posttoday
ดันแก้ปัญหา"โลกร้อน"ผลักจีดีพีโลกพุ่ง

ดันแก้ปัญหา"โลกร้อน"ผลักจีดีพีโลกพุ่ง

25 มิถุนายน 2557

ตบเท้าออกมาส่งเสียงเตือนกันล่วงหน้าหลายระลอกแล้วเกี่ยวกับผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศ หรือ “ปรากฏการณ์โลกร้อน”

โดย...นงลักษณ์ อัจนปัญญา

ตบเท้าออกมาส่งเสียงเตือนกันล่วงหน้าหลายระลอกแล้วเกี่ยวกับผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศ หรือ “ปรากฏการณ์โลกร้อน” ที่ไม่เพียงแต่จะมีผลเสียหายรุนแรงต่อนานาประเทศทั่วโลกในแง่ของสิ่งแวดล้อมและชีวิตความเป็นอยู่ของคนเท่านั้น แต่จะมีผลเสียหายคิดเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจรวมแล้วอีกหลายล้านล้านเหรียญสหรัฐ

ดังนั้น จึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจแต่อย่างใด ที่บรรดาองค์กรระหว่างประเทศทั้งหลาย รวมถึงธนาคารโลก (เวิลด์แบงก์) จะเร่งให้รัฐบาลนานาประเทศออกมาตรการเตรียมพร้อมรับมือกับภัยธรรมชาติที่เกิดจากปรากฏการณ์โลกร้อน เพื่อประโยชน์ต่อเศรษฐกิจทั่วโลกในระยะยาว

อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับว่าสถานการณ์โลกร้อนในปัจจุบันมีแนวโน้มเลวร้ายมากขึ้น ทำให้ที่ผ่านมามุมมองของนานาประเทศที่มีต่อภาวะโลกร้อนและการรับมือค่อนข้างเป็นไปในแง่ลบเสียมากกว่า ทำให้ไม่มีรัฐบาลประเทศไหนอยากยุ่งเกี่ยวกับมาตรการรับมือโลกร้อนที่จะกลายเป็นภาระต้นทุนทางเศรษฐกิจ ท่าม กลางสถานการณ์ที่การเติบโตยังคงชะลอตัว

โดยเมื่อไม่นานมานี้บรรดานักวิทยาศาสตร์ในหลายประเทศ รวมถึงองค์การชั้นนำของโลกอย่างองค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติ สหรัฐ (นาซา) และทีมวิจัยสิ่งแวดล้อมในออสเตรเลียเพิ่งจะเผยแพร่รายงานเตือนว่า มหันตภัยจาก ปรากฏการณ์เอลนินโญ ที่เกี่ยวข้องกับภาวะโลกร้อนปีนี้จะมาเร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้ และทำให้หลายพื้นที่ในเอเชียแห้งแล้ง ขณะที่อีกหลายพื้นที่ในอีกซีกโลกจะเผชิญกับพายุฝนกระหน่ำผิดปกติจนเกิดน้ำท่วมหนัก

กระทั่งในท้ายที่สุด สภาพภูมิอากาศที่ผิดเพี้ยนจะส่งผลกระเทือนผลิตผลทางการเกษตรของแต่ละภูมิภาคจนเดือดร้อนไปตามๆ กัน และทำให้รัฐบาลหลายประเทศต้องรวมเอาความเสี่ยงจากภัยคุกคามทางธรรมชาติเหล่านี้รวมไว้เป็นต้นทุนทางเศรษฐกิจที่ต้องเผื่อเงินทุนไว้

เหตุผลเพราะความเสียหายจากภัยข้างต้นถือเป็นหนึ่งในตัวการสำคัญที่บั่นทอนรายได้ หักลดผลกำไร และขัดขวางโอกาสในการพัฒนาและการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาวของประเทศนั้นๆ ได้อย่างง่ายดาย

