
"จารุพงศ์" ตั้ง "เสรีไทย" เลี้ยงกระแสบอนไซ "คสช."
สถานการณ์ของ “คณะรักษาความสงบแห่งชาติ” (คสช.) ในเวลานี้ดูเหมือนว่าจะปวดหัวกับแรงกดดันจากนอกประเทศมากกว่าภายในประเทศ
โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์
สถานการณ์ของ “คณะรักษาความสงบแห่งชาติ” (คสช.) ในเวลานี้ดูเหมือนว่าจะปวดหัวกับแรงกดดันจากนอกประเทศมากกว่าภายในประเทศ หลังจากสหรัฐและสหภาพยุโรปออกมามีท่าทีกดดันพอสมควร โดยอาศัยข้ออ้างเรื่องความไม่เป็นประชาธิปไตยภายในประเทศไทย
แม้ คสช.จะเก็บอาการไม่เล่นบทแรงตอบโต้ด้วยการอ้างอย่างแข็งกร้าวว่า “อย่ามายุ่งกับกิจการภายในประเทศ” เหมือนกับประเทศอื่นในโลกทำเวลาถูกต่างประเทศแทรกแซง แต่การที่กระทรวงต่างประเทศและ คสช.เชิญ เฆซุส มิเกล ซันส์ เอกอัครราชทูตแห่งสหภาพยุโรปประจำประเทศไทย และผู้ช่วยทูตทหาร 22 ประเทศ มาทำความเข้าใจถึงสถานการณ์ทางการเมืองในประเทศไทย ย่อมเป็นสัญญาณที่แสดงให้เห็นว่า คสช.เป็นห่วงกับภาวะ “โลกล้อมไทย” อยู่ไม่น้อย
เมื่อ คสช.กำลังเผชิญกับสถานการณ์โลกล้อมไทย จึงเป็นช่องหนึ่งที่ฝ่ายตรงข้ามได้นำมาขยายผลเพื่อทำลายความน่าเชื่อถือของ คสช. โดยมี “จารุพงศ์ เรืองสุวรรณ” อดีตหัวหน้าพรรคเพื่อไทย และ รมว.มหาดไทย เป็นหอกข้างแคร่ของ คสช.ในเวลานี้
จารุพงศ์นับเป็นคนแรกๆ ที่ คสช.หมายหัวเอาไว้ เพราะเห็นว่าอดีตบิ๊กเพื่อไทยรายนี้มีบทบาทในทางการเมืองพอสมควรตั้งแต่ก่อนเกิดการรัฐประหาร เห็นได้จากการเป็นโต้โผสำคัญในการระดมกำนันผู้ใหญ่บ้านให้ออกมาต่อต้านการเคลื่อนไหวของคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.)
ต่อมาภายหลังการยึดอำนาจ คสช.พยายามใช้ทุกวิธีเพื่อหาทางควบคุมตัวจารุพงศ์ เริ่มตั้งแต่ไม้นวมอย่างการออกคำสั่งให้มารายงานตัว สั่งสถาบันการเงินให้อายัดการทำธุรกรรม ไปจนถึงไม้แข็งผ่านการออกหมายจับโดยศาลทหาร แต่จนแล้วจนรอดก็ไม่อาจนำตัวมาดำเนินคดีได้ จนกระทั่ง คสช.ถูกจารุพงศ์ท้าทายผ่านการออกแถลงการณ์จัดตั้งองค์กรที่มีชื่อว่า “เสรีไทยเพื่อสิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตย”
จารุพงศ์พยายามเคลื่อนไหวในเชิงสัญลักษณ์เปรียบตัวเองเหมือนกับคณะราษฎรเพื่อประกาศอิสรภาพ ดูได้จากคำประกาศก่อตั้งองค์กรเสรีไทยในวันที่ 24 มิ.ย. 2557 ซึ่งเป็นวันเดียวกับการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นระบอบประชาธิปไตย พร้อมกับแสดงวัตถุประสงค์ขององค์กรเสรีไทยจำนวน 6 ข้อ ประหนึ่งเหมือนกับ “หลัก 6 ประการ” ที่บัญญัติอยู่ในประกาศคณะราษฎรฉบับที่ 1 เมื่อวันที่ 24 มิ.ย. 2475
“ข้าพเจ้าและเพื่อนผู้ร่วมอุดมการณ์ ทั้งในประเทศไทยและทั่วโลก จึงได้มีมติร่วมกันในการจัดตั้งองค์กรเสรีไทยเพื่อสิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตย โดยมีวัตถุประสงค์เบื้องต้นในการก่อตั้ง ดังต่อไปนี้ 1.ต่อต้านระบอบเผด็จการทหารและเครือข่ายอำมาตย์ เพื่อให้อำนาจสูงสุดเป็นของประชาชน 2.ฟื้นฟูและเสริมสร้างระบอบประชาธิปไตย ให้มีความถาวรและเป็นเสาหลักของสังคมไทย 3.เคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ความเสมอภาค เสรีภาพ และสันติภาพ 4.ส่งเสริมระบบเศรษฐกิจเสรีและเป็นธรรม 5.ปฏิรูปวัฒนธรรมไทยให้สอดรับกับระบอบประชาธิปไตย 6.พัฒนาคุณภาพประชาชนไทยสู่ความเป็นสากล” คำแถลงของจารุพงศ์ เมื่อวันที่ 24 มิ.ย.ที่ผ่านมา
