่อเทียบกับชาติมหาอำนาจอื่นๆ ที่มีผลประโยชน์อยู่ในอิรักเช่นเดียวกัน อาทิ สหรัฐ และรัสเซีย ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริงแล้วปัญหาความวุ่นวายในดินแดนแห่งอารยธรรมเมโสโปเตเมียกำลังส่งผลกระทบกระเทือนต่อผลประโยชน์จีนในอิรักอย่างหนัก

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง แหล่งขุดเจาะน้ำมันต่างๆ ของจีนในอิรัก ที่ต้องเร่งขนย้ายและอพยพคนงานออกจากแหล่งผลิตและสำรวจน้ำมัน โดยล่าสุดทางกระทรวงต่างประเทศจีนเปิดเผยว่า ได้อพยพคนงานชาวจีนกว่า 1,200 คน ที่ติดอยู่ในเมืองซามาร์รา ซึ่งเป็นหนึ่งในพื้นที่สู้รบทางภาคเหนือของอิรักมาไว้ยังพื้นที่ปลอดภัยในกรุงแบกแดด เมืองหลวงของอิรักเรียบร้อยแล้ว

ขณะที่ก่อนหน้านั้นไม่นานนัก สำนักข่าวซินหัวของจีนก็เพิ่งจะรายงานไปว่า มีการอพยพคนงานชาวจีนราว 50 คนออกจากเมืองซามาร์รา โดยใช้เฮลิคอปเตอร์ขนย้ายออกมา ขณะที่คนงานที่เหลืออีกกว่า 200 คนได้รับการอพยพออกมาโดยรถบัส

ทั้งนี้ จากการคาดการณ์ของหนังสือพิมพ์ วอลสตรีท เจอร์นัล คาดว่าปัจจุบันน่าจะมีแรงงานจีนที่ทำงานอยู่ในอิรักมากกว่า 1 แสนคน โดยที่คนงานส่วนใหญ่จะทำงานอยู่ในพื้นที่ขุดเจาะน้ำมันทางใต้ของอิรัก

เหตุที่ทำให้มหาอำนาจอย่างจีนดูจะนิ่งเงียบผิดปกติกว่าใครเพื่อน ก็เพราะว่ารัฐบาลแห่งกรุงปักกิ่งมีอำนาจและอิทธิพลต่อดินแดนอิรักไม่มากนัก แม้ว่าจีนจะเป็นนักลงทุนรายใหญ่ของอิรักก็ตาม

ดังนั้น การแสดงบทบาทของจีนจึงไม่มีผลกระทบอะไรมาก เมื่อเทียบกับสหรัฐ หรือแม้แต่รัสเซีย เนื่องจากต้องเข้าใจด้วยว่าจีนไม่ใช่ตัวแสดงที่มีบทบาทสำคัญในภูมิภาคตะวันออกกลาง ตรงข้ามกับพญาอินทรีสหรัฐ หรือหมีขาวรัสเซีย ที่ดูจะมีอิทธิพลในการขับเคลื่อนนโยบายและชี้นำความเปลี่ยนแปลงในภูมิภาคได้มากกว่า

เช่น กรณีล่าสุดของสหรัฐที่ส่งที่ปรึกษาทางการทหาร 300 นายเข้าไปในอิรัก เพื่อช่วยรัฐบาลในการวางแผนสู้รบกับกองกำลังหัวรุนแรงไอเอสไอแอล ขณะที่รัสเซียได้ตกลงส่งมอบเครื่องบินรบ ซูไค ซู25 ให้กับกองทัพรัฐบาลอิรักแล้วจำนวน 5 ลำ โดยเป็นส่วนหนึ่งภายใต้ข้อตกลงซื้อขายยุทโธปกรณ์ทางทหารของ 2 ประเทศที่อิรักจะซื้อเครื่องบินรบรุ่นดังกล่าว 12 ลำ มูลค่า 500 ล้านเหรียญสหรัฐ และคาดว่าจะเริ่มนำมาใช้ปฏิบัติการในสมรภูมิรบจริงในเร็วๆ นี้

