
ซับน้ำตาผู้ประกอบการ ได้ทั้งหน้า ได้ทั้งคะแนนเสีบง
8...ทีมข่าวการเงิน
แม้นายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จะเสียรังวัดในการตัดสินใจสลายการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง จนทำให้เกิดความเสียหายด้านเศรษฐกิจอย่างมหาศาล
แต่วันนี้รัฐบาลกำลังได้เครดิตคืน จากการวางแผนเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากการเผาเมืองของกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบในบ้านเมือง ที่ได้ดำเนินการอย่างรวดเร็ว ในการลงทะเบียนผู้เสียหาย และเตรียมแผนการช่วยเหลือ
รัฐบาลจะให้เงินให้เปล่าช่วยเหลือผู้ประกอบการที่กิจการถูกเพลิงไหม้ รายละ 5 หมื่นบาท ซึ่งจะพยายามจ่ายโดยเร็วคาดว่าไม่น่าเกิน 7 วัน และพร้อมจะสนับสนุนเงินทุนหมุนเวียนผ่านธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (เอสเอ็มอีแบงก์) หรือธนาคารออมสิน ปล่อยสินเชื่อในอัตราดอกเบี้ยต่ำ รวมถึงจัดหาสถานที่ขายสินค้า โดยทางสยามสแควร์ได้มีการจัดเตรียมสถานที่ไว้แล้ว
นอกจากรัฐบาลจะออกมาตรการเยียวยาผู้ประกอบการแล้ว ธนาคารเจ้าหนี้ทั้งหลายก็ต่างพากันเทใจให้กับลูกหนี้ด้วยการหั่นดอกเบี้ย ยืดหนี้ ลดวงเงินชำระขั้นต่ำบัตรเครดิต ฯลฯ เพื่อที่จะช่วยให้ลูกหนี้ประคองตัวเองต่อไปได้ และไม่กลายเป็นหนี้เน่าของธนาคาร ที่จะต้องไปสำรองหนี้เสียเพิ่ม เพราะถือว่าเป็นหนี้เสียที่เกิดจากเหตุสุดวิสัย
คาดว่าความช่วยเหลือของรัฐบาลที่ให้กับผู้ได้รับผลกระทบเพียงเท่านี้คงยังไม่พอ และน่าจะมีมาตรการเพิ่มเติมออกมาอีก
แหล่งข่าวจากธนาคารออมสิน กล่าวว่า สิ่งที่เกิดขึ้นครั้งนี้ต่อผู้ประกอบการรุนแรงมากกว่าที่คิด และอาจจะต้องใช้งบประมาณในการแก้ไขอย่างมาก
ทั้งนี้ ผู้ประกอบการรายใหญ่นั้นไม่น่าเป็นห่วง เพราะมีเครดิตมากพอที่จะขอเงินกู้มาก่อสร้างและปรับปรุงอาคารที่โดนวางเพลิงใหม่ และส่วนหนึ่งก็ทำประกันเอาไว้
คนที่จะเดือดร้อนมากที่สุดคือผู้ประกอบการรายเล็ก และลูกจ้างพนักงานขายในร้านค้าต่างๆ
การเยียวยาที่ไม่ง่ายนี้ เป็นผลมาจากการที่ที่ทำกินของประชาชนเหล่านี้ถูกทำลายไป จะไปหาที่ทำกินใหม่ก็คงจะขายยากกว่าเดิม และส่วนใหญ่ก็จะมีเจ้าของที่อยู่แล้ว
แหล่งข่าวระบุว่า การให้ความช่วยเหลือเรื่องการยืดหนี้ ลดหนี้พักการชำระหนี้ ลดดอกเบี้ย ยังไม่เพียงพอที่จะช่วยคนกลุ่มนี้
คนกลุ่มนี้ต้องใช้เงินในการดำรงชีวิต กินอยู่ เลี้ยงครอบครัว ยิ่งถ้ามีลูกก็จะยิ่งลำบาก แต่ถ้าไม่มีงานทำหรือไม่มีสถานที่ขายของ ก็จะไม่มีเงินดำรงชีพ ตรงนี้ต่างหากที่เป็นเรื่องน่าเป็นห่วง
ซึ่ง กทม. สรุปว่าจะรื้อทิ้ง 3 อาคาร เซ็นทรัลเวิลด์ เซ็นเตอร์วัน โรงหนังสยามสยามสแควร์
“
กว่าจะสร้างตึกโครงการขึ้นมาใหม่นั้นคงใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 12 ปี ซึ่งในช่วงนี้คนกลุ่มนี้จะเอาเงินที่ไหนมายังชีพในแต่ละวัน ซึ่งเป็นเรื่องที่รัฐบาลอาจจะยังมองลงไปไม่ได้ลึกพอ” แหล่งข่าวกล่าวอย่างไรก็ดี ในเรื่องนี้ สถิตย์ลิ่มพงศ์พันธุ์ ปลัดกระทรวงการคลัง ยอมรับว่า ทางกระทรวงการคลังได้คิดในเรื่องนี้อยู่ว่า การช่วยเหลือทางด้านธุรกิจนั้นก็ต้องช่วย แต่คงจะไม่เพียงพอ เพราะหากคนไม่มีเงินใช้จ่ายลดหนี้ไปก็เท่านั้น ก็ไม่มีเงินมาซื้อสินค้าอุปโภคบริโภค และครอบครัวที่มีลูกจะมีภาระมากกว่าคนโสด
ทั้งนี้ สิ่งที่กำลังพิจารณาอยู่ ซึ่งจะต้องหารือกับ รมว.คลัง เพิ่มเติมก็คือ อาจจะต้องให้เงินยังชีพแก่กลุ่มผู้ถูกไฟไหม้และเดือดร้อนจริงๆ เป็นรายเดือนจนกว่าจะสามารถกลับมาขายของได้ แต่จะให้เดือนละเท่าไหร่และมีหลักเกณฑ์ในการให้อย่างไรก็จะต้องพิจารณาให้ดี เพราะไม่เช่นนั้นอาจจะเกิดการมามั่วลงทะเบียนรับเงิน
ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวว่า สิ่งที่กำลังคิดต่อไปก็คือ จะมีมาตรการช่วยเหลือค่าครองชีพให้อีก เช่น งดเก็บค่าน้ำค่าไฟ หากใช้ไม่เกินที่กำหนด หรือการให้ขึ้นรถเมล์ฟรี เป็นต้น ซึ่งจะยืนจาก 7 มาตรการเดิมที่รัฐบาลเคยให้กับประชาชน แต่อาจจะให้มากกว่าสำหรับผู้ได้รับผลกระทบ
“
เรื่องนี้จะต้องรอการพิจารณาจาก รมว.คลัง เพื่อนำเสนอ ครม.อีกครั้ง” นายสถิตย์ กล่าวมาตรการจ่ายเงินค่าครองชีพรายเดือนให้กับผู้เดือดร้อนที่เป็นคนกลุ่มล่างนั้น จะให้เดือนละเท่าไหร่ ยังเป็นที่ถกเถียงกัน เพราะทางธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เคยออกรายงานมาก่อนหน้านี้ว่า ผู้ที่จะยังชีพได้ภายใต้ภาวะเงินเฟ้อเช่นนี้ จะต้องมีรายได้เดือนละ 8,000 บาท จึงจะอยู่รอด
แต่การที่รัฐจะจ่ายให้ครัวเรือนด้วยการเอาตัวเลขมาตรฐานค่าครองชีพของ ธปท. คงจะเป็นไปได้ยาก เพราะว่าคิดเป็นเงินจะสูงมาก และขณะนี้จำนวนผู้ที่เดือดร้อนที่มาลงทะเบียนก็ยังไม่นิ่ง เพราะว่ารัฐบาลยืดเวลาการลงทะเบียนออกไปให้จนถึงวันที่ 31 พ.ค.นี้
อย่างไรก็ดี การที่ใครจะได้ค่าครองชีพแบบให้เปล่าจากรัฐบาล ก็อย่าคิดว่าง่ายๆ โดยหลักการแล้ว การจะจ่ายเงินค่ายังชีพให้กับประชาชนที่เดือดร้อนนั้น อาจจะต้องผ่านมาตรการอื่นมาก่อน เช่น
กระทรวงแรงงานอาจจะต้องหางานให้กับผู้ประกอบการที่เดือดร้อนก่อน ซึ่งผู้เดือดร้อนก็จะต้องยอมรับกติกาว่าอาจจะได้งานไม่เหมือนที่เคยทำ และรายได้อาจจะไม่มากเท่าเดิม หากปฏิเสธงานที่กระทรวงแรงงานหาให้ก็จะไม่ได้รับเงินค่ายังชีพ เพราะไม่ยุติธรรมกับผู้เสียภาษีคนอื่น
ดังนั้นการช่วยเหลือก็จะช่วยพอสังเขปและจะไม่ได้มากเท่าที่เคยได้ เหมือนที่รัฐบาลช่วยเหลือ
ซึ่งประชาชนก็ต้องทำใจ
ซึ่งการจ่ายเงินยังชีพให้เปล่ากับประชาชนนั้น ก็ไม่ได้เป็นครั้งแรกที่รัฐบาลให้ รัฐบาลจะให้กับผู้ที่ประสบกับภัยธรรมชาติ เช่น ที่พายุพัดแหลมตะลุมพุก หรือ เกิดคลื่นยักษ์สึนามิ เป็นต้น
ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวว่า รัฐบาลมีเงินคงคลังส่วนเกินจากที่เก็บภาษีได้เกินเป้าประมาณ 1.762 แสนล้านบาท สามารถนำเงินนี้มาช่วยเหลือประชาชนได้
ฉะนั้นเมื่อมีเงิน ก็ควรจะใช้เงินอย่างมีประสิทธิภาพ การช่วยเหลือประชาชนก็ควรช่วยอย่างสมเหตุสมผล ไม่ฉวยโอกาสในจังหวะนี้ทำประชานิยมเพื่อหาคะแนนเสียง รองรับการเลือกตั้งที่ใกล้จะมาถึงในปีหน้า







