
Re-brand Rebuild Thailand
...ชาลอต โทณวณิก
อังคารที่แล้วเขียนดักไว้ว่า หากปัญหาต่างๆ จบ ไม่ว่าจะจบแบบใด ต้องมีการฟื้นฟูภาพลักษณ์ประเทศไทย แต่ไม่ได้นึกว่าจะเกิดเหตุเผาบ้านเมืองขนาดนี้
วันนี้เลยมาต่อกันเรื่องของ W=Weakness ของประเทศว่ามีอะไรบ้างซึ่งเป็นส่วนของการทำ SWOT analysis ในการฟื้นฟู/ปรับภาพลักษณ์ ซึ่งจุดอ่อนที่ต้องกำจัดมีมากมาย หนักหนาสาหัส คงไม่ต้องเท้าความ
ภาพลักษณ์แต่เดิมที่ต้องการฟื้นฟูคือ สำหรับชาวต่างชาติ แต่ ณ ตอนนี้ต้องสร้างภาพลักษณ์ความเป็น
“ประเทศไทย” แม้แต่กับคนไทยด้วยกันเอง เพราะเรายังคงต้องการเป็น “ประเทศไทย” ไม่ใช่ “รัฐไทย”เราไม่ต้องมาหน้าบางกันแล้ว ต้องหันมายอมรับความจริงว่า ณ บัดนาว คนไทย (อย่าลืมว่าประเทศไทย ไม่ใช่กรุงเทพฯ!) มีความแตกแยกมองได้เป็นหลายกลุ่ม
บางกลุ่มก็อยากจะเป็นประเภทระเบิดทำลายล้าง บางกลุ่มต้องการสันติ บางกลุ่มเป็นการก่อการร้ายชัดเจนยืดเยื้อ คือ 3 จังหวัดภาคใต้
ดังนั้น การที่จะทำให้ประชาชนคนไทยกลับคืนมาเป็นหนึ่งเดียวกันนั้น เป็นเรื่องสำคัญที่น่าจะต้องทำก่อน เพราะหากยังมีการแบ่งแยกและมีความรุนแรงเช่นนี้ ก็ยังคงมีความรุนแรงกระจายไปทั่วประเทศ ดังนั้น Internal Weakness จึงต้องถูกกำจัดก่อน
วิกฤตคราวนี้มาจากความเหลื่อมล้ำในสังคมเป็นปฐมบท ทำให้คนรู้สึกมีชนชั้น ถึงขนาดมีการจำกัดความ
“อำมาตย์” กับ “ไพร่” แต่ความเหลื่อมล้ำนี้มาจาก “โอกาสต่างๆ” ที่อาจจะไม่เข้าถึงชาวบ้านโดยทั่วไปจุดอ่อนแรกคือ การศึกษาตามระบบเพื่อเข้ามหาวิทยาลัยชั้นนำเป็นไปได้ยาก ต้องมีการเรียนเสริม ทำให้เด็กในชนบทมีโอกาสน้อยกว่าเด็กกรุงเทพฯ
กระทรวงศึกษาธิการเป็นกระทรวงเกรด A ด้วยงบประมาณที่ดู
“เสมือน” รัฐเห็นความสำคัญของการศึกษา แต่ภาพที่ออกมา งบประมาณนั้นได้ใช้ตรงเป้าเข้าประเด็น และถึงประชาชนโดยส่วนรวมหรือไม่ ยังเป็นที่สงสัยตราบใดที่การศึกษาของชาติไม่พัฒนา ประเทศชาติก็เดินไปได้ยาก เพราะคนก็จะยังไม่เข้าใจถึง
“สิทธิ” และ “หน้าที่” ที่แท้จริง โดยเฉพาะเรื่อง “สิทธิ” ที่ยังไม่รู้ว่าการขาย “สิทธิ” นั้นคือการขายจิตวิญญาณ และขายประเทศด้วยเงินเพียงเล็กน้อยพูดถึงเรื่องการศึกษาอาจจะมองว่าเป็นเรื่องระยะยาวที่ต้องใช้เวลา แต่หากรัฐบาลประกาศนโยบายใดนโยบายหนึ่งออกมาให้
“โดน” ใจคนโดยทั่วไป ให้เห็นโอกาสทางการศึกษาที่เท่าเทียมกัน ก็จะถือเป็นจุดเริ่มต้นได้จุดอ่อนที่มาใหม่คือของขวัญ และกำลังใจที่หายไป ที่ต้องการการปลุกขวัญและกำลังใจของผู้ประกอบการ
อยากจะฝากว่าการฟื้นฟูจิตใจไม่ใช่การมีแต่คำขวัญสวยๆ การทำ Music Video หรือการมีแค่เพลงเพราะๆ แต่มันต้องเป็นรูปธรรมที่สัมผัสได้ ที่จะเข้าไปถึงจิตใจของคนทั้งประเทศ
มองดูว่า
“อะไร” เป็นสาเหตุหลักของความแตกแยก และอีกขั้วในระดับประชาชนนั้นยังมีความโกรธแค้น ด้วยข่าวสารข้อมูลใดๆ ก็ต้องหนามยอกเอาหนามบ่ง ด้วยการทำข่าวสารข้อมูลให้ถึง มีการดูแลเป็นอย่างดี (หมายถึงประชนชนจริงๆ) เพื่อที่จะได้ “ใจ” กลับคืนมาอย่างแรกเลยอยากจะขอให้พิจารณาดูว่าการเอาเทปที่แกนนำปลุกระดมมาเปิดซ้ำซากนั้น จะเป็นการสร้าง
“จิตสำนึก” หรือสร้าง “จิตแค้นฝังหุ่น”นโยบายการประชาสัมพันธ์ การสมานแผลต้องนึกถึงความละเอียดอ่อน
ชาติและประชาชนบอบช้ำมามากแล้ว จากนี้ไปหากมีงบประมาณสำหรับวาระแห่งชาติในการฟื้นฟูประเทศแล้วขอให้
“โปร่งใส” เพราะหากไม่โปร่งใสแล้วประชาชนจะรู้สึกเหมือนถูกกระทำซ้ำแล้วซ้ำอีก และความสิ้นหวังจะมีมากขึ้นจุดอ่อนอีกประการคือ
“ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน” ที่สำคัญมาก เพราะที่ผ่านมาประชาชนที่บริสุทธิ์ได้รับผลกระทบอย่างมาก โดยไม่ได้เป็นพวกไหน ไม่รู้อีโหน่อีเหน่ เช่น ชุมชนบ่อนไก่ ธุรกิจที่ซอยงามดูพลี ที่ไม่เคยไปมีส่วนร่วมอะไร ประท้วงที่ราชประสงค์ แต่มาเผางามดูพลี โดยที่หน่วยงานต่างๆ ไม่สามารถเข้าไปช่วยได้เลย เพราะรถดับเพลิงก็กลัวโดนยึด แถมมีการสกัดกั้นการเข้าไปช่วยหากคนไทยยังไม่มั่นใจในความปลอดภัย แล้วจะให้ต่างชาติมั่นใจได้อย่างไร
การกำจัดจุดอ่อน เพื่อฟื้นฟูประเทศไทยต้องเริ่มจาก Inside Out ก่อน ให้คนไทย
“เชื่อมั่น” ก่อน เหมือนสินค้า หากเจ้าของหรือพนักงานยังไม่ Believe จะไปโฆษณาชวนเชื่อใครมาใช้ได้ ในแง่บวกความรู้สึกที่ได้ไปสัมผัสวัน Bangkok Big Cleaning Day ที่คนออกมาร่วมกัน “ด้วยหัวใจ” แล้ว เห็นว่าประเทศเราไม่สิ้นหวัง และจะเดินหน้าต่อไปได้แน่นอน หากมีความตั้งใจจริงที่จะฟื้นฟู






