
ปรับทัพขุนพล ศก.ล้างทุจริตติดเครื่องประเทศ
การโยกย้ายบิ๊กข้าราชการครั้งใหญ่ทั้งระดับปลัดและอธิบดีของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)
โดย...เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง
การโยกย้ายบิ๊กข้าราชการครั้งใหญ่ทั้งระดับปลัดและอธิบดีของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) นับเป็นการดำเนินการอีกขั้นหนึ่งของการฟื้นฟูประเทศครั้งสำคัญ
นอกจากจะมีบิ๊กข้าราชการการเมืองถูกย้ายเป็นหางว่าว ยังมีการโยกย้ายกระทรวงเศรษฐกิจที่สำคัญ ไม่ว่าจะเป็นการโยกย้าย อารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) ไปเป็นปลัดกระทรวงพลังงาน รวมถึงการโยกย้าย ราฆพ ศรีศุภอรรถ อธิบดีกรมศุลกากร ไปเป็นผู้ตรวจกระทรวงการคลัง ที่มีการเปิดตำแหน่งผู้ตรวจขึ้นมารองรับเป็นพิเศษเลยทีเดียว
ขณะเดียวกันก็มีการโยกย้าย สมชัย สัจจพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ไปเป็นอธิบดีกรมศุลกากร และดัน กฤษฎา จีนะวิจารณะ ที่ปรึกษา สศค. ขึ้นเป็นผู้อำนวยการ สศค.คนใหม่
ส่วนกระทรวงพาณิชย์ ที่กุมหัวใจสำคัญกับภาคการส่งออกนั้น ก็มีการโยกย้าย ศรีรัตน์ รัษฐปานะ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ ไปนั่งที่ปรึกษาสำนักนายกรัฐมนตรี และแต่งตั้ง ชุติมา บุณยประภัศร ผู้ตรวจราชการกระทรวงฯ เป็นปลัดคนใหม่แทน
การโยกย้ายผู้บริหารกระทรวงเศรษฐกิจครั้งนี้ มาเร็วกว่าที่คาดไว้กว่า 12 เดือน จากเดิมที่คาดว่าจะปรับทัพกันในเดือน ส.ค. หรือ ก.ย. ซึ่งเป็นฤดูการโยกย้ายปกติ ดังนั้นการโยกย้ายฟ้าผ่าส่วนหนึ่งจึงไม่ต่างอะไรกับการประกาศ “ตัดไม้ข่มนาม” และเป็นการแยกปลาออกจากน้ำ เพื่อจัดแถวข้าราชการให้กลับมาเป็นเสาหลักทางเศรษฐกิจอีกครั้ง
คสช.มุ่งเป้าไปที่ “กรมศุลกากร” เป็นอันดับแรก เพราะเป็นการยิงนกทีเดียวได้หลายตัว เพราะราฆพมีความใกล้ชิดกับรัฐบาลที่ผ่านมา และในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา ราฆพยังทำงานไม่เข้าตา คสช. โดยเฉพาะเรื่องการปราบทุจริตของกรมศุลกากร ซึ่งเป็นเรื่องที่ คสช.ให้ความสำคัญเป็นอันดับต้นๆ
นอกจากนี้ การเอาผิดกับผู้ประกอบการและข้าราชการที่เกี่ยวกับการนำเข้ารถหรูเลี่ยงภาษีก็ไม่คืบหน้าทั้งที่มีหลักฐานชัดเจน ทำให้กรมศุลกากรไม่สามารถกู้ภาพลักษณ์ให้พ้นจากกรมที่มีการทุจริตคอร์รัปชั่นได้ ทั้งๆ ที่คนกระทำความผิดเป็นคนส่วนน้อยของกรม
