
ยอดของลม
ในบรรดาลมทั้งหลาย ลมที่ร้ายกาจที่สุดเห็นจะเป็น “ลมปาก” ของคน
ในบรรดาลมทั้งหลาย ลมที่ร้ายกาจที่สุดเห็นจะเป็น “ลมปาก” ของคน เพราะลมปากสามารถพัดให้คนโกรธกัน ทะเลาะกันและเป็นศัตรูกันได้
ขณะเดียวกัน ลมปากของคนก็สามารถทำให้คนเรากลับรักกันได้ กลับมามีความนับถือ มีความศรัทธาต่อกัน กลับมาเป็นมิตรเป็นเพื่อนที่ดีต่อกันได้หากเป็นคำพูดดีๆ
เรื่องลมปากของคนเราจึงมีทั้งทำให้คนรักกัน นับถือกัน เคารพกัน ให้เกียรติซึ่งกันและกัน และมีทั้งทำให้คนเกลียดกัน ทะเลาะกัน ดูหมิ่นดูแคลนกัน ฯลฯ
พระสัมมาสัมพุทธเจ้า จึงตรัสเกี่ยวกับปากของคนเรานั้นมีอยู่ 3 ประเภท
ประเภทแรก คือ คนปากเหม็น ภาษาพระคือ คูถภาณี เหม็นในที่นี้ไม่ได้เกี่ยวไม่ได้แปรงฟันนะ แต่คนประเภทนี้เวลาเข้าสภา เข้าสังคม เข้าไปในหมู่ญาติ ในหมู่ข้าราชการ ในหมู่เจ้า หรือถูกนำตัวไปเป็นพยานในคดีอย่างใดอย่างหนึ่ง ไม่รู้ก็บอกว่ารู้ รู้ก็บอกว่าไม่รู้ ไม่เห็นก็บอกว่าเห็น เห็นก็บอกว่าไม่เห็น เป็นคนโกหกทั้งที่รู้ เพราะเห็นแก่ตนบ้าง เห็นแก่คนอื่นบ้าง เพราะเห็นแก่ลาภผลเล็กน้อยบ้าง
ประเภทที่ 2 คือ คนปากหอม หรือ ปุบผภาณี ลักษณะความประพฤติก็ตรงกันข้ามกับคูถภาณี คือ เวลาเข้าสภา เข้าสังคม เข้าไปในหมู่ญาติ ในหมู่ข้าราชการ ในหมู่เจ้า หรือถูกนำตัวไปเป็นพยานในคดีอย่างใดอย่างหนึ่ง ไม่รู้ก็บอกว่าไม่รู้ รู้ก็บอกว่ารู้ เห็นก็บอกว่าเห็น ไม่เห็นก็บอกว่าไม่เห็น ไม่เป็นคนโกหกทั้งรู้ เพราะเห็นแก่ตนบ้าง เห็นแก่คนอื่นบ้าง เพราะเห็นแก่ลาภผลเล็กน้อยบ้าง
ประเภทที่ 3 คนปากหวาน หรือ มธุภาณี คือเป็นผู้ละวาจาหยาบ พูดแต่วาจาใดไม่มีโทษ สบายหู น่าดูดดื่มจับใจ เป็นคำชาวเมือง (พูดกัน) เป็นที่ใคร่ เป็นที่พอใจแห่งชนมาก
ความน้อยใจไม่ใช่ว่าคนเท่านั้นที่จะเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ รู้ไหมว่าสัตว์ก็น้อยใจเป็นด้วยเหมือนกัน
บอกกันดีๆ มีหรือที่จะไม่ทำ
มีปากอีกประเภทหนึ่งเรียกว่า “ปากอัปมงคล” คือ ปากของคนที่ชอบพูดเสียดสี กระทบกระทั่งคนอื่น ยุยงให้คนอื่นแตกแยก พูดคำหยาบ น้ำเสียงกระด้าง กระโชกโฮกฮาก พูดโกหกหลอกลวงเพื่อผลประโยชน์ของตนเอง พูดเหลวไหล พูดไปเรื่อย พูดไม่มีหลักฐาน
