posttoday

ได้เวลาเจมส์! โคลอมเบีย ทุบ จอมโหด นิ่ม 2-0 ลิ่วชน แซมบ้า

29 มิถุนายน 2557

เจมส์ โรดริเกซ เหมาคนเดียวสองประตู ช่วยให้ โคลอมเบีย เอาชนะ อุรุกวัยไปได้ 2-0

ฟุตบอลโลก 2014

รอบ 16 ทีมสุดท้าย
โคลอมเบีย vs อุรุกวัย
วันที่: 28 มิ.ย.57 เวลา: 03.00 น. (เช้าวันอาทิตย์ที่ 29 มิ.ย.57 ตามเวลาประเทศไทย)

ศึกแห่งศักดิ์ศรีของทวีปอเมริกาใต้คู่ที่สองในรอบ 16 ทีมสุดท้าย เรียกได้ว่ามาพบกับกันถูกที่ถูกเวลาพอดี โดย โคลอมเบีย แชมป์กลุ่ม ซี ที่โชว์ฟอร์มแกร่งในรอบแรก ด้วยการเก็บชัยชนะ 3 นัดรวด กวาด 9 คะแนนเต็ม นั้นไม่มีปัญหาในเรื่องของตัวผู้เล่นตัวหลักแต่อย่างใด เกมนัดนี้ โฮเซ่ เปเกร์มัน จัดทัพนำโดย เจมส์ โรดริเกซ ดาวเตะฟอร์มฮอตจาก โมนาโก ในลีกเองที่ทำไปแล้ว 3 ประตูในฟุตบอลโลกครั้งนี้ พร้อมกับตัวหลักที่พักไปในเกมที่แล้วอย่าง เตโอฟิโล่ กูเตียร์เรซ, คริสเตียน ซาปาต้า และกัปตันทีมจอมเก๋าอย่าง มาริโอ เยเปส

ส่วน "จอมโหด" อุรุกวัย ที่สามารถเอาตัวรอดมาได้จากกลุ่มแห่งความตาย และผ่านเข้ารอบมาในฐานะทีมอันดับที่ 2 ของกลุ่ม ดี นั้นจะไม่มี หลุยส์ ซัวเรซ ที่ถูกฟีฟ่าแบนยาวถึง 9 นัด หลังจากไปกัด จอร์โจ้ คิเอลลินี่ ทำให้ ออสการ์ วอชิงตัน ตาบาร์เรซ นั้นจำเป็นต้องเรียกใช้ ดิเอโก้ ฟอร์ลัน ลงมายืนแทนตำแหน่งของ ซัวเรซ ส่วนตำแหน่งอื่นเน้นใช้นักเตะที่มีประสบการณ์ลงสนาม ไล่มาตั้งแต่แนวรับอย่้าง ดิเอโก้ โกดิน ยืนคู่กับ โฮเซ่ คิเมเนซ ปราการหลังดาวรุ่งที่ลงสนามในเกมที่อุรุกวัยพบกับทีมใหญ่อย่าง อิตาลี และ อังกฤษ มาแล้ว ส่วนแนวรุกยังมี เอดินสัน คาวานี่ ที่พร้อมจะก้าวขึ้นมาเป็นความหวังสูงสุดของทีมหลังไร้เงา ซัวเรซ

คู่นี้เคยเจอกันเพียงครั้งเดียวในฟุตบอลโลก โดยทีมจอมโหดแซงชนะ 2-1 ในรอบแบ่งกลุ่ม 1962 และยังเป็นหนเดียวที่โคลอมเบียเจอคู่แข่งร่วมทวีปในรายการนี้ด้วย ขณะที่สถิติที่ทั้งสองทีมพบกันในทุกรายการ เป็น อุรุกวัย ที่ทำได้ดีกว่า โดยชนะถึง 6 จาก 8 เกมหลังที่พบโคลอมเบีย (เสมอ 1 แพ้ 1)

เริ่มเกมมา เป็น โคลอมเบีย ที่เดินเกมรุกเข้าใส่ อุรุกวัย แต่ยังไม่ค่อยไหลต่อเนื่องสักเท่าไหร่ เนื่องจากแข้งจอมโหดไล่ตามเตะแทบจะทุกจังหวะ ทำเอานักเตะ โคลอมเบีย หัวเสียไปตามๆ กัน ร้อนถึงผู้ตัดสินที่ต้องมาเบรคนักเตะทั้งสองฝ่ายอยู่บ่อยครั้ง

นาทีที่ 12 ฮวน ซุนญิก้า กระชากบอลมาจากตรงกลางสนาม ก่อนสับไกระยะร่วมๆ 30 หลา บอลพุ่งกระดอนพื้นจน เฟร์นานโด มุสเลร่า นายทวารของ อุรุกวัย ถึงกับรับกระฉก ยังดีที่เจ้าตัวตามมาตะครุบได้ทัน

หลังจากนั้นเป็น อุรุกวัย ที่เริ่มเป็นฝ่ายครองเกมได้บ้าง แต่โอกาสจบสกอร์ต้องบอกได้เลยว่ายังเงียบฉี่

นาทีที่ 23 โคลอมเบีย ได้ลูกฟรีคิก และเป็น ซุนญิก้า คนเดิมที่กดบอลเต็มแรง แต่บอลนั้นหลุดกรอบไปไกล

และแล้ว โคลอมเบีย ก็มาได้ประตูขึ้นนำจนได้จากจังหวะที่แนวรับ อุรุกวัย เคลียร์บอลมาไม่ดี เป็น อเบล อากีลาร์ ที่โหม่งตั้งมาให้ เจมส์ โรดริเกซ พักอกหนึ่งทีก่อนจะฮาล์ฟวอลเลย์เข้าไปแบบสุดสวย เป็นประตูที่สี่ของเจ้าตัวในศึกฟุตบอลโลกหนนี้ด้วย

ผ่านมาครึ่งชั่วโมงแรก คาวานี่ ไปถึงสุดเส้นหลังก่อนเปิดเข้ามาด้วยซ้ายหน้ากรอบเขตโทษ แต่ คริสเตียน โรดริเกซ พุ่งตอร์ปิโดไม่โดนสามนาทีต่อมา เอดินสัน คาวานี่ ลองปั่นฟรีคิกระยะ 25 หลา บอลนั้นโค้งออกหลังไปแบบหวาดเสียว

นาทีที่ 39 คริสเตีย โรดริเกซ ได้ลองยิงเต็มข้อในกรอบ แต่บอลยังไปติดเซฟ ดาวิด ออสปิน่า

ในช่วงท้ายเกมไม่มีทีมไหนทำประตูได้ จบครึ่งแรกเสมอกันอยู่ 1-0

เริ่มครึ่งหลังมาได้แค่ 5 นาที โคลอมเบีย น่า 2-0 จากจังหวะที่ ปาโบล อาร์เมโร่ เปิดโค้งไปที่เสาสองให้ ฮวน กวาดราโด้ โหม่งชงเข้ามาในกรอบหกหลาให้ เจมส์ โรดริเกซ แปง่ายๆ เข้าไปไม่เหลือ เป็นประตูที่สองของเจ้าตัวในเกมนี้ และประตูที่ 5 ในศึกฟุตบอลโลกครั้งนี้ของดาวรุ่งวัย 22 ปีรายนี้อีกด้วย

พอเสียประตู ออสการ์ วอชิงตัน ตาบาร์เรซ ตัดสินใจแก้เกมด้วยการส่ง คริสเตียน สตูอานี่ และ กาสตอน รามิเรซ ลงมาแทน ดิเอโก้ ฟอร์ลัน กับ อัลวาโร่ เปเรยร่า ที่ดูเหมือนจะไม่ค่อยมีบทบาทกับเกม

เกมดำเนินมาถึงหนึ่งชั่วโมงแรก อัลวาโร่ กอนซาเลซ ได้ลองยิงไกลแต่ ออสปิน่า ยังเซฟเอาไว้ได้อย่างยอดเยี่ยม

สี่นาทีต่อมา คริสเตียน โรดริเกซ กดเต็มข้อในพื้นที่อันตราย แต่ยังไม่ผ่านมือนายทวารโคลอมเบีย ที่ต้องออกแรงเหนื่อยพอสมควรในเกมนี้

นาทีที่ 74 อุรุกวัย น่าจะได้ประตูตีไข่แตกจริงๆ หลัง คริสเตียน สตูอานี่ ลองเปิดยัดเข้าไปบริเวณเสาสอง บอลนั้นทำท่าว่าจะย้อยเข้าเสาประตูอยู่แล้ว แต่ ดาวิด ออสปิน่า บินมาปัดได้ทัน

ก่อนหมดเวลา 5 นาที อุรุกวัย ที่เดินเกมบุกแหลกตลอดครึ่งหลัง ได้ลุ้นประตูอีกหน จาก เอดินสัน คาวานี่ แต่ ออสปิน่า คนเดิม ก็ยังคงเซฟเอาไว้ได้

ในช่วงท้ายเกม แม้ว่า อุรุกวัย จะเป็นฝ่ายที่ครองเกมและสร้างโอกาสลุ้นประตูได้มากกว่า แต่แนวรับ โคลอมเบีย โดยเฉพาะผู้รักษาประตูอย่าง ดาวิด ออสปิน่า ยังคงทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม จบเกม โคลอมเบีย เอาชนะ อุรุกวัย ไปได้ 2-0 ผ่านเข้าสู่รอบ 8 ทีมสุดท้ายได้เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ โดนจะเข้าไปพบกับเจ้าภาพบราซิล ที่เอาชนะ ชิลี มาได้


โคลอมเบีย
ดาวิด ออสปิน่า, ฮวน ซุนญิก้า, คริสเตียน ซาปาต้า, มาริโอ เยเปส, ปาโบล อาร์เมโร่, คาร์ลอส ซานเชซ, อเบล อากีลาร์, ฮวน กวาดราโด้, เจมส์ โรดริเกซ, แจ็คสัน มาร์ติเนซ, เตโอฟิโล่ กูเตียร์เรซ

อุรุกวัย
เฟร์นานโด มุสเลร่า, มาร์ติน คาเซเรส, โฮเซ่ คิมิเนซ, ดิเอโก้ โกดิน, อัลวาโร่ เปเรร่า, อัลวาโร่ กอนซาเลซ, เอกิดิโอ อเรวาโล่ ริออส, คริสเตียน โรดริเกซ, มักซี่ เปเรยร่า, ดิเอโก้ ฟอร์ลัน, เอดินสัน คาวานี่

ข่าวล่าสุด

น้ำผลไม้ MALEE ขยับตัวรุกอุตสาหกรรมสุขภาพ-ความงาม