
โลกปรับทิศลงทุนหนีเอเชียหวนซบชาติพัฒนาแล้ว
ถือเป็นข่าวดีท่ามกลางข่าวร้ายที่ส่งผลเชิงลบต่อสถานการณ์เศรษฐกิจโลกอย่างแท้จริง
โดย...นงลักษณ์ อัจนปัญญา
ถือเป็นข่าวดีท่ามกลางข่าวร้ายที่ส่งผลเชิงลบต่อสถานการณ์เศรษฐกิจโลกอย่างแท้จริง เมื่อการประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการค้าและการพัฒนา หรือ อังค์ถัด (UNCTAD) เปิดเผยรายงานสถานการณ์การลงทุนโลก ในช่วงปี 2013 ที่ผ่านมา พบว่ากระแสการลงทุนทั่วโลกอยู่ในทิศทางขาขึ้นเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้าอย่างเห็นได้ชัด
หลักฐานยืนยันจากดัชนีเงินลงทุนโดยตรงจากต่างชาติ (เอฟดีไอ) ที่สะท้อนให้เห็นภาพรวมการลงทุนทั่วโลกว่ามีการปรับตัวเพิ่มขึ้น 9% จากปีก่อนหน้ามาอยู่ที่ 1.45 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ โดยที่ทุกกลุ่มประเทศไล่เรียงตั้งแต่ประเทศพัฒนาแล้ว ประเทศกำลังพัฒนา และประเทศที่อยู่ในช่วงการปรับตัวทางเศรษฐกิจ ซึ่งหมายรวมถึงประเทศด้อยพัฒนาล้วนมีปริมาณเอฟดีไอไหลเข้ามาเพิ่มขึ้นจากปี 2012
ขณะเดียวกันอังค์ถัดยังได้คาดการณ์ปริมาณเอฟดีไอในปี 2014 ว่ามีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้นถึง 1.6 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ขณะที่ในปี 2015 จะสูงถึง 1.75 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ และแตะระดับ 1.85 ล้านล้านเหรียญสหรัฐในปี 2016
ทั้งนี้ หากพิจารณาเป็นรายภูมิภาค ปี 2013 ที่ผ่านมา เอเชียและกลุ่มประเทศกำลังพัฒนายังคงเป็นดาวเด่นที่ดึงดูดเงินลงทุนโดยตรงจากต่างชาติมากที่สุด โดยมีปริมาณเอฟดีไอสูงถึง 4.26 แสนล้านเหรียญ ในขณะที่ภูมิภาคยุโรปและอเมริกาเหนือมีปริมาณเอฟดีไอเท่ากันที่ 2.50 แสนล้านเหรียญสหรัฐ
อย่างไรก็ตาม แม้ว่ากระแสการลงทุนของโลกจะสะท้อนให้เห็นเอเชียและกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาในภูมิภาคต่างๆ เช่น แอฟริกา จะสามารถดึงเงินลงทุนจากนักลงทุนต่างบ้านต่างเมืองได้อย่างมหาศาล แต่กระนั้นเมื่อมองลึกลงไปในรายละเอียดและคำนึงถึงแนวโน้มในระยะยาวแล้วจะเห็นได้อย่างชัดเจนว่า ทิศทางการลงทุนของเอฟดีไอกำลังเปลี่ยนไป
พูดให้เข้าใจง่ายขึ้นก็คือ ปริมาณเอฟดีไอทั่วโลกกำลังปรับเปลี่ยนหันเหทิศทางของตนเองจากที่เคยมุ่งเน้นไปกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาโดยเฉพาะในเอเชีย นักลงทุนทั่วโลกต่างหันหน้าเข้าหากลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว อย่างสหรัฐและยุโรปที่มีสัญญาณการฟื้นตัวจากวิกฤตเศรษฐกิจในปี 2008 มากขึ้นเรื่อยๆ