ยิ่งไปกว่านั้นความน่ากลัวของภาวะโลกร้อนทำให้นายกรัฐมนตรี โทนี แอบบอตต์ แห่งออสเตรเลีย ถึงขั้นเกิดอาการหวาดวิตก จน ลุกขึ้นมาประกาศบนเวทีระดับโลกอย่างชัดเจนว่า การต่อสู้กับภัยคุกคามจากสภาวะภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงเป็นตัวการสำคัญที่บั่นทอนความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจอย่างมาก เพราะวิธีการรับมือภาวะโลกร้อนด้วยการเก็บภาษีคาร์บอน กลายเป็นต้นทุนภาระทางเศรษฐกิจที่ยากหลีกเลี่ยง

ความวิตกของผู้นำออสเตรเลียสอดคล้อง กับความเห็นของนักวิเคราะห์ ส่วนหนึ่งที่มองว่าการรับมือกับภาวะโลกร้อนคือ ภาระหนักทางเศรษฐกิจ โดย นิโคลัส สเติร์น หนึ่งในนักเศรษฐศาสตร์ผู้ทรงอิทธิพลคนหนึ่งของวงการ เปิดเผยรายงานผลการศึกษาในการประชุมคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (ไอพีซีซี) ซึ่งพบว่าความเสียหายที่เกิดจากปรากฏการณ์ธรรมชาติจะมีมูลค่ามากกว่าที่เครื่องมือและระบบเศรษฐกิจ ในปัจจุบันจะประเมินได้

นับเป็นเหตุผลที่ทำให้หลายฝ่ายออกมา สนับสนุนให้ภาคธุรกิจต้องบวกรวมต้นทุนของสภาพภูมิอากาศเข้าร่วมด้วย รวมถึงการเก็บราคาภาษีคาร์บอนให้อยู่ที่ 32103 เหรียญสหรัฐ/ตัน ภายในปี 2015 และเพิ่มขึ้นระหว่าง 82260 เหรียญสหรัฐ/ตัน ภายในปี 2035

ขณะเดียวกัน โครงการภัยเสี่ยงธุรกิจในสหรัฐยังได้เปิดเผยรายงานผลการศึกษาภัย คุกคามต่อภาวะโลกร้อนที่มีต่อเศรษฐกิจ โดยระบุอย่างชัดเจนว่าภาวะดังกล่าวจะเป็นตัวบั่นทอนความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจของภูมิภาค ในแง่ของการเป็นต้นเหตุให้สูญเสียทรัพย์สินลดปริมาณผลผลิตภาคอุตสาหกรรม และทำให้ ค่าใช้จ่ายเพื่อสุขภาพสูงมากขึ้น รวมถึงความเสียหายจากการสูญเสียที่ดิน อันเป็นหนึ่ง ในต้นทุนสำคัญในการทำธุรกิจ

ทั้งนี้ โครงการภัยเสี่ยงธุรกิจสหรัฐประเมินว่า ภายในปี 2050 สหรัฐจะมีพื้นที่ต่ำกว่าระดับน้ำทะเลเพิ่มมากขึ้น ซึ่งคิดเป็นมูลค่าความ เสียหายราว 6.6 หมื่น1.06 แสนล้านเหรียญสหรัฐเลยทีเดียว

เรียกได้ว่ากระแสที่ผ่านมา นอกจากยอมรับว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของโลกเป็นภัยคุกคามเศรษฐกิจแล้ว การหามาตรการรับมือยังเป็นภาระต้นทุนทางเศรษฐกิจที่ทำให้นานาประเทศเสียหายหนักมากยิ่งขึ้นนั่นเอง

อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญอีกส่วนหนึ่ง รวมถึงเวิลด์แบงก์ต่างลุกขึ้นโต้แย้งทันทีว่า แนวคิดดังกล่าวเป็นมุมมองที่คับแคบไปหน่อย พร้อมใช้หลักฐานยืนยันด้วยผลการศึกษาของรายงานฉบับล่าสุดของเวิลด์แบงก์ที่เผยแพร่เมื่อวันที่ 24 มิ.ย.ที่ผ่านมา

รายงานข้างต้นย้ำชัดเจนว่า การต่อสู้กับการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศจะส่งผลดีในระยะยาวในแง่ที่ว่าจะผลักดันให้เศรษฐกิจโลกขยายตัวเติบโตมากยิ่งขึ้น อีกทั้งประเมินว่าการจัดการภาวะโลกร้อนด้วยมาตรการที่เหมาะสมจะช่วยเพิ่มสัดส่วนผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) โลก ระหว่าง 1.82.6 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ/ปี ภายในปี 2030 เลยทีเดียว

เหตุผลเพราะการขยายตัวเติบโตของจีดีพีนี้เป็นผลจากการที่เศรษฐกิจรับมือกับภาวะโลกร้อนอย่างเหมาะสม ทำให้มีการสร้างงานใหม่ผลผลิตทางการเกษตรเพิ่มมากขึ้น และต้นทุนที่ใช้เพื่อการอนามัยและการสาธารณสุขลดลง

จิมยองคิม ประธานเวิลด์แบงก์ ระบุว่า นโยบายและมาตรการรับมือกับภาวะโลกร้อนนี้มุ่งเน้นที่การหามาตรการรับมืออย่างชาญฉลาด โดยไม่นับรวมระบบภาษีคาร์บอนที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน และเป็นอีกหนึ่งหลักฐานชิ้นสำคัญที่ช่วยทำลายกำแพงความเชื่อผิดๆ ที่ว่าการนำมาตรการรับมือกับโลกร้อนมาใช้คือภาระต้นทุนทางธุรกิจ และทำให้หลายประเทศชะลอการหามาตรการรับมือกับภาวะโลกร้อนไปโดยปริยาย

สำหรับตัวอย่างนโยบายรับมือโลกร้อนที่นำมาประเมิน เพื่อวัดระดับการเติบโตของจีดีพีนี้ เช่น การสร้างเลนรถบัสในอินเดีย เพื่อลดการใช้รถยนต์ส่วนบุคคล การหันมาใช้เตาหุงต้มที่เป็นพลังงานสะอาดและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมในจีน หรือการใช้แอร์ประหยัดพลังงานและการวางผังตึก เพื่อลดการใช้พลังงานในเม็กซิโก โดยเวิลด์แบงก์ประเมินว่าประโยชน์ของนโยบายเหล่านี้จะส่งผลผลักดันให้จีดีพีโลกเติบโตขึ้นมากกว่า 1.5% ของภาวะปกติที่ไม่มีการหามาตรการรับมือโลกร้อนมาใช้แต่อย่างใด

ความเห็นของเวิลด์แบงก์ยังสอดคล้องกับ สเติร์น นักเศรษฐศาสตร์ที่ส่งเสียงเตือนเรื่องต้นทุนเศรษฐกิจของภาวะโลกร้อน โดยย้ำว่า แม้ภาวะโลกร้อนจะเป็นภาระต่อเศรษฐกิจ แต่การชะลอการหาหรือการใช้มาตรการรับมือกับภาวะโลกร้อนจะยิ่งเป็นภาระต่อเศรษฐกิจ ที่สาหัสยิ่งกว่า โดยเฉพาะต่อการเติบโตของเศรษฐกิจในระยะยาว

ดังนั้น การที่นานาประเทศเร่งหามาตรการรับมือที่สร้างสรรค์เหมาะสมและสอดคล้อง กับเงื่อนไขของประเทศ จึงเป็นเรื่องน่ายินดีสำหรับการต่อกรกับสภาวะโลกร้อนที่นับวัน จะมีแต่ทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น

ขณะเดียวกัน ก็น่าเป็นห่วงบางประเทศ ที่ยังคงมองข้าม เพิกเฉย หรือยังคงชะลอการจัดการกับภาวะโลกร้อนอยู่ในขณะนี้ต่อไป เพราะอาจมีแต่ต้องทำใจยอมรับความสูญเสียต่อภัยคุกคามของภาวะโลกร้อนอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ แม้ว่าจะได้บทเรียนหนักหนาสาหัสจากภาวะโลกร้อนมาก่อนหน้านี้แล้วก็ตาม

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท