
การเติบโต : ดูแลตัวเองด้วยนะ
เรามักมีคำอวยพรเสมอในช่วงเทศกาลสำคัญ การให้ศีลให้พรที่ผู้ใหญ่ให้กับผู้เยาว์
เรามักมีคำอวยพรเสมอในช่วงเทศกาลสำคัญ การให้ศีลให้พรที่ผู้ใหญ่ให้กับผู้เยาว์ หรือผู้เยาว์รดน้ำอวยพรผู้ใหญ่เพื่อเป็นสิริมงคลกับชีวิต เป็นประเพณีที่ดีงามที่ได้สื่อสารแสดงความรัก ความเคารพ ความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน แต่ละฝ่ายต่างมีความสุขใจ อิ่มใจที่ได้ให้และได้รับคำอวยพร และความสุขใจ จากนั้นชีวิตและความรู้สึกอิ่มเอมในใจก็ค่อยๆ เข้าสู่ชีวิตตามปกติและจางคลายไปตามเวลา ตัวอย่างคำอวยพรที่พวกเราคุ้นเคย เช่น ขอให้มีสุขภาพแข็งแรง ขอให้การงานสำเร็จเจริญก้าวหน้า ขอให้เจริญในธรรมะ มั่งมีศรีสุข ฯลฯ สิ่งที่น่าสนใจ คือ คำอวยพรเหล่านี้เราทุกคนต่างคุ้นเคยที่จะได้รับฟัง ได้รับรู้และคุ้นเคยที่จะบอกเล่า หยิบยื่นให้กับคนอื่น แต่สิ่งที่หลายคนอาจไม่คุ้นเคย คือ การระลึกและตื่นรู้ว่าคำอวยพรก็เป็นแค่คำอวยพร
พรวิเศษที่แท้จริงเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อพรวิเศษนำไปสู่ความสัมฤทธิผล และสิ่งนี้เกิดขึ้นก็ต่อเมื่อนำไปสู่การปฏิบัติ การปฏิบัติต่อการดำเนินชีวิต ชีวิตที่ประกอบด้วยมิติกาย จิตใจ สังคมและจิตวิญญาณ เริ่มตั้งแต่การดูแลสุขภาพทางกาย : อาหาร การออกกำลังกาย อากาศที่ดี มิติทางจิตใจ การดูแลอารมณ์ความรู้สึก มิติทางสังคมในด้านการดูแลจัดการด้านความสัมพันธ์ และจิตวิญญาณ ในฐานะสิ่งที่ต้องศึกษาเรียนรู้เพื่อเข้าถึงจิตวิญญาณ การเข้าใจ การเข้าถึงความจริงของชีวิต ความจริงของธรรมชาติ รวมไปถึงการฝึกฝน พัฒนาด้านคุณธรรม จิตสำนึกต่อสิ่งรอบตัว : คุณธรรม จิตสำนึกต่อสังคม สิ่งแวดล้อม ธรรมชาติ
สังคมตะวันตกไม่ได้มีรูปแบบการอวยพรเหมือนแบบที่สังคมไทยถือปฏิบัติ แต่การให้คำอวยพรของสังคมตะวันตกก็มีวัฒนธรรมในแบบของตนแฝงอยู่ “Take care of yourself ดูแลตัวเองด้วยนะ” สังคมตะวันตกมักมีคำจากลาด้วยประโยคข้างต้น ถ้อยความนี้สะท้อนถึงคำเตือนต่อภารกิจความรับผิดชอบที่เราพึงมีและให้กับตนเอง ความรักที่เรามีต่อชีวิต ต่อตัวเราเองย่อมหมายถึงการสร้างสรรค์ ทำสิ่งที่ดีให้กับชีวิตของเราเอง ดังนั้นเมื่อใดที่เราพบว่ามีบางสิ่งเกิดขึ้นกับชีวิต เช่น การเจ็บป่วยด้วยโรคภัยไข้เจ็บ อุบัติเหตุ ความแตกร้าวในความสัมพันธ์ ความเครียด เหนื่อย กังวลกับการงาน อนาคตที่หวาดวิตกและชวนกังวล รวมไปถึงการมีอดีตที่เศร้าหมอง ทุกข์โศก ฯลฯ สภาพเช่นนี้สะท้อนว่ามีอาการ “สอบตกกับการดูแลตนเอง”
เราจะเข้าใจความหมายถ้อยความนี้ได้ก็ต่อเมื่อ เราหันกลับมาใส่ใจ “ตัวเอง” และถอดรหัสบางอย่างที่ซ่อนอยู่ ในมุมมองพุทธศาสนา ชีวิตประกอบด้วยขันธ์ ๕ : รูป (ร่างกาย) เวทนา (ความรู้สึก) สัญญา (ความจำได้หมายรู้) สังขาร (การคิดนึกปรุงแต่ง) และวิญญาณ (การรับรู้ทางอายตนะต่างๆ) หรือมุมมองจิตวิทยา ตะวันตกที่มองชีวิตคนคนหนึ่งในรูปแบบภาพจำลอง คือ ภูเขาน้ำแข็ง ที่แบ่งปันส่วนที่อยู่เหนือและใต้แผ่นน้ำแข็ง ส่วนของภูเขาที่อยู่แผ่นน้ำแข้ง คือ พฤติกรรมการกระทำที่แสดงออก ขณะที่ใต้ภูเขาน้ำแข็ง ซึ่งไม่สามารถมองเห็นได้ คือ ชั้นของความรู้สึก ความคิด ความเชื่อ ทัศนคติ ความคาดหวังต่างๆ ความโหยหา ปรารถนา
และไม่ว่ารหัสในตัวเราจะมองในบริบทเชิงพุทธหรือจิตวิทยาตะวันตก สิ่งที่สำคัญคือ เมื่อเกิดปัญหาใดๆ ก็ตาม สิ่งที่พึงแยกแยะ คือ ส่วนไหนที่แก้ไขเปลี่ยนแปลงได้ ส่วนไหนทำไม่ได้ แน่นอนว่า ปัญหาเกิดขึ้นแล้ว เช่น การพลัดพราก การลาจาก การสูญเสีย เนื่องด้วยอุบัติเหตุ โรคภัยไข้เจ็บ การกระทำของธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม บุคคลภายนอก สิ่งเหล่านี้เราแก้ไขไม่ได้ แต่สิ่งที่เราแก้ไขเปลี่ยนแปลงได้ คือ ปฏิกิริยา ท่าทีที่มีต่อปัญหาที่เกิดขึ้น เช่น มุมมอง ทัศนคติ ความคาดหวัง ความรู้สึกที่มีต่อปัญหา เรื่องราวที่เกิดขึ้น ในแง่บริบทเชิงพุทธ ก็คือ การเปลี่ยนแปลงที่ระดับเวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ โดยการตระหนักรู้ผ่าน “สติ ปัญญา สัมปชัญญะ”
อะไรคือ ความคิด ความเชื่อ ความคาดหวังเดิมที่เป็นอยู่ และครอบงำตัวเรา มันก่อความทุกข์ให้กับเราอย่างไร ความที่องค์ประกอบเหล่านี้เปลี่ยนแปลงได้นี้เองที่จะนำเราไปสู่การมีทางเลือกใหม่ๆ อื่นๆ ได้ ในการรับมือกับปัญหาข้างต้น อย่างไรก็ดีการมีความสามารถในการปรับเปลี่ยนสิ่งที่เปลี่ยนแปลงได้เป็นเรื่องที่ต้องเรียนรู้ ฝึกฝนพัฒนา เช่น การเรียนรู้และเข้าใจในความเป็นตัวเรา อุปนิสัย ทัศนคติที่ยึดถือ การให้คุณค่ากับสิ่งต่างๆ การเรียนรู้ว่าเรายึดถืออะไร มีความเชื่อ ทัศนคติที่คลาดเคลื่อนต่อความจริง ต่อกฎของธรรมชาติอย่างไร สิ่งเหล่านี้คือ หนทางสู่การเรียนรู้ตนเอง สู่การสร้างสรรค์ความสามารถในการรับมือกับปัญหา ในแง่การดูแลมิติทางกาย มิติความสัมพันธ์ทางสังคม ก็เป็นเรื่องของการตื่นรู้ สำนึกรู้ในชีวิต และบริบทรอบตัว
“ดูแลตัวเองด้วยนะ” จึงเป็นการลงมือ และกระทำต่อความรับผิดชอบที่มีต่อตนเอง การเรียนรู้ การทำความเข้าใจโลก และชีวิต การมีสำนึกรู้ในความรับผิดชอบ รวมไปถึงการมีคุณภาพจิตใจที่รัก และรับผิดชอบต่อครอบครัว ต่อสังคมด้วยการไม่สร้างภาระ ไม่สร้างผลกระทบเชิงลบ แต่มุ่งสร้างสรรค์สิ่งที่ดีมีคุณค่าต่อตนเอง สังคม และครอบครัว