“ปากอัปมงคล” พาจน พูดไปมีเสียกับเสีย เช่น เสียเงิน เสียทรัพย์ เสียไร่เสียนา เสียเพื่อน เสียเมีย เสียผัว สรรพเสีย ถ้าได้ก็ได้แต่ความทุกข์ ความเดือดร้อนใจ กินไม่ได้ อยู่ไม่สุข นอนไม่สุข
เรื่องนี้มีตัวอย่าง ในสมัยของพระเจ้าคันธาระครองเมืองตักศิลา พระโพธิสัตว์เกิดเป็นโค ชื่อว่า “นันทวิสาล” เป็นโคที่ไม่เพียงมีรูปร่างสวยงามเท่านั้น แต่ยังมีพละกำลังมหาศาล สามารถลากเกวียนเป็นพันๆ เล่มที่บรรทุกสินค้าผูกติดกันไปได้สบายๆ เป็นร้อยๆ โยชน์
เจ้าของโคนันทวิสาลเป็นพราหมณ์แก่คนหนึ่ง ที่เลี้ยงและรักนันทวิสาลดังลูกชาย ฝ่ายนันทวิสาลก็อยากตอบแทนคุณพราหมณ์ที่เลี้ยงมาจึงให้พราหมณ์ไปท้าพนันกับโควินทกเศรษฐี ว่าโคของเราสามารถลากเกวียน 100 เล่มบรรทุกด้วยทราย กรวด หิน ที่ผูกติดกันไปได้ และขอพนันด้วยด้วยเงินพันกหาปณะ
ด้านเศรษฐีตอบตกลง รุ่งเช้าถึงเวลาแข่ง พรามหมณ์ขึ้นนั่งบนเกวียน เงื้อปฏักขึ้นพร้อมตวาดว่า ไปๆ ไอ้เจ้าโคโง่ ไอ้เจ้าขี้โกง เจ้าจงลากเกวียนไปเดี๋ยวนี้
นันทวิสาลพอได้ยินพราหมณ์ใช้คำพูดอย่างนั้น ก็น้อยใจว่าพราหมณ์เรียกเราอย่างนี้ได้อย่างไรกัน เราไม่ใช่สัตว์ประเภทนั้น ว่าแล้วก็ยืนนิ่งไม่เคลื่อนไหว สุดท้ายพราหมณ์เลยเสียเงินพันกหาปณะให้เศรษฐี
ฝ่ายพราหมณ์พอแพ้พนันก็เศร้าเสียใจนอนโทรมบนเตียง โคเห็นสภาพแล้วก็สงสารเลยไปพูดกับพราหมณ์ให้ไปท้าพนันอีกเป็นสองเท่า และขอร้องอย่าใช้คำแบบนั้น (ขี้โกง โง่) กับเราเป็นอันขาด แล้วเราจะให้ท่านสมหวัง
เย็นวันนั้นพราหมณ์ก็ไปท้าพนันเศรษฐีอีก และทางเศรษฐีก็รับคำท้า รุ่งเช้าแข่งขันพราหมณ์เรียกโคนันทวิสาลว่า ลูกรักเอ๋ย เจ้าจงลากเกวียนหนึ่งร้อยเล่มที่บรรทุกด้วยหิน กรวด ทรายเหล่านี้ไปเร็วพลัน
สิ้นเสียงคำน่ารักของพราหมณ์ โคนันทวิสาลลากเกวียนหนึ่งเล่มที่ผูกติดกันไปถึงจุดโดยเร็ว ทำให้พราหมณ์ชนะพนัน
เรื่องนี้อย่างน้อยก็เป็นอุทาหรณ์ให้กับหลายคน ว่าแต่ว่าคำน่ารักนั้น ควรต้องออกมาจากใจของผู้พูดเท่านั้นจึงจะมัดใจผู้ฟังได้สนิท







