
พาณิชย์โต้โผจัดทีมแจงสหรัฐ-อียู
ทูตลงพื้นที่คุยคู่ค้าไม่ชัดชะลอเอฟทีเอขู่ฟ้องดับเบิลยูทีโอ
ทูตลงพื้นที่คุยคู่ค้าไม่ชัดชะลอเอฟทีเอขู่ฟ้องดับเบิลยูทีโอ
“พาณิชย์” จัดทีมแจงปัญหาแรงงาน นำร่องสหรัฐอียู ขู่ฟ้องหากแซงชั่นก์การค้าไทย
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวในที่ประชุม คสช.ว่า กรณีที่สหรัฐอเมริกาและยุโรปมีท่าทีคัดค้านการเข้าบริหารงานของ คสช.อยู่บ้าง ก็เข้าใจได้ แต่ก็ต้องคำนึงถึงศักดิ์ศรีของประเทศไทยด้วย
นางศรีรัตน์ รัษฐปานะ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยหลังหารือคณะกรรมการด้านการค้าและแรงงาน ว่ากระทรวงพาณิชย์ได้จัดทำแผนงานเร่งด่วนชี้แจงปัญหาเรื่องแรงงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชน โดยจัดทีมออกไปพบปะรัฐบาล ผู้นำเข้า เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องและความเชื่อมั่นทำการค้ากับไทยต่อไป โดยเริ่มชี้แจงที่สหรัฐก่อนจากนั้นไปยุโรป
“กระทรวงพาณิชย์ขอเป็นเจ้าภาพในเรื่องนี้ เพราะเกี่ยวข้องกับการค้า ถ้าไม่สร้างความเชื่อมั่นให้เกิดขึ้น อาจส่งผลกระทบได้ โดยจัดทีมไปชี้แจง เราจะไม่ทำคนเดียว จะร่วมกับทุกหน่วยงาน เพื่อให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน” นางศรีรัตน์ กล่าว
ขณะนี้ทูตพาณิชย์ไทยที่ประจำในสหรัฐ ทั้งแอลเอ ไมอามี ชิคาโก นิวยอร์ก ได้ออกไปพบปะผู้นำเข้ารายสำคัญในพื้นที่แล้วและยืนยันค้าขายกับไทยต่อไป ไม่มีการบอยคอตสินค้าไทย ซึ่งแสดงให้เห็นว่าภาคเอกชนของสหรัฐฯ ยังมีความเชื่อมั่นต่อไทย นอกจากนี้ สมาคมผู้นำเข้าอาหารทะเลรายใหญ่ของสหรัฐฯ (NFI) ยังได้ออกแถลงการณ์และยืนยันที่จะทำการค้ากับคู่ค้าไทยที่มีมาตรฐานด้านแรงงานต่อไป และรับที่จะช่วยสำรวจความคิดเห็นของผู้บริโภคในสหรัฐฯ ว่ามีความคิดเห็นในเรื่องนี้อย่างไรด้วย
“ปัญหาเรื่องการค้า ไม่น่าจะมี แต่คงจะมีในแง่จิตวิทยาบ้าง ซึ่งต้องเร่งแก้ไข และสร้างความเชื่อมั่นให้กับคืนมา”
สำหรับการจัดทำแผนปฏิบัติการด้านแรงงานเพื่อนำเสนอต่อกระทรวงต่างประเทศสหรัฐ ก่อนที่รัฐบาลสหรัฐ จะตัดความช่วยเหลือในด้านที่ไม่ใช่มนุษยธรรม และที่ไม่ใช่การค้า กระทรวงการต่างประเทศของไทยกำลังดำเนินการอยู่โดยมั่นใจว่าจะสามารถชี้แจงข้อกล่าวหาต่างๆ ได้ เนื่องจากบางประเด็นก็เป็นเรื่องเก่า หรือบางเรื่องเป็นเรื่องที่หยิบเอามาจากข่าว
นางศรีรัตน์ กล่าวว่า กรณีที่อียูมีมติระงับความสัมพันธ์กับไทยและยุติกรอบความตกลงว่าด้วยความเป็นหุ้นส่วนและความร่วมมือ (พีซีเอ) นั้น น่าจะหมายถึงการยุติความร่วมมือทางสังคมและการเมือง เพราะอียูยังไม่ชัดเจนว่าระงับการเจรจาข้อตกลงการค้าเสรี (เอฟทีเอ) กับไทยหรือไม่
นายพรศิลป์ พัชรินทร์ตนะกุล รองประธานหอการค้าไทย กล่าวว่า อียูไม่มีสิทธิแซงชั่นก์การค้าของไทยได้ หากเป็นเช่นนั้นจริงไทยสามารถฟ้องร้องต่อองค์การการค้าโลกได้ทันที
“เรื่องไทยอียู เชื่อว่าไม่กระทบการค้าระหว่างกันแน่นอน เพียงแต่ไทยหวังว่าจะขอให้ทางอียูต่อสิทธิประโยชน์ทางภาษี (จีเอสพี) ที่จะหมดในปี 2558 นี้ออกไปให้ และอาจทำให้การเจรจาต่างๆ ล่าช้าออกไปเท่านั้นเอง ซึ่งที่ผ่านมาเราเองก็ยังไม่ได้ทำอะไรจริงจัง จึงเสมอตัวไม่มีผลกระทบอะไร” นายพรศิลป์ กล่าว
ทั้งนี้ ปัจจุบันประเทศไทยส่งออกไปยังตลาดสหภาพยุโรป (อียู) ประมาณ 10% จากมูลค้าการส่งออกทั้งหมด หรือคิดเป็นมูลค่าการส่งออกประมาณปีละ 23 หมื่นล้านบาท
อย่างไรก็ตาม ในระหว่างที่การเจรจากยรอบการค้าระหว่างไทยอียูต้องล่าช้าออกไปนั้น เพราะอียูมีจุดยืนชัดเจนในเรื่องของประชาธิปไตย ประเทศไทยก็ควรจะใช้โอกาสนี้ในการเตรียมตัวเองให้พร้อมในเรื่องของโจทย์หรือข้อกำหนดต่างๆ ที่ยังตกลงกันไม่ได้เช่น ทรัพย์สินทางปัญญา และยา เพราะเมื่อเวลามีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งและสามารถเปิดการเจรจากันได้แล้วก็น่าจะช่วยทำให้การเจรจาคืบหน้าไปได้เร็วกว่าเดิมด้วยซ้ำ
ขณะเดียวกัน ก็อยากให้ศูนย์อำนวยความพร้อมเข้าสู่ประชาคมอาเซียนที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ตั้งขึ้นมานั้น อยากให้ศูนย์ข้อตกลงการค้า ที่มองรวมไปถึงกรอบข้อตกลงทางการค้า (เอฟทีเอ) ต่างๆ เข้าไปด้วย ไม่ใช่มองเพียงแค่อาเซียนหรือเออีซีเท่านั้น เพื่อที่จะได้ส่งเสริมให้ผู้ประกอบการไทยใช้สิทธิประโยชน์จากกรอบการค้าต่างๆ ได้มากขึ้น เพราะปัจจุบันผู้ประกอบการไทยยังใช้สิทธิประโยชน์จากเอฟทีเอกรอบต่างๆ ในสัดส่วนที่น้อยมาก โดยเฉพาะเรื่องของแหล่งกำเนิดสินค้า
นายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า กรณีสหภาพยุโรปลดความสัมพันธ์กับไทยจะเสียประโยชน์ทางการค้าต่อกันทั้งสองฝ่าย และหากไม่ลงนามเอฟทีเอ เอกชนยังค้าขายเป็นปกติไม่มีปัญหา ซึ่งเอกชนต้องเร่งชี้แจงกับคู่ค้าให้เกิดความมั่นใจในการส่งมอบสินค้าตรงต่อเวลา
ทั้งนี้ นายสุพันธุ์ กล่าวว่า ทั้งนี้ ในการประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ในเดือน ก.ค. จะนำเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกรณีสหรัฐและอียูเกิดขึ้นทั้งสหรัฐอเมริกาและอียูไปหารือในที่ประชุมเพื่อเตรียมพร้อมประเมินถึงผลกระทบและแนวทางการแก้ไขโดยขณะนี้มีเพียงผลกระทบที่เกิดขึ้นระยะสั้นทางจิตวิทยาเท่านั้น ไม่กระทบต่อด้านการค้า โดยเชื่อว่าการทำหน้าที่ของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้มีทีมเศรษฐกิจและต่างประเทศชี้แจงกับอียูให้เกิดความเข้าใจและเชื่อว่าทั้งสหรัฐอเมริกาและอียูจะไม่คว่ำบาตรไทยอย่างแน่นอน