สำหรับปัจจัยบ่งชี้ที่ทำให้นักวิเคราะห์และผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์ของอังค์ถัดค่อนข้างมั่นใจต่อการเปลี่ยนแปลงทิศทางของเอฟดีไอนี้ประกอบด้วย 3 ปัจจัยหลักด้วยกันคือ 1) การฟื้นตัวของเศรษฐกิจกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว 2) การชะลอตัวของเอฟดีไอในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา และ 3) นักลงทุนต่างชาติดึงเม็ดเงินลงทุนของตนกลับบ้านเกิด
ทั้งนี้ หลังจากลดลงฮวบฮาบในปี 2012 เนื่องจากวิกฤตหนี้สาธารณะยูโรโซน เอฟดีไอของกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วปรับตัวเพิ่มขึ้นถึง 9% ในปี 2013 มาอยู่ที่ 5.66 แสนล้านเหรียญสหรัฐ ขณะเดียวกันสหรัฐยังครองอันดับหนึ่งในฐานะประเทศที่มีเอฟดีไอไหลเข้ามาสูงสุดอีกด้วย โดยแนวโน้มเศรษฐกิจที่กำลังฟื้นตัวอย่างต่อเนื่องของสหรัฐและยุโรป ทำให้นักวิเคราะห์หลายสำนักเชื่อมั่นว่าเอฟดีไอจะไหลเข้าสู่กลุ่มประเทศพัฒนาแล้วในช่วงไม่กี่ปีข้างหน้าแน่นอน
นอกจากนี้ อีกหนึ่งหลักฐานสำคัญที่ทำให้เห็นถึงแนวโน้มเอฟดีไอไหลเข้าประเทศพัฒนาแล้วอยู่ที่สหรัฐ ที่ล่าสุดมีรายงานการเติบโตผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ไตรมาสแรกของปี 2014 ที่หดตัวสูงถึง 2.9% แต่ปฏิกิริยาจากนักลงทุนในตลาดกลับไม่สะเทือน เพราะตัวเลขการจ้างงานและการลงทุนขององค์กร รวมถึงปริมาณเอฟดีไอล้วนอยู่ในช่วงขาขึ้น สะท้อนให้เห็นความมั่นใจต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในระยะยาว
ในส่วนของเอฟดีไอในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา แม้จะยังคงรั้งตำแหน่งจุดหมายปลายทางที่นักลงทุนต่างชาติขนเงินเข้ามาลงทุนในปี 2013 แต่ข้อมูลจากอังค์ถัดก็พบว่า ปริมาณเงินดังกล่าวมีแนวโน้มชะลอตัวลง เพราะการฟื้นตัวของกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วเป็นหลัก โดยนักเศรษฐศาสตร์ส่วนหนึ่งคาดการณ์ว่าในปีนี้จะมีเอฟดีไอไหลเข้าสูงถึง 35% และอีก 52% ในปี 2015 เมื่อเทียบกับเอฟดีไอที่ไหลเข้ากลุ่มประเทศกำลังพัฒนา ซึ่งมีแววว่าจะลดลง 0.2% และลดลงเพิ่มอีกอย่างต่อเนื่องในปีถัดไป
ยิ่งไปกว่านั้น ประเทศพัฒนาแล้ว เช่น สหรัฐ ยังหันมาใช้นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการงัดสารพัดโปรโมชั่น เช่น การลดหย่อนภาษี หรือยกเว้นค่าธรรมเนียมต่างๆ เพื่อดึงดูดให้นักลงทุนและบริษัทต่างชาติ รวมถึงบริษัทยักษ์ใหญ่ทั้งหลายให้หันกลับเข้ามาหาสหรัฐกันมากขึ้น
กระแสข้างต้นจึงสองคล้องกับปัจจัยต่อมาที่บริษัทข้ามชาติของสหรัฐหลายแห่งเริ่มหวนกลับมาลงทุนขยายต่อเติมในบ้านเกิดมากขึ้น เช่น ฟอร์ด ค่ายรถยนต์รายใหญ่ของแดนลุงแซมที่เพิ่งจะประกาศเตรียมจ้างงานเพิ่มขึ้น 1.2 หมื่นตำแหน่ง ขณะที่รายงานจากนักเศรษฐศาสตร์ของธนาคารดอยช์แบงก์ เอจี พบว่า การใช้จ่ายด้านเครื่องมืออุปกรณ์ของบริษัทในสหรัฐมีแนวโน้มโตขึ้นถึง 6% ในปีหน้า จากระดับ 23% ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา
นอกจากนี้ ยังมีรายงานจากกระทรวงพาณิชย์ สหรัฐ เมื่อช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ระบุชัดว่า ช่วงเดือน พ.ค. ผู้ประกอบการในสหรัฐมีแนวโน้มขยายกิจการมากขึ้น ยืนยันจากยอดสั่งซื้ออุปกรณ์ เช่น คอมพิวเตอร์ ซึ่งจะนำไปใช้ในการประกอบธุรกิจต่อไป โดยการสั่งซื้อดังกล่าวปรับเพิ่มขึ้น 0.7% หลังจากปรับตัวลดลงถึง 1.1% เมื่อเดือน เม.ย.ก่อนหน้า
ขณะเดียวกันผลสำรวจ 100 บริษัทข้ามชาติยักษ์ใหญ่ทั่วโลกของอังค์ถัดยังพบอีกว่า มีการขยายกิจการในบ้านเกิดในอัตราที่เร็วกว่าการขยายกิจการในประเทศที่เข้าไปลงทุน โดยที่ตัวเลขการจ้างงานลูกจ้างต่างชาติในต่างประเทศค่อยๆ ปรับตัวลดลงสวนทางกับการจ้างงานพนักงานในบ้านเกิดของบริษัทที่ทยอยเพิ่มปริมาณขึ้น
แถมที่สำคัญเมื่อลงลึกในรายละเอียดข้อมูลจะเห็นได้ว่า ปริมาณเงินเอฟดีไอส่วนใหญ่ในประเทศกำลังพัฒนา ส่วนหนึ่งเป็นเงินของบริษัทข้ามชาติที่เข้าไปทำธุรกิจอยู่ในประเทศนั้นๆ อยู่แล้ว โดยที่ปริมาณเงินดังกล่าวส่วนใหญ่เท่าเดิม ขณะที่บางแห่งปรับเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อยเท่านั้น เมื่อเทียบกับการลงทุนในบ้านเกิด ซึ่งสะท้อนได้ว่าบริษัทข้ามชาติเริ่มลดหรือจำกัดการขยายกิจการในต่างแดน แล้วหันมาลงทุนในประเทศของตนเองแทน
ยังไม่นับรวมแนวโน้มการปรับบทบาทของจีนจากประเทศจุดหมายปลายทางการลงทุนไปเป็นนักลงทุนที่ขนเงินข้ามน้ำข้ามทะเลไปลงทุนต่างแดนมากขึ้น โดยมีเป้าหมายอันดับหนึ่งอยู่ในประเทศพัฒนาแล้วอย่างสหรัฐหรือยุโรป ซึ่งมีโครงสร้างพื้นฐานเศรษฐกิจค่อนข้างแกร่ง ดังนั้นสหรัฐและยุโรปจึงมีแนวโน้มเห็นปริมาณเอฟดีไอไหลเข้ามาอย่างต่อเนื่องนั่นเอง
แน่นอนว่านอกจากจะเป็นการแสดงให้เห็นทิศทางการเปลี่ยนแปลงของเอฟดีไอ แนวโน้มครั้งนี้ยังเป็นเสมือนสัญญาณเตือนให้หลายประเทศ โดยเฉพาะกลุ่มชาติกำลังพัฒนาในภูมิภาคเอเชียให้เริ่มตระหนักได้แล้วว่า ไม่อาจพึ่งพาต่างชาติเพื่อขยายตัวเติบโตเหมือนที่แล้วมาได้อีกต่อไป และการเร่งลงมือปรับโครงสร้างเศรษฐกิจให้หันมาพึ่งตนเองมากขึ้นให้เร็วที่สุด คือ ความจำเป็นเร่งด่วนที่ต้องลงมือทำทันทีได้แล้ว
ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินจนแก้ไขได้ยาก







