
ดาบสองคมซุปเปอร์บอร์ดคุมรัฐวิสาหกิจ
การปฏิรูปรัฐวิสาหกิจครั้งใหญ่ของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ถือเป็นภารกิจอันดับต้นๆ
โดย...เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง
การปฏิรูปรัฐวิสาหกิจครั้งใหญ่ของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ถือเป็นภารกิจอันดับต้นๆ สาเหตุสำคัญเพราะรัฐวิสาหกิจของไทย 56 แห่ง มีสินทรัพย์รวมกันถึง 10 ล้านล้านบาท ใหญ่เกือบเท่าจีดีพีของประเทศและยังมีงบลงทุนอีกปีละ 45 แสนล้านบาท เพื่อการพัฒนาประเทศ รัฐวิสาหกิจจึงเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ
แต่ที่ผ่านมาฝ่ายการเมืองกลับเห็นรัฐวิสาหกิจเป็นขุมทรัพย์ที่ต้องเข้าไปกอบโกย โดยใช้อำนาจทางการเมืองส่งคนของตัวเองเข้าไปนั่งเป็นกรรมการและผู้บริหาร เพื่อเอื้อประโยชน์ของรัฐวิสาหกิจให้กลุ่มพวกพ้องมากกว่าให้ประเทศ ส่งผลให้รัฐวิสาหกิจไทยอ่อนแออมโรคทุกวัน
ทำให้แม้ว่าทรัพย์สินรัฐวิสาหกิจไทยจะมีสูงถึง 10 ล้านล้านบาท แต่อีกด้านหนึ่งก็มีหนี้สินรวมสูงถึง 8 ล้านล้านบาท ขณะที่ความสามารถในการหารายได้และทำกำไรปีละไม่กี่แสนล้านบาท เทียบกับทรัพย์สินที่มีอยู่ต้องถือว่าการบริหารทรัพย์สินของรัฐวิสาหกิจโดยรวมอยู่ในฐานะที่ย่ำแย่
เมื่อ คสช.เข้ามาบริหารประเทศ จึงเดินเครื่องปฏิรูปรัฐวิสาหกิจครั้งใหญ่ เริ่มจากการส่งสัญญาณให้กรรมการจากฝ่ายการเมืองลาออกแต่ก็ไม่มีผลตอบรับ
ส่วนการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าด้วยการให้รัฐวิสาหกิจทุกแห่งนำส่งโครงการลงทุนที่มีมูลค่ามากกว่า 100 ล้านบาท มาให้กระทรวงการคลังพิจารณาเห็นชอบก่อน ว่าจัดซื้อจัดจ้างถูกต้องหรือไม่ และเป็นโครงการคุ้มค่าต่อการลงทุน หากผ่านด่านนี้รัฐวิสาหกิจจึงจะลงทุนได้ วิธีนี้นอกจากจะป้องกันคณะกรรมการและผู้บริหารรัฐวิสาหกิจชุดเก่าใช้งบแบบทิ้งทวนแล้ว ยังต้องการบีบให้กรรมการที่มาจากฝ่ายการเมืองขั้วเก่าออกจากตำแหน่ง แต่ก็ไม่ได้ผลอีกตามเคย
เมื่อเป็นเช่นนี้ จึงได้เห็นการใช้ยาแรง ด้วยแนวคิดตั้งคณะกรรมการกำกับควบคุมการดำเนินกิจการของรัฐวิสาหกิจ หรือ “ซูเปอร์บอร์ด” โดย รังสรรค์ ศรีวรศาสตร์ ปลัดกระทรวงการคลัง ปฏิบัติหน้าที่ รมว.คลัง ออกมายอมรับว่าอยู่ระหว่างเร่งจัดตั้งซูเปอร์บอร์ดตามนโยบายของ คสช.
เบื้องต้นซูเปอร์บอร์ดรัฐวิสาหกิจจะยึดโมเดลของคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ที่มีหัวหน้า คสช. หรือนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน กรรมการจะมาจากหน่วยงานที่กำกับดูแลรัฐวิสาหกิจทั้งหมด มีหน้าที่วางยุทธศาสตร์การลงทุนภาพรวมของรัฐวิสาหกิจทั้งหมดพูดง่ายๆ คือ คณะกรรมการนี้จะเป็นผู้อนุมัติเม็ดเงินลงทุนของรัฐวิสาหกิจที่มีอยู่ปีละ 45 แสนล้านบาทเอง
นอกจากนี้ ยังคิดไปถึงการให้ซูเปอร์บอร์ดรัฐวิสาหกิจมีอำนาจแต่งตั้งบุคคลเข้าไปเป็นกรรมการในรัฐวิสาหกิจต่างๆ จากปัจจุบันเป็นอำนาจของคณะรัฐมนตรี (ครม.) และอำนาจของผู้ถือหุ้นใหญ่คือ กระทรวงการคลัง ซึ่งเป็นช่องทางให้ฝ่ายการเมืองที่กุมอำนาจตั้งบุคคลของตนเองเข้าไปเป็นกรรมการ โดยมี ครม.และกระทรวงการคลังเป็นเพียงตรายางให้ความเห็นชอบเท่านั้น
สำหรับการตั้งซูเปอร์บอร์ดรัฐวิสาหกิจเป็นโรดแมปเดียวกับการตั้งซูเปอร์โฮลดิ้งรัฐวิสาหกิจ เพื่อทำหน้าที่กำหนดยุทธศาสตร์การดำเนินการของรัฐวิสาหกิจแต่ละแห่ง โดยจะเชื่อมโยงและร่วมมือกันเพื่อพัฒนาประเทศลดความซ้ำซ้อน เพื่อประหยัดเงินภาษีของประเทศ
ที่ผ่านมากระทรวงการคลังเคยมีความพยายามที่จะให้รัฐวิสาหกิจร่วมมือกันวางแผนการลงทุน มีการใช้ทรัพยากรร่วมกันเพื่อความประหยัดในการลงทุน ไม่มีการลงทุนซ้ำซ้อน เช่น ความร่วมมือของบริษัท กสท โทรคมนาคม บริษัท ทีโอที และการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ในการใช้สายส่งไฟฟ้าเป็นสายส่งโทรศัพท์และการสื่อสารอื่นๆ ในการให้บริการประชาชน แต่ความพยายามนั้นล้มเหลวไม่เป็นท่า ที่ผ่านมากระทรวงการคลังจึงมีแนวคิดว่า การมีซูเปอร์บอร์ด หรือซูเปอร์โฮลดิ้ง จะอุดช่องว่างดังกล่าวได้
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าการตั้งซูเปอร์บอร์ดรัฐวิสาหกิจจะมีประโยชน์ แต่ก็ต้องยอมรับว่ามีโทษเช่นเดียวกัน
ไม่มีใครปฏิเสธว่า การตั้งซูเปอร์บอร์ดจะทำให้การบริหารงานรัฐวิสาหกิจมีเอกภาพ มีทิศทางที่ชัดเจน แต่ก็อยู่บนข้อแม้ว่าคณะกรรมการซูเปอร์บอร์ดต้องประกอบด้วยคนที่เห็นผลประโยชน์ประเทศชาติอย่างแท้จริง ต้องไม่ถูกแทรกแซงทางการเมือง หรือเป็นบุคคลที่อิงแอบกับการเมือง
หากไม่สามารถทำได้ซูเปอร์บอร์ดก็จะกลายเป็นช่องทางให้นักการเมืองกุมอำนาจรัฐวิสาหกิจ อย่างเบ็ดเสร็จเพื่อประโยชน์ให้ตัวเอง
ครั้งนี้จึงไม่ใช่ครั้งแรกที่มีความพยายามในการตั้งซูเปอร์บอร์ด สมัยรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ก็มีแนวคิดเช่นนี้ แต่เป็นรูปการตั้งซูเปอร์โฮลดิ้งที่มีอำนาจหน้าที่เหมือนซูเปอร์บอร์ดเวลานี้ แต่ครั้งนั้นได้รับการต่อต้านอย่างหนัก ด้วยข้อกล่าวหาว่าเป็นการรวบอำนาจผูกขาดหาผลประโยชน์ในรัฐวิสาหกิจ
สาเหตุแห่งการต่อต้านส่วนหนึ่งมาจากการที่เวลานั้นมีการแปรรูปบริษัท ปตท. เป็นบริษัทมหาชนและขายหุ้นให้นักลงทุน แต่ปรากฏว่าหุ้นจำนวนมากตกอยู่ในกลุ่มของนักการเมืองที่บริหารประเทศเวลานั้น นอกจากนี้ยังเตรียมจะแปรรูปการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ซึ่งจะเป็นแหล่งผลประโยชน์ของกลุ่มทุนและนักการเมืองจนต้องล้มการแปรรูปในที่สุด
อย่างไรก็ตาม ในมุมมองของ กรณ์จาติกวณิช อดีต รมว.คลัง เห็นว่าถึงเวลาที่ต้องตั้งซูเปอร์โฮลดิ้ง โดยจะเสนอ คสช.แก้ปัญหารัฐวิสาหกิจด้วยการควบรวมการดูแลและการกำหนดนโยบายไว้ที่ซูเปอร์โฮลดิ้ง เพื่อตัดระบบแบ่งเค้กในรัฐวิสาหกิจวางระบบกำกับดูแลที่โปร่งใสและตรวจสอบได้ ภายใต้องค์กรกลางซูเปอร์โฮลดิ้งที่มีอำนาจแท้จริง สามารถกำหนดนโยบายที่สอดคล้องกัน และเป็นนโยบายที่มีความต่อเนื่องข้ามรัฐบาล
กรณ์ ระบุว่า ที่ผ่านมาไม่สามารถฝ่าด่านการเมือง เพื่อเปลี่ยนแปลงเรื่องสำคัญนี้ได้ ขณะนี้ คสช.จึงควรใช้อำนาจตั้งซูเปอร์โฮลดิ้งให้เป็นคุณประโยชน์ในระยะยาวต่อสังคมและเศรษฐกิจอย่างมาก และจะเป็นตัวยืนยันว่า คสช.ไม่สนใจที่จะแบ่งสมบัติให้ใครชม







