posttoday
เรื่องของสำนักงานภูมิภาคและเรียนเกือบฟรี

เรื่องของสำนักงานภูมิภาคและเรียนเกือบฟรี

25 พฤษภาคม 2553

....สมชาย สกุลสุรรัตน์

วันนี้มีเหตุการณ์ 2 เรื่องจะเล่าให้ท่านผู้อ่านทราบ

เรื่องแรกเป็นเรื่องดี คือเช้าวันจันทร์ที่24 พ.ค. มีโอกาสไปร่วมสัมมนา เรื่องของสำนักงานปฏิบัติการระดับภูมิภาค หรือ Regional Operating Headquarters ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ซึ่งได้กำหนดไว้ก่อนที่จะมีเหตุไม่สงบ

เดิมทีผมคิดว่าคงมีเหตุต้องเลื่อนการสัมมนาไปก่อน แต่เผอิญคุณประดิษฐ์ภัทรประสิทธิ์ รมช.คลัง ซึ่งต้องมาร่วมสัมมนาด้วย ตัดสินใจไม่ยอมเลื่อนการสัมมนาออกไป จึงทำให้มีการสัมมนาตามกำหนดการเดิม

ต้องสารภาพครับ ผมคิดว่าคงไม่มีใครมีอารมณ์เข้าร่วมงานเพราะเหตุการณ์ความไม่สงบเพิ่งยุติลงไปสดๆ ร้อนๆ หลักฐานพยานแห่งความเสียหายก็ยังมีให้เห็นใกล้ๆ เช่น อาคารสำนักงานตลาดหลักทรัพย์ที่ถูกเผาไปบางส่วน แต่เอาเข้าจริงมีผู้สนใจเข้าร่วมการสัมมนาอย่างคับคั่งเต็มห้องประชุมทั้งคนไทยและนักธุรกิจต่างชาติ

บรรยากาศในการสัมมนาค่อนข้างดี มีการซักไซ้ไต่ถามถึงสิทธิประโยชน์ต่างๆ ที่ผู้ประกอบการจะได้รับจากการประกอบธุรกิจ ในฐานะสำนักงานภูมิภาคของบริษัทที่มีเครือข่าวข้ามชาติ ในการให้บริการหรือ Services กับเครือข่ายสาขาในธุรกรรมที่กำหนดไว้ เช่น บริการด้านการเงิน การบัญชี การจัดหาวัตถุดิบและชิ้นส่วน รวมถึงการให้บริการที่เกี่ยวกับบุคลากรของบริษัทในเครือ เช่น คิดเงินเดือนหรือเงินสะสมให้กับบริษัทในเครือข่ายทั้งในและต่างประเทศ กล่าวโดยสรุป คือ ถ้ารายได้ของสำนักงานมาจากการให้บริการดังกล่าวในต่างประเทศ ก็จะได้รับการยกเว้นภาษีเป็นเวลา 10 ปี และสามารถต่อได้อีก 5 ปี ถ้าปฏิบัติตามเงื่อนไขที่ทางราชการกำหนด และเสียภาษี 10% ถ้ารายได้มาจากการให้บริการในประเทศ

ตรงนี้ต้องทำความเข้าใจกับท่านผู้อ่านว่า ก็ถ้าทางราชการยกเว้นไม่เสียภาษีจากรายได้ของผู้ประกอบธุรกิจในฐานะที่เป็นสำนักงานในภูมิภาคแล้ว รัฐบาลหรือประเทศไทยจะได้อะไรที่เข้าไปส่งเสริมให้บริษัทข้ามชาติเข้ามาตั้งสำนักงานภูมิภาคในประเทศไทย

ข้อแรก คือ การไม่เสียภาษีจากรายได้ของสำนักงานที่เกิดขึ้นในต่างประเทศนั้น ไม่ทำให้รัฐบาลรับภาษีน้อยลง เพราะปัจจุบันเมื่อรัฐบาลไทยไม่ส่งเสริมให้เขาเข้ามาประกอบธุรกิจนี้ในประเทศไทย เขาก็ไปเปิดสำนักงานประเทศอื่นที่ให้สิทธิประโยชน์ดีกว่า รัฐบาลไทยก็ไม่ได้รับประโยชน์อันใดอยู่ดี

แต่การส่งเสริมให้เขาเข้ามาตั้งสำนักงานโดยได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษี อย่างน้อยประเทศไทยก็จะมีรายได้เป็นเงินตราต่างประเทศเข้าประเทศ เช่น บริษัท A ที่เป็นสำนักงานภูมิภาคในเมืองไทยให้บริการทำบัญชีกับบริษัท B ที่อยู่ในเครือเดียวกันกับในประเทศเวียดนาม บริษัท A จะคิดค่าบริการจากบริษัท B ซึ่งจะต้องส่งเงินค่าบริการเข้ามาจ่ายให้กับบริษัท B ในประเทศไทย ปัจจุบันส่วนใหญ่บริษัทประเภทเดียวกับ A ที่ว่า มักจะตั้งอยู่ในประเทศสิงคโปร์ ซึ่งให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีดีกว่าไทยในปัจจุบัน

นอกจากนั้น การชักจูงให้เขามาตั้งสำนักงานภูมิภาคในเมืองไทย ย่อมเป็นการสร้างงานให้กับคนไทยและทำให้คนไทยได้รับการถ่ายทอดทักษะด้านการบริหารธุรกิจข้ามชาติ และได้สัมผัสเทคโนโลยีสมัยใหม่ซึ่งสำนักงานภูมิภาคจะต้องนำเข้ามาเพื่อให้สามารถให้บริการกับบริษัทเครือข่ายในต่างประเทศโดยตรง

การประกอบธุรกิจในฐานะสำนักงานภูมิภาคนั้น ไม่จำกัดเฉพาะธุรกิจต่างชาติเท่านั้น ธุรกิจไทยก็มีสิทธิได้รัสิทธิประโยชน์เช่นเดียวกัน นักธุรกิจท่านใดสนใจสามารถเข้าไปดูรายละเอียดได้ที่เว็บไซต์ของกรมสรรพากร เพราะถ้าจะเขียนเรื่องนี้กันจริงๆ คงต้องเขียนต่อกันหลายสัปดาห์ ถ้าไม่มีศรัทธาแรงกล้าจริงคงไม่อ่านต่อเนื่องกันทุกตอนจนจบ และถ้าอ่านบ้างไม่อ่านบ้างคงไม่เกิดมรรคผลอันใด

ว่ามาถึงตรงนี้ลืมเรียนไปว่า คุณอภิสิทธิ์เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้ให้เกียรติมาเป็นประธานเปิดการสัมมนา ซึ่งยิ่งเป็นการตอกย้ำว่ารัฐไทยนั้นพร้อมจะก้าวเดินไปข้างหน้า หลังจากเหตุไม่สงบได้ยุติลง

ที่สำคัญนายกรัฐมนตรีได้กล่าวต่อผู้ประกอบการว่า พร้อมจะนำแผนปรองดอง 5 ข้อมาใช้และจะใช้ให้เร็วขึ้น เพราะทราบดีว่าแผนการดังกล่าวได้รับการสนับสนุนจากประชาชนและนักธุรกิจอย่างกว้างขวาง ก็ต้องถือว่าเป็นข่าวดีข่าวแรก ว่าประเทศไทยพร้อมที่จะก้าวไปข้างหน้า หลังจากที่ได้ตกอยู่ในภาวะชะงักงันมานานนับเดือน

ส่วนเรื่องที่ 2 เป็นเหตุการณ์ที่ผมได้ยินและได้เห็นหลักฐานมากับตา ช่วงวันหยุดราชการที่เพิ่งผ่านมา

ช่วงนั้นมีเวลาว่างมาก เลยเอารถไปเปลี่ยนเครื่องเสียงที่ร้าน เพราะของเก่าโทรมเต็มที่ วิ่งไปมีเสียงคล็อกแคล็กเวลาเปิดวิทยุ และเล่นได้แต่เทปคาสเซตซึ่งตอนนี้ตกยุคไปแล้ว

ระหว่างนั่งดูช่างทำงาน เจ้าของร้านบ่นให้ฟังว่า ถูกรัฐบาลหลอก ผมก็ถามว่าถูกรัฐบาลหลอกเรื่องอะไร แกก็เล่าให้ฟังว่า รัฐบาลบอกว่าจะส่งเสริมให้เด็กไทยได้เรียนฟรี ไม่ต้องเสียค่าเล่าเรียน ไม่ต้องเสียค่าเครื่องแบบนักเรียน และค่าเครื่องเขียนแบบเรียน แต่เอาเข้าจริงๆ แกต้องควักกระเป๋าจ่ายเองเท่าเดิม แต่ได้ของน้อยลง

ผมฟังแล้วก็งงเหมือนกัน เพราะโครงการเรียนฟรีนั้น ถือว่าเป็นนโยบายหลักของพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเป็นแกนนำของรัฐบาล และนายกรัฐมนตรีเองก็ให้ความสนใจเรื่องนี้เป็นพิเศษเหมือนกับเป็นโครงการส่วนตัวของท่าน ไม่น่าเป็นไปได้ที่จะมีใครถูกหลอก

เจ้าของร้านเลยควักใบเสร็จสารพัดที่แกต้องจ่ายเงินให้โรงเรียน ซึ่งก็เป็นโรงเรียนรัฐบาลย่านบางกะปิมาให้ดู มีตั้งแต่ใบเสร็จค่าบำรุงสมาคมครูและผู้ปกครอง 200 บาท ค่าอุปกรณ์การเรียนคอมพิวเตอร์ ฯลฯ 400 บาท ค่าเงินบริจาค 100 บาท ซึ่งรวมเงินจากใบเสร็จทั้งหมดนี้จะเท่ากับเงินค่าเสื้อผ้า 1 ชุด 400 บาท และค่าเครื่องเขียนแบบเรียน 260 บาท เกินไป 40 บาท

แกเล่าวิธีการที่โรงเรียนเก็บเงินที่รัฐบาลจ่ายให้ผู้ปกครองคืนดังนี้ คือโรงเรียนตั้งโต๊ะต่อกัน 34 โต๊ะ แต่ละโต๊ะมีครูพร้อมบัญชีรายชื่อนักเรียนครบ พร้อมการายชื่อว่าผู้ปกครองนักเรียนคนไหนบริจาคเท่าไหร่

โต๊ะแรกผู้ปกครองต้องนำเงินใบเสร็จค่าเครื่องแบบที่ไปซื้อมา เพื่อขอรับเงินช่วยเหลือ เมื่อรับแล้วก็จะผ่านโต๊ะรับเงินค่าบำรุงสมาคมผู้ปกครองและครู 200 บาท และค่าอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ 400 บาท ซึ่งแกและผู้ปกครองจะต้องจ่าย ได้รับใบเสร็จใบเล็กๆ เรียบร้อย พร้อมถูกกาชื่อเป็นผู้ปกครองของนักเรียนรายใด พอพ้น 2 โต๊ะนี่ก็ถึงโต๊ะบริจาค ใครมีเงินเหลืออีก 60 บาท ก็หย่อนเข้ากล่องโต๊ะนี้แต่ส่วนใหญ่จะกัดฟันจ่ายแบงก์แดงๆ ให้ เพราะมีครูคอยนั่งคุมอยู่อีกเหมือนกัน

มาถึงตรงนี้ หักกลบลบกันได้เงินช่วยเหลือจากรัฐบาลมา 460 บาท จ่ายคืนกลับไป 500 บาท ขาดทุน 40 บาท เรียบร้อยไม่เหลือกลับบ้าน สรุปแล้วต้องจ่ายค่าเครื่องแบบนักเรียนและเครื่องเขียนเองอยู่ดี และอย่างไรเสียก็ต้องเสียเงินซื้อเครื่องแบบเพิ่ม เพราะขืนให้ลูกใส่เครื่องแบบชุดเดียวตลอดปี ไม่เครื่องแบบก็ตัวนักเรียนคงเน่าเหม็นส่งกลิ่น ส่วนนักเรียนจะเน่าก่อนหรือเครื่องแบบเน่าก่อน ผมไม่ทราบครับ

ทีนี้ผมก็บอกว่า อย่างน้อยก็ไม่ต้องจ่ายค่าเล่าเรียนเองไม่ใช่หรือ ผู้ปกครองรายนี้ให้คำตอบที่น่าทึ่งว่า โรงเรียนไม่เก็บค่าเล่าเรียนแต่เก็บค่าระดมทรัพยากรแทนเท่ากับค่าเล่าเรียน ผมก็อึ้งไป

ความจริงผมก็เป็นนักเศรษฐศาสตร์ เรียนเศรษฐศาสตร์มาเหมือนกัน แต่ไม่เคยได้ยินใครคิดโครงการเก็บเงินค่าระดมทรัพยากรมาก่อน เพราะแค่รัฐบาลจะเก็บเงินค่าใช้น้ำ เพื่อการเกษตรจากเกษตรกรยังถูกต่อต้านแทบเป็นแทบตาย จึงต้องถามความหมายของคำว่าค่าระดมทรัพยากรจากแก

ได้ความครับ ค่าระดมทรัพยากรหมายถึง เงินที่โรงเรียนต้องไปจ่ายครูภาษาอังกฤษ ฯลฯ ที่ไปจ้างมาเงินเดือนแพงๆ

ว่าไปแล้วก็ไม่ผิด แกน่าจะพูดกันอย่างตรงไปตรงมา มีที่มาที่ไปชัดเจน และถ้าการจ้างครูอาจารย์ประเภทนี้ เป็นภาระของโรงเรียนโดยรัฐบาลไม่ช่วยจริงๆ ก็น่าจะเปิดทางเลือกสำหรับคนยากคนจนว่าต้องการให้ลูกเรียนกับทรัพยากรที่ระดมมาหรือไม่ ไม่อย่างนั้นผู้ปกครองก็จะพูดอย่างว่าครับว่า ถูกหลอกจ่ายแล้วเอาคืนไปหมด ทั้งค่าเล่าเรียน ค่าเครื่องแบบ ค่าเครื่องเขียนแบบเรียน ฯลฯ

ผมยืนยันครับว่า เห็นหลักฐานที่ว่านี้ทั้งหมดแต่เปิดเผยไม่ได้ เพราะรับปากกับคนเล่าว่าจะไม่ทำให้แกวุ่นวาย และลูกแกต้องเดือดร้อนอามิตตาพุทธครับ

ข่าวล่าสุด

ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน ค่าพิธีกร–แขก 3 ปี สูบภาษีบาป 300 ล้าน

ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน ค่าพิธีกร–แขก 3 ปี สูบภาษีบาป 300 ล้าน