
ไทยแลนด์จะก้าวไกลการเมืองภายในต้องปฏิรูปทั้งระบบ
...สุเทพ กล่ำทวี
จากเหตุการณ์ความวุ่นวายทางการเมืองที่เพิ่งจบลงด้วยการเผาบ้านเผาเมืองจนทำให้ภาพลักษณ์ของประเทศไทยพลิกจากสยามเมืองยิ้มกลายเป็นสยามเมืองสยอง
บรรดาประชาชนคนไทยทั้งประเทศ โดยเฉพาะบุคคลระดับชั้นปัญญาชนที่พอจะมีความคิดและการศึกษาหรือผู้ที่มีสถานะทางสังคม รวมทั้งผู้ที่มีอำนาจหน้าที่ที่จะสามารถช่วยฟื้นฟูประเทศชาติ ควรจะต้องหันมาค้นหาสิ่งที่ดีจากสิ่งเลวร้ายที่เกิดขึ้น เพื่อใช้เป็นแนวทางพัฒนาบ้านเมือง
การวิเคราะห์เหตุการณ์ที่นำไปสู่ความรุนแรงและความสูญเสียอย่างที่ไทยไม่เคยเจอมาก่อนในช่วงที่ผ่านมา ก็คงจะหนีไม่พ้นการศึกษาถึงทิศทางและการพัฒนาทางการเมืองของไทยตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน หรือถ้าจะวิเคราะห์แคบเข้ามาก็คงจะต้องศึกษาพัฒนาการทางการเมืองไทยในรอบ 10 ปีที่ผ่านมาโดยละเอียดและเป็นระบบ ว่ามีอะไรที่เป็นจุดอ่อนจุดแข็งและควรจะต้องใช้กลยุทธ์หรือวิธีการใดเพื่อพัฒนาจุดแข็งและเสริมจุดอ่อน เพื่อนำพาการเมืองไทยให้ไปสู่จุดที่ดีกว่ามีประสิทธิภาพมากกว่าที่เป็นอยู่
การพัฒนาการเมืองไทยหรือการปฏิรูปการเมืองไทยทั้งระบบจะต้องได้รับการดำเนินการแบบจริงจังโดยทุกภาคส่วน เพื่อเป้าหมายคือการเห็นระบบการเมืองไทยเป็นระบบที่ดีมีประสิทธิภาพและเอื้อต่อการพัฒนาของประเทศไทยให้ก้าวไปสู่การเป็นประเทศที่มีความมั่นคงทั้งด้านการเมืองและด้านเศรษฐกิจ ทัดเทียมกับประเทศอื่นๆ บนเวทีการเมืองโลก
ผู้เขียนมีข้อเสนอแนะในเรื่องการปฏิรูปการเมืองไทยทั้งระบบดังต่อไปนี้
ประการแรก สังคมไทยควรจะต้องยอมรับความจริงและตระหนักกันได้แล้วว่า การเมืองตามระบอบประชาธิปไตยแบบไทยๆ เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิดกับชะตากรรมและวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของคนไทยทุกคน
ประชาชนคนไทยโดยส่วนใหญ่ในรอบหลายสิบปีที่ผ่านมามักจะปล่อยให้การเมืองอยู่ภายใต้การดำเนินการและการตัดสินใจทั้งหมด โดย
“บรรดาผู้ที่เรียกตนเองว่านักการเมือง” และ “ผู้ที่อยู่ใกล้ชิดในแวดวงการเมืองระดับสูง” ที่มีอยู่ทั้งหมดประมาณไม่น่าจะเกิน 5,0006,000 คนทั้งประเทศ หรือคิดเป็นสัดส่วนเพียงน้อยนิดเมื่อเทียบกับจำนวนประชากรกว่า 62 ล้านคนทั่วประเทศประการที่สอง ประชาชนคนไทยทั้งประเทศจะต้องยอมรับความจริงที่ว่า
“การเมืองไทยเป็นตัวกำหนดหรือชี้นำความเป็นไปของระบบเศรษฐกิจไทย” หรือพูดง่ายๆ ได้ว่า “การเมืองดีเศรษฐกิจ ก็ดี การเมืองเลวเศรษฐกิจก็เลวไปด้วย” ถ้าจะให้การเมืองไทยเป็นประชาธิปไตยเต็มรูปแบบ การเมืองไทยจะต้องถูกกำหนดโดยประชาชนคนไทย เป็นของประชาชนคนไทยและเพื่อประโยชน์สุขแห่งประชาชนคนไทยทั้งประเทศ ประชาชนคนไทยจะต้องไม่ถูกใช้เป็นเครื่องมือ หรือเป็นเหยื่อของบรรดานักการเมืองที่ผลประโยชน์แอบแฝง และไม่มีความคิดที่จะพัฒนาบ้านเมืองให้เจริญก้าวหน้าตามที่ควรจะเป็นประการที่สาม รัฐบาลที่ต้องการเห็นประชาธิปไตยเบ่งบานจะต้องให้ความสำคัญกับการปฏิรูประบบการศึกษาทั้งระบบพร้อมๆ ไปกับการยกเครื่องการปฏิรูปการเมืองทั้งระบบ
ไม่มีเครื่องมือใดในโลกที่จะดีไปกว่าการให้การศึกษาต่อประชาชนในประเทศคิดเป็น ตัดสินใจเป็น เสพข้อมูลข่าวสารและใช้วิจารณญาณในการวิเคราะห์ข้อมูลข่าวสารได้อย่างเป็นระบบ การทำให้ประชาชนคนไทยฉลาดคิด ฉลาดทำ และสามารถพัฒนาตนเองจะทำให้ประชาชนไม่ตกเป็นเครื่องมือของผู้ใด และฉลาดรู้ที่จะให้ความสำคัญหรือใส่ใจกับเรื่องใดหรือผู้ใด รัฐบาลที่ไม่ส่งเสริมการเรียนรู้ของประชาชนมักจะเป็นรัฐบาลในประเทศด้อยพัฒนาหรือกำลังพัฒนาในแถบทวีปเอเชีย แอฟริกาหรืออเมริกาใต้ ที่มีลักษณะเป็นรัฐบาลเผด็จการ ผู้นำชอบที่จะแสวงหาความมั่งคั่งให้แก่ตัวเองและพวกพ้องโดยอาศัยความโง่เขลาของประชาชน
ประการที่สี่ บรรดาชนชั้นกลางในไทยที่มีงานทำและมีการศึกษาอยู่ในระดับที่พอจะก้าวขึ้นมาเป็นบุคคลชั้นนำในสังคมได้ จะต้องไม่มองว่าการเมืองเป็นเรื่องของความเลวร้ายและพยายามออกห่าง
ถ้าท่านปล่อยให้การเมืองเป็นเรื่องของผู้คนที่ไม่แข็งแรงด้านความคิดที่ยังเห็นแก่ประโยชน์เล็กๆ น้อยๆ ในระยะสั้นจากนักการเมืองรุ่นเก่าๆ ที่ขาดวิสัยทัศน์และขาดการพัฒนาตัวเองให้ก้าวทันการเมืองสมัยใหม่ พลังทางสังคมไทยจะขาดความเข้มแข็ง การต่อสู้ทางการเมืองของคนระดับล่างจะขาดประสิทธิภาพและขาดการวางแผนที่ดีและเป็นระบบ บรรดาชนชั้นกลางจะต้องหันหน้ามาร่วมมือกับชนชั้นล่างเพื่อช่วยให้การพัฒนาการเมืองไทยก้าวข้ามผ่านการเมืองน้ำเน่าและขาดการสร้างสรรค์เหมือนที่ประเทศไทยกำลังเผชิญอยู่
ประการที่ห้า ประชาชนคนไทยทั้งประเทศต้องเข้าใจว่า ความพยายามที่จะแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญก็ดี กฎหมายใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเมืองก็ดี ไม่ใช่เป็นคำตอบสุดท้ายของการพัฒนาระบบการเมืองไทย ระบบหรือกฎหมายใดๆ ก็ตามเกิดขึ้นจากความคิดและการผลักดันของมนุษย์ ถ้ามนุษย์ไม่ให้ความสำคัญหรือพยายามใช้ช่องโหว่ของกฎหมายใดๆ เพื่อประโยชน์ของตนเอง ต่อให้กฎหมายดีแค่ไหนก็ไม่มีประโยชน์
สิ่งที่ดีที่สุดก็คือ บรรดานักการเมืองที่อยู่ภายใต้กฎหมายเกี่ยวกับการเมืองจะต้องปฏิรูประบบความคิด และการพัฒนาด้านจิตใจของตนเองให้เห็นแก่ประโยชน์ของประเทศชาติให้ได้เสียก่อนถ้านักการเมืองมีจิตสำนึกทางการเมืองที่ดี การมีหรือไม่มีกฎหมายใดๆ มากำกับก็แทบจะไม่มีความหมาย ยกตัวอย่าง ประเทศอังกฤษที่ไม่มีกฎหมายรัฐธรรมนูญเขียนไว้เป็นลายลักษณ์อักษรแต่การเมืองของประเทศเขาก็เจริญรุ่งเรืองมาได้จนถึงปัจจุบันนี้
ประการสุดท้าย ประชาชนคนไทยทั้งประเทศต้องช่วยกันคิดว่า จะทำอย่างไรให้บรรดานักการเมืองไทยปฏิบัติหน้าที่ภายใต้การกำกับดูแลได้อย่างใกล้ชิด โดยประชาชนคนไทยทั้งประเทศ และจะต้องช่วยกันลบล้างทัศนคติเดิมๆ ที่ว่า
“นักการเมืองมีบทบาทและอำนาจหน้าที่อยู่เหนือประชาชนธรรมดา” ให้หมดไปจากประเทศไทย..