“ถึงแม้ว่าจีนจะมีผลประโยชน์ที่สำคัญในอิรัก แต่จีนไม่ใช่ผู้เล่นดั้งเดิมในภูมิภาคตะวันออกกลาง แถมยังมีพื้นฐานความสัมพันธ์ทางประวัติศาสตร์กับอิรักค่อนข้างน้อย ดังนั้นจีนจึงมีอิทธิพลในอิรักน้อยกว่าใครเมื่อเทียบกับชาติอื่นๆ ที่อยู่ในคณะมนตรีความมั่นคงถาวรแห่งสหประชาชาติ (ยูเอ็นเอสซี)” หม่า เสี้ยวหลิน นักวิชาการผู้เชี่ยวชาญด้านตะวันออกกลางของจีน กล่าว

อย่างไรก็ตาม ใช่ว่าการไม่แสดงบทบาทในเชิงรุกของจีนจะหมายถึงความอ่อนแอของอิทธิพลของจีนในภูมิภาคตะวันออกกลางได้เสมอไป เพราะเมื่อมองอีกมุมหนึ่ง ก็ดูเหมือนว่ารัฐบาลกรุงปักกิ่งเองก็จงใจให้ดำเนินไปเช่นนี้ เพราะอย่างที่ทราบหลักการสำคัญในการดำเนินนโยบายต่างประเทศจีน คือ “การไม่ยุ่งและแทรกแซงปัญหาการเมืองภายในประเทศอื่น”

ดังนั้น จีนจึงอาจจะจงใจไม่เอาตัวเองเข้าไปพัวพันในศึกความขัดแย้งระหว่าง 2 นิกายศาสนาอิสลามในอิรักก็เป็นได้ โดยมุ่งไปที่เรื่องความสัมพันธ์ทางการค้าเศรษฐกิจการลงทุนเป็นหลัก และหลีกหนีให้ไกลจากปัญหาการเมืองและความขัดแย้งในอิรัก

เพราะที่ผ่านมา จีนได้ประโยชน์จากความสัมพันธ์ในเชิงเศรษฐกิจจากอิรักค่อนข้างมาก และปัจจุบันอิรักได้ก้าวขึ้นมาเป็นประเทศผู้ส่งออกน้ำมันรายใหญ่เป็นอันดับ 5 ให้แก่พญามังกรแล้ว และในปีนี้คาดว่าจีนจะรับซื้อผลผลิตน้ำมันที่ผลิตได้ในอิรักมากถึง 25% ของปริมาณการส่งออกน้ำมันทั้งหมดของอิรักอีกด้วย

นอกจากนี้ รัฐวิสาหกิจด้านพลังงานของจีนได้เข้ามาทุ่มเม็ดเงินลงทุนในอิรักกว่าหลายพันล้านเหรียญสหรัฐ ไม่ว่าจะเป็น ไชน่า ปิโตรเลียม คอร์ป (ซีเอ็นพีซี) ซิโนเป็ก โดยทั้งหมดต่างมีแหล่งผลิตและขุดเจาะน้ำมันในพื้นที่ทางตอนใต้ของกรุงแบกแดด เฉพาะแค่ปีที่แล้วปีเดียว ซีเอ็นพีซีสามารถขุดเจาะน้ำมันจากอิรักได้มากถึง 299 ล้านบาร์เรล คิดเป็นปริมาณถึง 1 ใน 3 ที่รัฐวิสาหกิจน้ำมันยักษ์ใหญ่สามารถผลิตได้จากแหล่งในต่างประเทศตลอดทั้งปีนั้นเลยทีเดียว

ทั้งหมดทั้งมวลที่กล่าวมา เป็นการฉายภาพให้เห็นถึงบทบาทและอิทธิพลของจีนในอิรักออกมาให้เห็น และเพื่อทำให้เข้าใจว่า เหตุใดพญามังกรจีนจึงเลือกนิ่งเงียบในวิกฤตการเมืองในอิรักหนนี้จนน่าผิดสังเกต ทั้งๆ ที่ปัจจุบันจีนกำลังผลักดันตนเองขึ้นมามีบทบาทต่อความเป็นไปทางการเมืองระหว่างประเทศไม่น้อย

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท