
ศก.ติดเครื่อง
บริโภคลงทุนใช้จ่ายภาครัฐกระเตื้องกสิกรคาดทั้งปีสินเชื่อโตทะลุ57%ส่งออกติดลบต่อเนื่องเป็นเดือนที่3
บริโภคลงทุนใช้จ่ายภาครัฐกระเตื้องกสิกรคาดทั้งปีสินเชื่อโตทะลุ57%ส่งออกติดลบต่อเนื่องเป็นเดือนที่3
การลงทุนการใช้จ่ายคึกคัก ฟื้นเศรษฐกิจไทยแทนส่งออก พ.ค.กู่ไม่กลับติดลบ 2.14%
นายสมชัย สัจจพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยว่า การใช้จ่ายในประเทศเริ่มดีขึ้นในเดือน พ.ค. แต่การใช้จ่ายต่างประเทศเริ่มลดลงทั้งส่งออกสินค้าและบริการ
“สศค.คาดว่าเครื่องยนต์เศรษฐกิจไทย ได้แก่ การบริโภคการลงทุนภาคเอกชน และการใช้จ่ายภาครัฐ จะกลับมามีพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้อย่างเต็มศักยภาพมากขึ้นตั้งแต่เดือนมิ.ย.เป็นต้นไป” นายสมชัย กล่าว
นางนันทวัลย์ ศกุนตนาค อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กล่าวว่า การส่งออกสินค้าไทยในเดือน พ.ค. 2557 มีมูลค่า 1.94 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง 2.14% จากเดือน พ.ค. 2556 ลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 3 ขณะที่การนำเข้ามีมูลค่า 2.02 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง 9.32% ส่งผลให้ไทยขาดดุลการค้า 808 ล้านเหรียญสหรัฐ
นายบุณยสิทธิ์ โชควัฒนา ประธานเครือสหพัฒน์ กล่าวว่า ให้คะแนน 9.9 จากคะแนนเต็ม 10 ในเรื่องแผนพัฒนาเศรษฐกิจของ คสช. และขณะนี้ต้องเร่งกระตุ้นการส่งออกและส่งเสริมการลงทุนเพื่อให้คนส่วนมากมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น
“ไทยควรจะเร่งขยายธุรกิจในเอเชีย อาทิ จีน ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย หรือกระทั่งทวีปแอฟริกา ผนึกกำลังกลุ่มอาเซียน ช่วยสร้างอำนาจการต่อรองโลกแห่งการค้าในยุโรปและอเมริกาได้” นายบุณยสิทธิ์ กล่าว
นายเชาว์ เก่งชน กรรมการผู้จัดการ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย กล่าวว่า สินเชื่อธนาคารพาณิชย์เดือน พ.ค.เพิ่มขึ้น 3.71 หมื่นล้านบาท หรือ 7.92% จากเดือน เม.ย. คาดปีนี้สินเชื่อทั้งระบบจะเติบโตได้ 57%
นายวีรพงศ์ ไชยเพิ่ม ผู้ว่าการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กล่าวว่า บรรยากาศการลงทุนดีขึ้น คาดว่ายอดขาย/เช่าพื้นที่ในนิคม ปีนี้จะเพิ่มขึ้นถึง 4,000 ไร่ สูงกว่าเป้าเดิมที่คาดไว้ 3,000 ไร่
ด้านที่ประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการค้าและการพัฒนา รายงานว่า การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (เอฟดีไอ) ทั่วโลก ในปี 2556 มีมูลค่า 1.45 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 9% โดยสหรัฐเป็นแหล่งรองรับการลงทุนมากที่สุดของโลก รองลงมาเป็นจีนและรัสเซีย
ขณะเดียวกัน เอฟดีไอไหลเข้าภูมิภาคเอเชียมากที่สุดของโลก มูลค่า 3.82 แสนล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 30% โดยไทยอยู่ในอันดับ 3 มูลค่า 1.3 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐทั้งนี้คาดว่าเอฟดีไอโลกจะเพิ่มขึ้นถึง1.6 ล้านล้านเหรียญสหรัฐในปีนี้