ขณะเดียวกัน การเคลื่อนไหวของอดีต มท.1 รายนี้มีจุดที่น่าสนใจ คือ การประกาศลาออกจากการเป็นหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ซึ่งมองเป็นอย่างอื่นไม่ได้นอกจากกันตัวเองออกจากพรรคเพื่อไม่ให้พรรคเพื่อไทยถูกดำเนินคดีไปด้วย
ปัจจุบัน คสช.ได้รับรองสถานะของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2550 นั่นหมายความว่า หากจารุพงศ์เคลื่อนไหวต่อต้าน คสช.ในสภาพที่ตัวเองยังเป็นหัวหน้าพรรคอยู่ย่อมไม่เป็นผลดีต่อพรรค
กกต.อาจอาศัยมาตรา 94 (3) ของพระราชบัญญัติพรรคการเมืองที่บัญญัติถึงการกระทำอันเป็นปฏิปักษ์ต่อระบอบประชาธิปไตยมาเป็นเหตุเพื่อยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยยุบพรรคเพื่อไทยได้ ดังนั้นจารุพงศ์จึงต้องหันหลังให้กับพรรค และพรรคเพื่อไทยเองก็เห็นด้วย เพราะพรรคเองต้องการเก็บเนื้อเก็บตัวเพื่อนับถอยหลังสู่การเลือกตั้งในอีก 1-2 ปีข้างหน้า
ไม่เพียงเท่านี้ เมื่อมองในมุมกลับถึงการเคลื่อนไหวของจารุพงศ์ในครั้งนี้ เป้าหมายไม่ได้อยู่ที่การจุดกระแสเพื่อก่อม็อบชุมนุมขับไล่ คสช.เหมือนกับการชุมนุมของม็อบสีเสื้อที่ต่อต้านรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งแบบในอดีต เพราะรู้อยู่แก่ใจแล้วว่าบรรยากาศในตอนนี้ไม่เอื้อต่อการระดมคนจัดการชุมนุม เพียงแต่ต้องการสร้างกระแสบอนไซ คสช.ไปทีละเล็กละน้อยเท่านั้น
ที่สำคัญ อย่าลืมว่าขณะนี้ คสช.ไม่ได้รับเฉพาะดอกไม้เพียงอย่างเดียว แต่กำลังรับก้อนอิฐด้วย หลังจาก คสช.เริ่มถูกตั้งคำถามถึงการใช้อำนาจรัฏฐาธิปัตย์ปิดกั้นการแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการทำงานของ คสช. โดยเฉพาะการพยายามขอความร่วมมือจากสื่อมวลชนในการนำเสนอข่าวสารสู่สาธารณะ
ตรงนี้เองนับเป็นช่องให้จารุพงศ์และเครือข่ายสามารถนำมาขยายผลเพื่อทำลายความชอบธรรมของ คสช.ได้ในระยะยาว ยิ่ง คสช.ก้าวพลาดมากเท่าไหรก็จะเป็นโอกาสของจารุพงศ์มากขึ้นเท่านั้น
ทั้งนี้ แม้จารุพงศ์จะดูเหมือนกำลังรบกับ คสช.แบบหัวเดียวกระเทียมลีบ แต่จะว่าไปแล้วกลยุทธ์ที่กำลังดำเนินอยู่ มีส่วนคล้ายกับการก่อร่างสร้างตัวของกลุ่มคนเสื้อแดงเมื่อปี 2549 อยู่ไม่น้อย
ครั้งนั้นเครือข่ายสังคมออนไลน์ยังไม่ได้แพร่หลาย และคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) ไม่ได้บังคับใช้กฎหมายเพื่อห้ามการชุมนุมเหมือนในปัจจุบัน กลุ่มเสื้อแดงจึงมีโอกาสรวมตัวกันทีละน้อยที่สนามหลวงก่อนกลายมาเป็นกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) และสามารถเคลื่อนไหวโจมตีรัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ พร้อมกับเลี้ยงกระแสไปถึงการเลือกตั้งจนสามารถผลักดันให้พรรคของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กลับมาชนะเลือกตั้งได้ในปี 2550
ทว่า ในปัจจุบันเป็นสภาพที่เรียกได้ว่ากลับตาลปัตร เนื่องจาก คสช.ใช้อำนาจสกัดการชุมนุมตามถนนเต็มรูปแบบ แต่เครือข่ายสังคมออนไลน์มีความเข้มแข็งและแพร่หลาย เพราะการต่อสู้ในทางการเมืองแบบใหม่ไม่จำเป็นต้องลงมาสู้กันตามถนน จึงเป็นโอกาสที่จารุพงศ์สามารถเคลื่อนไหวได้อย่างมีอิสระ ยกเว้นจะถูกจับกุมตัวมาดำเนินคดี
ดังนั้น ทั้งหมดนี้ถ้า คสช.ตามเกมไม่ทันก็เตรียมรอเวลานับถอยหลังได้เลย







