posttoday
คสช.ให้อำนาจปปท.เร่งตรวจสอบทุจริตภาครัฐ

คสช.ให้อำนาจปปท.เร่งตรวจสอบทุจริตภาครัฐ

26 มิถุนายน 2557

คสช. ให้อำนาจ ปปท. สามารถเข้าตรวจสอบการทุจริตภาครัฐได้ทันทีโดยไม่ต้องมีการร้องเรียน ชงเสนอกฎหมายเอาผิดถึงนายกฯ

คสช. ให้อำนาจ  ปปท. สามารถเข้าตรวจสอบการทุจริตภาครัฐได้ทันทีโดยไม่ต้องมีการร้องเรียน ชงเสนอกฎหมายเอาผิดถึงนายกฯ

เมื่อวันที่  26 มิ.ย. เวลา 14.00 น. ที่หอประชุมสโมสรกองทัพบก วิภาวดี   พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก (ผช.ผบ.ทบ.)  ในฐานะหัวหน้าฝ่ายกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)  เป็นประธานเปิดการประชุมรับทราบแนวทางการดำเนินการตามคำสั่งของคสช. เรื่องมาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหาการทุจริต และประพฤติมิชอบ โดยมี พ.ต.อ.ประเวศน์ มูลประมุข เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ปปท.)  ให้การต้อนรับ

พล.อ.ไพบูลย์  ให้สัมภาษณ์ภายหลังการมอบนโยบายตามคำสั่งคสช. 69 /2557  ว่าการดำเนินการในการตรวจสอบทุจริตภาครัฐจะเริ่มดำเนินการทันทีหลังมีประกาศเพิ่มเติมออกมา โดย ป.ป.ท.ก็จะทำงานได้เลย ซึ่งส่วนราชการทุกส่วนนั้น เมื่อก่อนเข้าไม่ได้เพราะไม่มีคำสั่งใดให้เข้าไปตรวจสอบได้ ต่อไปสามารถเข้าไปดูโครงการต่างๆ ได้เลยไม่ต้องมีการร้องเรียน  โดย ป.ป.ท.เป็นฝ่ายขออำนาจตรงนี้มา แล้วทางค.ส.ช. เลยพิจารณาให้ เนื่องจากเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติ และประชาชนรวมถึงกองทัพเองก็ต้องถูกตรวจสอบด้วย ทั้งโครงการจัดซื้ออาวุธ และการจัดจ้างเพราะทหารก็คือข้าราชการ โดยที่ไม่มีข้อยกเว้น  

ทั้งนี้ยังมีกฎหมายที่เกี่ยวข้องอีกหลายฉบับ   แต่ออกเป็นประกาศไม่ได้เนื่องจากเนื้อหากว่าสิบหน้า  ต้องนำเข้า สนช. โดยผลักดันเข้าไปในลำดับต้นๆ นอกจากนั้นจะผลักดันกฎหมายเกี่ยวกับการประกันภัย เพราะมีความจำเป็นเร่งด่วนเช่นกัน

อย่างไรก็ตาม  พล.อ.ไพบูลย์   กล่าวตอนหนึ่งในที่ประชุมว่า  ระเบียบกฎหมายในการแก้ปัญหาทุจริตคอรัปชั่นที่ผ่านมามีอยู่แล้ว 9 ฉบับ ซึ่งตนมองว่าน่าจะเพียงพอแล้วหากมีการดำเนินการอย่างจริงจัง แต่ปัญหาทุกวันนี้เราทำไม่จริงจัง จึงมีความจำเป็นที่ คสช.จะต้องออกคำสั่งฉบับที่ 69/ 2557 ออกมา สิ่งที่หัวหน้า คสช.ได้สั่งการมาคือทำอย่างไรในเรื่องระบบการตรวจสอบทุจริตในภาครัฐที่ตนกำกับดูแลอยู่นั้นมีประสิทธิภาพซึ่งตนได้มีการสอบถามไปยังเลขาธิการ ปปท. ว่าต้องการอะไรเพิ่มเติมหรือไม่ ซึ่งก็กลายออกมาเป็นว่าจะออกคำสั่งฉบับที่ 69  เพราะว่ากฎหมาย 9 ฉบับที่มีอยู่นั้นเป็นความผิดในเรื่องของกฎหมายอาญาพรบ.บริหารงานภาครัฐ กฎหมายข้าราชการพลเรือนกฎหมายว่าด้วยความผิดทางวินัยเต็มไปหมด

พล.อ.ไพบูลย์ กล่าวว่า กฎหมายที่ออกมาอยากให้ ปปท.มีการตรวจสอบหน่วยงานภาครัฐ และทราบว่า กรอบกฎหมายส่วนใหญ่ไม่สามารถตรวจสอบได้ครอบคลุม ไปถึงผู้บังคับบัญชาเพราะผู้บังคับบัญชาจะเป็นผู้ตรวจสอบหน่วยงานของตัวเอง

ทั้งนี้ปปท.ทำงานได้ก็ต่อเมื่อมีการร้องเรียน มีข้อมูลและเอาปัญหาตรงนี้มาดำเนินการเพื่อเข้าสู่กระบวนการคดีอาญาแต่ก็ไม่สามารถทำให้การทุจริตลดน้อยลงได้เลยเพราะฉะนั้นประกาศฉบับดังกล่าวก็คือการเพิ่มอำนาจหน้าที่ให้ปปท.ได้เข้าไปตรวจสอบองค์กรภาครัฐ ตนเป็นข้าราชการและก็จะต้องเป็นผู้ที่ได้รับผลต่อการประกาศฉบับนี้เหมือนกับพวกท่านรวมถึงทหารก็จะต้องปฏิบัติตาม

พล.อ.ไพบูลย์ กล่าวยอมรับว่า  ทุกวันนี้เรื่องทุจริตภาครัฐมีมาก คดีของปปท.มีประมาณ 8,000 คดี ซึ่งตนเป็นห่วงว่าจะทำได้หรือไม่บางคดีก็ทำเสร็จไปแล้ว 42 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งไม่ถึงครึ่ง ยังเหลืออีก  3,000   คดี ซึ่งถือว่าเยอะมาก จึงอยากจะถามว่าเรื่องนี้จะทำทันหรือไม่ แต่ก็ไม่เป็นไรเพราะถือเป็นการกระตุ้นให้ผู้บังคับหน่วยงานภาครัฐมีความเข้มงวดในเรื่องการตรวจสอบมากขึ้น โดยปกติแล้วกฎหมาย 9 ฉบับ ตามระเบียบเป็นเรื่องของอาญา ใช้เวลา 3-4 ปี ก็ไม่เสร็จ ทำให้เกิดความล้าช้าและคนไม่เกรงกลัวกฎหมายพวกนี้รวมทั้งขบวนการศาลมีขั้นตอนและมีระยะเวลาในการดำเนินการค่อนข้างนานจึงไม่สามารถหยุดยั้งข้าราชการที่ทุจริตได้ แต่เมื่อเพิ่มความผิดทางวินัยขึ้นมาก็จะทำให้ทุกอย่างมีความรวดเร็วมากยิ่งขึ้น ซึ่งสามารถควบคุมได้โดยการใช้วิธีพิจารณาการแต่งตั้งโยกย้าย ไม่ต้องรอ 3-4 ปี แต่สามารถทำได้ภายใน 3-4 เดือน

ผู้สื่อข่าวถามกรณีที่มีการวิจารณ์ว่าคสช.ได้มีการเรียกคนมารายงานตัวอย่างต่อเนื่อง โดยที่ไม่มีเงื่อนไขเวลามากำหนด  พล.อ.ไพบูลย์ กล่าวว่า ขณะนี้ไม่มีแล้วและไม่มีใครอยู่ในควบคุมของ คสช. แล้ว   ทั้งนี้ตนคิดว่าไม่น่าจะมีการเรียกบุคคลมารายงานตัวเพิ่มเติมแล้ว แต่หากมีเงื่อนไขอะไรเพิ่มเติมขึ้นมาก็อาจจะมีการเรียกบุคคลเข้ามารายงานตัวได้  ส่วนบุคคลที่ยังไม่ได้มารายงานตัวนั้น ถือเป็นเรื่องของขั้นตอนกฎหมายไม่เกี่ยวข้องกับ คสช. และถือเป็นเรื่องของศาลที่บุคคลผู้นั้นขัดคำสั่ง และอยู่ในดุลยพินิจของศาลว่าจะให้ประกันหรือไม่แต่ที่ผ่านมาศาลได้มีความเมตตา

พล.อ.ไพบูลย์ ยังกล่าวอีกว่า ตนก็ถือว่าอยู่ในส่วนหนึ่งของการประกาศฉบับดังกล่าว ก็ถูกบังคับกันถ้วนหน้าทุกฝ่ายถ้าสุจริตก็ไม่ต้องกลัวกฎหมาย ก่อนหน้านี้การตรวจสอบบังคับได้เฉพาะเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง แต่ต่อไปผู้บังคับบัญชาจะปฏิเสธไม่ได้ว่าไม่รู้

ทั้งนี้ตนมีความเป็นห่วงในฐานะที่ดูแลด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมเพราะหลายเรื่องไม่ใช้กฎหมาย แต่เป็นเรื่องของเจ้าหน้าที่ที่บังคับใช้กฎหมายเช่นกรณีที่สหรัฐฯ ลดอันดับจาก 2 เป็น 3 เรื่องการค้ามนุษย์ จากการที่ตนไปสอบถามมาแทบทั้งหมดจะเป็นเรื่องของการบังคับใช้กฎหมายที่ไม่จริงจัง และเกิดผลเสียต่อประเทศชาติหากปล่อยให้การทุจริตในภาครัฐเติบโตไปมากกว่าเราก็ยากจะแก้ไข

"คสช.ได้มีการหารือในเรื่องของกฎหมายซึ่งจะทำอย่างไรให้ครอบคลุมถึงผู้บริหารระดับสูง มีคำพูดว่าเมื่อนักการเมืองเข้ามาหลายครั้งเมื่อมีการตรวจสอบเสร็จก็เป็นเจ้าหน้าที่ระดับล่างถูกลงโทษมีระบบสั่งการที่ไม่สามารถสาวไปถึงซึ่งผมได้ถามกลับไปว่าคำพูดแบบนี้หมายความว่าอย่างไร ซึ่งปัญหาดังกล่าวให้ข้าราชการแต่ละหน่วยงานไปดูว่ากฎหมายที่มีอยู่ของหน่วยงานนั้นๆเพียงพอที่จะเอาผิดผู้บริหารฝ่ายการเมือง เช่น นายกฯ หรือ รัฐมนตรี หรือไม่  หากกฎหมายมีเพียงพอแล้วก็ไม่เป็นไรแต่หากว่าไม่เพียงพอ ก็ให้หน่วยงานนั้นเสนอกฎหมายมา ทั้งขอให้เข้าใจว่า คสช. ไม่ได้มีอำนาจที่จะร่างกฎหมายฉบับนั้นฉบับนี้ขึ้นมา แต่เป็นเรื่องของหน่วยงานในภาครัฐที่ต้องกลับไปพิจารณาและทำเรื่องเสนอ คสช.โดย คสช จะดูในเรื่องรายละเอียดให้ เพื่อเสนอกฎหมายผ่านสภานิติบัญญัติ (สนช.)" พล.อ.ไพบูลย์ กล่าว

พล.อ.ไพบูลย์ กล่าวถึงปัญหาการค้ามนุษย์ในประเทศไทยมีการทุจริตในภาครัฐแล้วจะดำเนินการอย่างไรนั้น  ในประเด็นนี้ฝ่ายความมั่นคงได้เป็นหลักในการดูแล และวันที่ 27 มิ.ย. ได้เรียกประชุมในด้านกระบวนการยุติธรรม โดยจะเรียนเชิญฝ่ายความมั่นคง และตำรวจรวมทั้งเลขานุการศาลยุติธรรมมาร่วมดูแลในส่วนของกฎหมายที่เกี่ยวกับเรื่องนี้ด้วย  เพื่อดูว่าข้อบกพร่องอยู่จุดใด  ซึ่งคดีด้านนี้มีกว่า 600-700 คดีมีการดำเนินการแล้วเสร็จน้อยมาก ซึ่งจะเน้นประเด็นใหญ่เรื่องประมงนอกน่านน้ำที่เป็นต้นทางของปัญหาและเป็นเรื่องลึกๆ อันเกิดจากการลดการค้ามนุษย์ของประเทศไทยไปอยู่ลำดับที่ 3  แต่ต้องยอมรับว่าปัญหานี้สั่งสมมานาน ซึ่งก็ต้องแก้ไขให้ได้

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท