posttoday
Re-brand Rebuild Thailand

Re-brand Rebuild Thailand

25 พฤษภาคม 2553

...ชาลอต โทณวณิก

...ชาลอต โทณวณิก

อังคารที่แล้วเขียนดักไว้ว่า หากปัญหาต่างๆ จบ ไม่ว่าจะจบแบบใด ต้องมีการฟื้นฟูภาพลักษณ์ประเทศไทย แต่ไม่ได้นึกว่าจะเกิดเหตุเผาบ้านเมืองขนาดนี้

วันนี้เลยมาต่อกันเรื่องของ W=Weakness ของประเทศว่ามีอะไรบ้างซึ่งเป็นส่วนของการทำ SWOT analysis ในการฟื้นฟู/ปรับภาพลักษณ์ ซึ่งจุดอ่อนที่ต้องกำจัดมีมากมาย หนักหนาสาหัส คงไม่ต้องเท้าความ

ภาพลักษณ์แต่เดิมที่ต้องการฟื้นฟูคือ สำหรับชาวต่างชาติ แต่ ณ ตอนนี้ต้องสร้างภาพลักษณ์ความเป็น “ประเทศไทย” แม้แต่กับคนไทยด้วยกันเอง เพราะเรายังคงต้องการเป็น “ประเทศไทย” ไม่ใช่ “รัฐไทย”

เราไม่ต้องมาหน้าบางกันแล้ว ต้องหันมายอมรับความจริงว่า ณ บัดนาว คนไทย (อย่าลืมว่าประเทศไทย ไม่ใช่กรุงเทพฯ!) มีความแตกแยกมองได้เป็นหลายกลุ่ม

บางกลุ่มก็อยากจะเป็นประเภทระเบิดทำลายล้าง บางกลุ่มต้องการสันติ บางกลุ่มเป็นการก่อการร้ายชัดเจนยืดเยื้อ คือ 3 จังหวัดภาคใต้

ดังนั้น การที่จะทำให้ประชาชนคนไทยกลับคืนมาเป็นหนึ่งเดียวกันนั้น เป็นเรื่องสำคัญที่น่าจะต้องทำก่อน เพราะหากยังมีการแบ่งแยกและมีความรุนแรงเช่นนี้ ก็ยังคงมีความรุนแรงกระจายไปทั่วประเทศ ดังนั้น Internal Weakness จึงต้องถูกกำจัดก่อน

วิกฤตคราวนี้มาจากความเหลื่อมล้ำในสังคมเป็นปฐมบท ทำให้คนรู้สึกมีชนชั้น ถึงขนาดมีการจำกัดความ “อำมาตย์” กับ “ไพร่” แต่ความเหลื่อมล้ำนี้มาจาก “โอกาสต่างๆ” ที่อาจจะไม่เข้าถึงชาวบ้านโดยทั่วไป

จุดอ่อนแรกคือ การศึกษาตามระบบเพื่อเข้ามหาวิทยาลัยชั้นนำเป็นไปได้ยาก ต้องมีการเรียนเสริม ทำให้เด็กในชนบทมีโอกาสน้อยกว่าเด็กกรุงเทพฯ

กระทรวงศึกษาธิการเป็นกระทรวงเกรด A ด้วยงบประมาณที่ดู “เสมือน” รัฐเห็นความสำคัญของการศึกษา แต่ภาพที่ออกมา งบประมาณนั้นได้ใช้ตรงเป้าเข้าประเด็น และถึงประชาชนโดยส่วนรวมหรือไม่ ยังเป็นที่สงสัย

ตราบใดที่การศึกษาของชาติไม่พัฒนา ประเทศชาติก็เดินไปได้ยาก เพราะคนก็จะยังไม่เข้าใจถึง “สิทธิ” และ “หน้าที่” ที่แท้จริง โดยเฉพาะเรื่อง “สิทธิ” ที่ยังไม่รู้ว่าการขาย “สิทธิ” นั้นคือการขายจิตวิญญาณ และขายประเทศด้วยเงินเพียงเล็กน้อย

พูดถึงเรื่องการศึกษาอาจจะมองว่าเป็นเรื่องระยะยาวที่ต้องใช้เวลา แต่หากรัฐบาลประกาศนโยบายใดนโยบายหนึ่งออกมาให้ “โดน” ใจคนโดยทั่วไป ให้เห็นโอกาสทางการศึกษาที่เท่าเทียมกัน ก็จะถือเป็นจุดเริ่มต้นได้

จุดอ่อนที่มาใหม่คือของขวัญ และกำลังใจที่หายไป ที่ต้องการการปลุกขวัญและกำลังใจของผู้ประกอบการ

อยากจะฝากว่าการฟื้นฟูจิตใจไม่ใช่การมีแต่คำขวัญสวยๆ การทำ Music Video หรือการมีแค่เพลงเพราะๆ แต่มันต้องเป็นรูปธรรมที่สัมผัสได้ ที่จะเข้าไปถึงจิตใจของคนทั้งประเทศ

มองดูว่า “อะไร” เป็นสาเหตุหลักของความแตกแยก และอีกขั้วในระดับประชาชนนั้นยังมีความโกรธแค้น ด้วยข่าวสารข้อมูลใดๆ ก็ต้องหนามยอกเอาหนามบ่ง ด้วยการทำข่าวสารข้อมูลให้ถึง มีการดูแลเป็นอย่างดี (หมายถึงประชนชนจริงๆ) เพื่อที่จะได้ “ใจ” กลับคืนมา

อย่างแรกเลยอยากจะขอให้พิจารณาดูว่าการเอาเทปที่แกนนำปลุกระดมมาเปิดซ้ำซากนั้น จะเป็นการสร้าง“จิตสำนึก” หรือสร้าง “จิตแค้นฝังหุ่น”

นโยบายการประชาสัมพันธ์ การสมานแผลต้องนึกถึงความละเอียดอ่อน

ชาติและประชาชนบอบช้ำมามากแล้ว จากนี้ไปหากมีงบประมาณสำหรับวาระแห่งชาติในการฟื้นฟูประเทศแล้วขอให้ “โปร่งใส” เพราะหากไม่โปร่งใสแล้วประชาชนจะรู้สึกเหมือนถูกกระทำซ้ำแล้วซ้ำอีก และความสิ้นหวังจะมีมากขึ้น

จุดอ่อนอีกประการคือ “ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน” ที่สำคัญมาก เพราะที่ผ่านมาประชาชนที่บริสุทธิ์ได้รับผลกระทบอย่างมาก โดยไม่ได้เป็นพวกไหน ไม่รู้อีโหน่อีเหน่ เช่น ชุมชนบ่อนไก่ ธุรกิจที่ซอยงามดูพลี ที่ไม่เคยไปมีส่วนร่วมอะไร ประท้วงที่ราชประสงค์ แต่มาเผางามดูพลี โดยที่หน่วยงานต่างๆ ไม่สามารถเข้าไปช่วยได้เลย เพราะรถดับเพลิงก็กลัวโดนยึด แถมมีการสกัดกั้นการเข้าไปช่วย

หากคนไทยยังไม่มั่นใจในความปลอดภัย แล้วจะให้ต่างชาติมั่นใจได้อย่างไร

การกำจัดจุดอ่อน เพื่อฟื้นฟูประเทศไทยต้องเริ่มจาก Inside Out ก่อน ให้คนไทย “เชื่อมั่น” ก่อน เหมือนสินค้า หากเจ้าของหรือพนักงานยังไม่ Believe จะไปโฆษณาชวนเชื่อใครมาใช้ได้ ในแง่บวกความรู้สึกที่ได้ไปสัมผัสวัน Bangkok Big Cleaning Day ที่คนออกมาร่วมกัน “ด้วยหัวใจ” แล้ว เห็นว่าประเทศเราไม่สิ้นหวัง และจะเดินหน้าต่อไปได้แน่นอน หากมีความตั้งใจจริงที่จะฟื้นฟู

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท