
สองด้านของการสลายม็อบที่ราชประสงค์
...นายศาสตรา
ยุทธการ
“สลายม็อบ” หรือ “ขอพื้นที่คืน” ที่ราชประสงค์ เมื่อวันพุธที่ 19 พ.ค. 2553 มีทั้งด้านที่ประสบความสำเร็จ และด้านที่ล้มเหลวด้านที่สำเร็จ เป็นความสำเร็จที่ค่อนข้างงดงาม เพราะสามารถขอพื้นที่คืนได้โดยละม่อม มีการสูญเสียเลือดเนื้อไม่มากมายนัก บรรดาแกนนำส่วนใหญ่ยินยอมมอบตัวเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม
แต่ด้านที่ล้มเหลวคือ เกิดภาวะ
“ผึ้งแตกรัง”ทำให้มีการเผาทำลายสถานที่ต่างๆ ทั้งในกรุงเทพฯและต่างจังหวัดกว่า 40 แห่งความสำเร็จของยุทธการสลายม็อบที่ราชประสงค์เป็นความสำเร็จที่ค่อนข้างงดงาม ทั้งๆ ที่เป็นปฏิบัติการที่ยากและมีความสุ่มเสี่ยงสูง เพราะจำนวนผู้ชุมนุมยังมีจำนวนมากหลายพันคน และเป็นผู้ชุมนุมที่
“เข้มแข็ง” ยากแก่การสลายความจริงแล้วเป็นม็อบที่มีการก่อตัวสืบเนื่องและมีประสบการณ์ยาวนานกว่า 3 ปี นับตั้งแต่เป็น
“ม็อบถ่อย” หรือ “ม็อบป่าเถื่อน” ที่มุ่งใช้แต่ความรุนแรงและหยาบคายในช่วงแรก ที่ก่อตั้งขึ้นมาเพื่อก่อกวนและขัดขวางม็อบเสื้อเหลือง พัฒนามาจนกลายเป็นม็อบที่สามารถชูธง “สันติวิธี” เพื่อแก้ปัญหาความไม่เป็นธรรมในสังคม และได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางที่สำคัญมีมวลชนของบรรดา
“คนรักทักษิณ” โดยเฉพาะคนระดับรากหญ้าที่ชื่นชมนโยบายประชานิยมของ พ.ต.ท.ทักษิณ อย่างเหนียวแน่นจำนวนมาก มีฐานกว้างขวางทั่วประเทศ ร่วมกับบรรดา “มวลชนแนวร่วม” ของคนรักประชาธิปไตย ต่อต้านเผด็จการ ต่อสู้เพื่อความเป็นธรรม และกลุ่มที่ไม่เอาสถาบันนอกจากนั้นยังเป็นม็อบที่มีการจัดตั้งและเตรียมการมาอย่างดี มีบรรดาการ์ดที่เข้มแข็งที่ได้รับการฝึกยุทธวิธีมาโดยนักรบอาชีพ และชัดเจนว่าเป็นม็อบที่มี
“น้ำเลี้ยง” ที่อัดฉีดมาจากมากทิศทางอย่างไม่ขาดสาย ดังที่ทางการประกาศรายชื่อนิติบุคคลและบุคคลกว่าร้อยรายที่ต้องระงับการทำธุรกรรม และแกนนำ เช่น นายจรัล ดิษฐาอภิชัย ก็ได้ยอมรับว่ามีท่อน้ำเลี้ยงจากบุคคลจำนวนมากไม่ต้องพูดถึงท่อน้ำเลี้ยงหลักจาก“นักโทษหนีคุก” ในต่างแดนส่วนที่ทำให้ม็อบนี้เป็นม็อบที่สลายยากแม้มีการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินขั้นร้ายแรงมาเป็นเวลานานแล้วก็ยังสลายไม่ได้ ก็เพราะเป็นม็อบที่ดำเนินการคู่ขนานกันอีก 2 ขบวนการ ตามหลัก
“แก้วสามประการ” ที่ เสธ.แดง เปิดเผยไว้ คือ มีการชุมนุม มีพรรค และมีกองกำลังติดอาวุธการดำเนินการของนักการเมืองในพรรคเพื่อไทย และบรรดานักสิทธิมนุษยชน รวมทั้ง
“นักสันติวิธีไร้เดียงสา” ทำให้รัฐบาล และตำรวจ ทหาร อยู่ในฐานะลำบาก เสมือนต้องมัดมือเข้าไปปราบ จนเกิดภาพที่รถถังถูกยึด ทหารถูกจับ ถูกแย่งอาวุธ แก๊สน้ำตาถูกขว้างกลับใส่ทหาร ตำรวจที่บุกเข้าไปจับแกนนำกลับเป็นฝ่ายถูกจับเสียเอง ฯลฯที่ร้ายกาจที่สุดคือกองกำลังติดอาวุธ ตามที่ปรากฏภาพ
“นักรบชุดดำ” ที่ออกปฏิบัติการอย่างได้ผล เมื่อทหารปฏิบัติการขอพื้นที่คืนที่บริเวณสะพานผ่านฟ้าฯ เมื่อวันที่ 10 เม.ย. จนทำให้มีทั้งทหารและผู้ชุมนุมรวมทั้งประชาชนต้องเสียชีวิตกว่า 20 คน บาดเจ็บกว่า 800 คน โดยเฉพาะนายทหารระดับสูงฝีมือดีต้องพลีชีพ และทหารต้องเป็นฝ่ายล่าถอยมีข่าวหลายกระแสระบุว่า ก่อนปฏิบัติการขอพื้นที่คืนเมื่อวันที่ 19 พ.ค. ได้มีการเจรจากับ
“กลุ่มเสนาธิการ” 4 คน ที่เป็นผู้จัดตั้งกองกำลังติดอาวุธชุดดำ จนสามารถ “เคลียร์” กันได้แล้ว ทหารจึงเริ่มปฏิบัติการครั้งนี้ ข่าวนี้น่าเชื่อว่าเป็นความจริง เพราะปรากฏว่าในช่วงของการเข้ายึดพื้นที่คืนตั้งแต่ราวตี 5 โดยเริ่มจากการยึดพื้นที่บริเวณสวนลุมพินี และบริเวณลานพระบรมรูปรัชกาลที่ 6 ได้โดยราบรื่น และสามารถรุกคืบบีบบังคับจนบรรดาแกนนำต้องยอมจำนน และส่วนใหญ่ยอมมอบตัว หลังจากขึ้นเวทีประกาศสลายม็อบ และโดยเฉพาะนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ต้อง “กลืนเลือด” ประกาศเรียกร้องให้ม็อบสลายตัวอีกรอบที่ห้องโถงของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ทำให้ม็อบถูกสลายไปโดยพื้นฐาน โดยสามารถจำกัดการเสียเลือดเนื้อไว้ได้ความสำเร็จของการสลายม็อบครั้งนี้น่าจะเกิดจากปัจจัยหลักสำคัญ 3 ประการ คือ 1) มีการปูพื้นให้เห็นความไม่ชอบธรรมของการชุมนุมมาอย่างต่อเนื่องยาวนานพอเพียง 2) มีการเจรจาจนสามารถหยุดยั้งปฏิบัติการของนักรบชุดดำลงได้ และ 3) มีการเตรียมกองกำลังทหารที่มากพอเพียง และแก้จุดอ่อนจากประสบการณ์เมื่อวันที่ 10 เม.ย. มาดำเนินการจนสามารถสลายม็อบได้โดยละม่อม
อีกปัจจัยหนึ่งที่น่าจะมีส่วนสำคัญคือ การที่เสธ.แดงถูก
“เด็ดชีพ”ไปก่อนหน้านั้นแต่ความผิดพลาดก็เกิดขึ้นจนได้เมื่อ
“มวลชน” และโดยเฉพาะบรรดา “ฮาร์ดคอร์” หรือกลุ่มที่นิยมความรุนแรง ไม่ยอมรับการตัดสินใจของบรรดาแกนนำที่ให้สลายม็อบ จนเกิดอาการ “ผึ้งแตกรัง” ออกเผาทำลายสถานที่ทั้งของเอกชนและทางราชการกว่า 40 แห่ง โดยหลายจุดมีลักษณะเป็นการเผาทำลายที่มีการเตรียมการด้านยุทธวิธีไว้อย่างดีปฏิบัติการ
“ผึ้งแตกรัง” ออกเผาสถานที่ต่างๆ นี้ เป็นสิ่งที่ควรคาดคะเนได้ว่าจะต้องเกิดขึ้น จึงควรมีกองกำลังทหาร ตำรวจ และรถดับเพลิงเตรียมพร้อมควบคุมจุดสำคัญๆ เหล่านี้ไว้ให้มากเพียงพอ ไม่ควรทุ่มกำลังเฉพาะจุดที่บริเวณราชประสงค์ที่เป็นเป้าหมายหลักของยุทธการครั้งนี้เท่านั้นคงเป็นเรื่องที่
“ไม่คาดคิด” อีกเรื่องหนึ่ง เหมือนที่ไม่คาดคิดว่าจะมีกองกำลังชุดดำสร้างความเสียหายมากมายครั้งปฏิบัติการสลายม็อบที่สะพานผ่านฟ้าฯ เป็นความล้มเหลวของทั้งการข่าวและการวางแผนยุทธการ จนเกิดความเสียหายมากมายบานปลายไปทั่วประเทศ