ขณะเดียวกัน ราฆพในฐานะประธานสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลยังไม่สามารถแก้สลากกินแบ่งราคาแพงได้ เพราะไม่กล้าเข้าไปรื้อโควตาการจำหน่ายสลากกินแบ่งที่เป็นต้นตอของการขายสลากกินแบ่งเกินราคา เพราะมีขบวนการค้ากำไรกันระหว่างทางโดยมีผลประโยชน์ร่วมกันนับหมื่นล้านบาทต่อปี
ยังไม่รวมถึงการชี้แจงงบประมาณปี 2558 ที่ราฆพไม่ได้ไปชี้แจงด้วยตัวเองทำให้ พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รองหัวหน้าฝ่ายเศรษฐกิจของ คสช. ไม่พอใจจนเป็นฟางเส้นสุดท้ายให้ถูกโยกย้ายในที่สุด
สำหรับ สมชัย ที่มาเป็นอธิบดีกรมศุลกากร ก็ต้องถือว่าถูกวางตัวให้มาสางทุจริตครั้งใหญ่ของกรมศุลกากร เนื่องจากสมัยรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก็เคยให้สมชัยไปนั่งเป็นอธิบดีกรมศุลกากร เพื่อล้างทุจริตการวิ่งเต้นซื้อตำแหน่งของข้าราชการกับนักการเมือง แต่การเมืองช่วงดังกล่าวไม่มีเสถียรภาพ เป็นรัฐบาลผสมหลายพรรค ทำให้พรรคที่เสียผลประโยชน์กับการกวาดล้างในกรมศุลกากรเขี่ยสมชัยหลุดจากตำแหน่ง
ก่อนหน้านี้ตำแหน่งอธิบดีกรมศุลกากรมีชื่อ ประสงค์ พูนธเนศ ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจมานั่งในตำแหน่งนี้ เนื่องจากช่วงที่ผ่านมา 1 เดือนกว่าทำงานเข้าตา คสช.เรื่องการปฏิรูปรัฐวิสาหกิจ แต่เมื่อมีการชั่งน้ำหนักแล้ว การส่งสมชัยไปเป็นอธิบดีกรมศุลกากรจะเป็นประโยชน์ต่อภาพลักษณ์ของกรมศุลกากรมากกว่า
นอกจากนี้ สมชัยยังใกล้ชิดกับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ. หัวหน้า คสช. ในฐานะเพื่อนร่วมรุ่นวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) ทำให้รู้ไม้รู้มือกันระดับหนึ่ง ซึ่งกรมศุลกากรนอกจากต้องการคนที่มีความกล้าจะล้างทุจริตแล้ว ยังต้องมีความรู้เรื่องเศรษฐกิจ เพื่อเตรียมกรมศุลกากรให้เป็นประตูเศรษฐกิจของโลก และเตรียมตัวเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนในปลายปี 2558
นอกจากปราบปรามการทุจริตแล้ว คสช.ยังต้องการให้คลังเป็นเสาหลักทางเศรษฐกิจที่จะมีการวางโรดแมปเศรษฐกิจ เดินหน้าบริหารเศรษฐกิจทั้งระยะสั้น กลาง ยาว เต็มรูปแบบเต็มสูบเพื่อโชว์ว่าทหารก็บริหารเศรษฐกิจได้ดีไม่เป็นสองรองใคร ดังนั้นจึงมีแผนการปรับโยกย้ายในตำแหน่งอื่น เพื่อมาขับเคลื่อนมาตรการต่างๆ ให้บรรลุเป้าหมาย
ก่อนหน้านี้ มีแนวคิดให้อารีพงศ์กลับมาเป็นปลัดคลัง เป็นหัวเรือใหญ่ขับเคลื่อนมาตรการทางเศรษฐกิจ จากที่โดนเด้งไปในสมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร แต่เนื่องจาก รังสรรค์ ศรีวรศาสตร์ ปลัดกระทรวงการคลัง ที่เป็นประธานธนาคารทหารไทย มีความใกล้ชิดกับ พล.อ.ประยุทธ์ ที่นั่งเป็นกรรมการธนาคารทหารไทย
ประกอบกับช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา รังสรรค์ก็ทำผลงานได้ดี ทั้งการกู้เงินจ่ายจำนำข้าว 9.2 หมื่นล้านบาท การเบิกจ่ายงบปี 2557 การทำงบประมาณปี 2558 การทำโรดแมปทางเศรษฐกิจและการปฏิรูปรัฐวิสาหกิจได้ระดับหนึ่ง ทำให้สามารถนั่งในตำแหน่งปลัดต่อไปได้จนถึงเกษียณในปี 2558
ดังนั้น จึงมีการโยกอารีพงศ์ไปนั่งเป็นปลัดกระทรวงพลังงาน เพราะเป็นอีกหนึ่งโจทย์ใหญ่ที่ คสช.ต้องการปฏิรูปครั้งใหญ่ ซึ่งเรื่องพลังงานเป็นเรื่องที่ซับซ้อนและมีผลประโยชน์มหาศาล ทำให้ต้องการคนที่มือดีมือสะอาดไว้ใจได้เข้ามาขับเคลื่อนด้านนี้
ขณะที่กฤษฎาที่ขึ้นเป็นผู้อำนวยการ สศค.คนใหม่ ก็ถือว่าเป็นมือดีคนหนึ่งของ สศค. มีพี่น้องเป็น สส.เพื่อไทย แต่ก็ไม่ได้เป็นอุปสรรค เพราะ คสช.ประกาศชัดเจนต้องการดันคนในองค์กรนั้นๆ ขึ้นมาเป็นหัวหน้า ขอให้เป็นมือดีทำงาน มีจุดมุ่งหมายเดียวกัน คือฟื้นฟูประเทศและคืนความสุขให้ประชาชน
สำหรับการโยกย้ายคลังรอบต่อไปน่าจะเป็นการโยกย้ายในเดือน ส.ค. หรือ ก.ย. นี้ ซึ่งเป็นฤดูการโยกย้ายปกติ โดยเป้าหมายอยู่ที่ “กรมสรรพากร” และ “กรมธนารักษ์” เพราะทั้งสองหน่วยมีส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ แต่ที่ผ่านมายังเดินหน้าได้ไม่เต็มสูบ จึงเป็นเป้าใหญ่ในการปรับเปลี่ยนเพื่อกระชับอำนาจในการบริหารเศรษฐกิจของรัฐบาล คสช.ที่จะเกิดขึ้นในเดือน ก.ย.นี้เช่นกัน
ฟากกระทรวงพาณิชย์ก็ถือว่าเซอร์ไพรส์กับวงการพ่อค้าไม่น้อย เพราะศรีรัตน์สนิทแนบแน่นกับพรรคเพื่อไทย และสนองตอบทางนโยบายแบบเต็มเม็ดเต็มหน่วย จนละเลยเรื่องการตรวจสอบ โดยเฉพาะกรณีทุจริตข้าว ซึ่งศรีรัตน์ยังสนิทสนมกับยรรยง พวงราช อดีตปลัดฯ และอดีต รมช.พาณิชย์ อย่างมาก
สำหรับชุติมานั้นมีส่วนสำคัญในการเจรจาการค้าเสรีมาหลายกรอบ เคยเป็นอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศและอธิบดีกรมการค้าภายในก่อนจะถูกลดตำแหน่งเป็นผู้ตรวจราชการฯ เป็นผู้มีความเชี่ยวชาญในการเจรจาการค้ากับต่างประเทศ โดยเฉพาะปัญหาที่กำลังเกิดขึ้นกับสหรัฐและสหภาพยุโรป ทำให้มั่นใจว่าจะแก้ไขอุปสรรคที่เกิดขึ้นได้
การปรับกระทรวงเศรษฐกิจที่ผ่านมา จึงไม่ได้มีเป้าเพื่อล้างบางขั้วอำนาจเก่าเท่านั้น แต่ยังเป็นการจัดแถวครั้งใหญ่เพื่อล้างทุจริตในแวดวงข้าราชการที่เป็นเหมือนมะเร็งร้ายของประเทศ และยังเป็นการเตรียมพร้อมติดเครื่องเดินหน้าเศรษฐกิจให้กลับมาขยายตัวเต็มที่อีกครั้ง







