
"82ปีคณะราษฎร"พ่ายแพ้สร้างความเท่าเทียม
"ประจักษ์ ก้องกีรติ" ปาฐกถาพิเศษในงานครบรอบ 82 ปี การอภิวัฒน์สยาม 24 มิ.ย. 2475 ระบุคณะราษฎรพ่ายแพ้ในการสร้างความเท่าเทียม
"ประจักษ์ ก้องกีรติ" ปาฐกถาพิเศษในงานครบรอบ 82 ปี การอภิวัฒน์สยาม 24 มิ.ย. 2475 ระบุคณะราษฎรพ่ายแพ้ในการสร้างความเท่าเทียม
เมื่อวันที่ 24 มิ.ย. สถาบันปรีดี พนมยงค์ ได้จัดงานครบรอบ 82 ปี การอภิวัฒน์สยาม 24 มิ.ย. 2475 โดยมีการปาฐกถาพิเศษของ ประจักษ์ ก้องกีรติ อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในหัวข้อ “การเดินทางของความไม่เสมอภาคในสังคมไทย”
ประจักษ์ เปิดเผยว่า ปัญหาความไม่เสมอภาค ถือเป็นส่วนที่ทำให้พัฒนาการประชาธิปไตยในสังคมไทยล้มลุกคลุกคลาน เนื่องจากแต่ละกลุ่มมีเสรีภาพที่ไม่เท่ากัน และมีการปล่อยให้คนกลุ่มหนึ่ง มีเสรีภาพมากกว่าอีกกลุ่มหนึ่ง ซึ่งสะท้อนความไม่เสมอภาคอย่างชัดเจน
“แม้คณะราษฎรจะเปลี่ยนแปลงการปกครองมาเป็นประชาธิปไตยได้สำเร็จ และเร่งสร้างหลักการการเมืองแบบใหม่ ที่ให้สิทธิ์ให้เสียงกับคนในสังคม เป็นวงกว้าง แต่ประวัติศาสตร์ตลอด 82 ปีที่ผ่านมาสะท้อนให้เห็นว่าคณะราษฎรพ่ายแพ้ในการปลูกฝังอุดมการณ์ความเสมอภาคให้เกิดขึ้นในสังคมไทย สังคมไทยยังเป็นสังคมชนชั้น ความเชื่อเรื่องความไม่เสมอภาคยังฝังอยู่ในสังคมไทย และสังคมไทยยังคงแบ่งคนออกเป็นชนชั้นสูงต่ำอย่างเหนียวแน่น ซึ่งตราบใดที่เรายังเชื่อว่าคนไทยไม่เท่ากัน และยังบ่มเพาะเรื่องความไม่เสมอภาคในสังคมไทย ก็ยากที่ประชาธิปไตยจะพัฒนาอย่างยั่งยืน และยากที่สังคมไทยจะอยู่ด้วยกันอย่างสงบสุข”ประจักษ์กล่าว
ทั้งนี้ ประจักษ์ ได้ชี้ให้เห็นถึงวาทกรรมของสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ พระยาอนุมานราชธน และ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ซึ่งล้วนเป็นชนชั้นนำต่างยุคต่างสมัย ได้ตอกย้ำความไม่เท่าเทียมกัน ของคนในสังคมให้มากขึ้น เช่น พระยาอนุมานราชธน ระบุว่า “การที่สังคมไทย และวัฒนธรรมไทยมีชนชั้นเป็นเรื่องปรกติธรรมดา รวมถึงกำหนดว่าหลักจรรยาประเพณี เน้นเรื่องชั้นสังคม โดยเน้นอาวุโส เช่นเรื่อง ชาติวุฒิ คุณวุฒิ และวัยวุฒิ และยังมองว่า คนไทย ยังโง่เขลา และมืดมน ชาวบ้านมีปัญญาน้อย ใช้อารมณ์มากกว่ารู้จักคิดด้วยเหตุผล เปรียบได้กับฐานเจดีย์ชั้นล่างสุด ซึ่งแม้จะมีความสำคัญเพราะรองรับเจดีย์ไว้ แต่ก็มีความเจริญในระดับต่ำสุด ซึ่งสะท้อนชัดถึงการมองคนไม่เท่ากันอย่างชัดเจน
เช่นเดียวกับ ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช อดีตนายกรัฐมนตรี และนักคิดนักเขียนคนสำคัญ ซึ่งเป็นผู้วางพื้นฐานในการผลิตวาทกรรมโง่ จน เจ็บ โดยในช่วงก่อนเหตุการณ์ 14 ต.ค. 2516 ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ได้มองว่าชาวบ้านช่วยตัวเองไม่ได้ เพราะไม่ขวนขวายทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ตัวเองดีขึ้น นักศึกษาซึ่งเป็นชนชั้นนำที่เหนือกว่า จึงต้องเข้าไปช่วยชาวบ้านให้มีชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้น
“ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ได้สะท้อนออกมาในกิจกรรมร่วมของนักศึกษา 3 มหาวิทยาลัย ได้แก่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และมหาวิทยาลัยมหิดล โดยให้ร่วมกันทำ โดยให้ธรรมศาสตร์แก้ปัญหาความโง่เขลา ม.เกษตรศาสตร์ แก้ปัญหาความจน และมหิดลแก้ปัญหาความเจ็บ ซึ่งผมคิดว่าปัญหาขณะนี้คือไม่รู้ใครจะมาแก้ไขความโง่เขลาของมหาวิทยาลัยเอง”ประจักษ์ระบุ
ประจักษ์ ยังอธิบายให้เห็นอีกว่า หลักคิดดังกล่าว ยังดำรงอยู่สืบเนื่องมาถึงปัจจุบัน และเป็นอุปสรรคสำคัญในการพัฒนาหลักการประชาธิปไตย เพราะประชาชนจำนวนมากของประเทศยังคงถูกลดทอนสิทธิ อันเป็นผลผลิตที่ถูกสร้างขึ้นจากปัญญาชนอนุรักษ์นิยมในอดีตมาถึงปัจจุบัน โดยเฉพาะในห้วงเวลาที่คนชั้นกลางรู้สึกไม่มั่นคง ท่ามกลางความปลี่ยนแปลงทางสังคม เศรษฐกิจ และการเมืองอย่างรุนแรง พวกเขาได้เอาแนวคิดชนชั้นสูงกลับมาอธิบายแทน รวมถึงถูกดัดแปลง ตัดต่อ และผลิตซ้ำ จนเหลือแต่เพียงความหยาบคายและตื้นเขิน โดยเฉพาะในการดูถูกเพื่อนร่วมชาติ จากเดิมที่ดูถูกด้วยชาติกำเนิด มาสู่การเน้นเรื่องระดับการศึกษา เช่น “คนมีการศึกษาต่ำ ไม่ควรมีสิทธิ์มีเสียงทางการเมือง”
“ประชาธิปไตยที่เกิดจากเสียงข้างมาก ย่อมเกิดความบกพร่องได้เสมอ แต่วิธีแก้ไขปัญหาความบกพร่องของปัญหาประชาธิปไตยที่ดีที่สุด คือการเพิ่มอำนาจให้ประชาชนในการจำกัดและถ่วงดุลผู้มีอำนาจ ไม่ใช่ลดทอนอำนาจของประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ ในการปกครอง”ประจักษ์กล่าว
ประจักษ์บอกอีกว่า ประชาธิปไตยไม่เคยสมบูรณ์ เพราะเป็นสิทธิ์เสมอภาคในการต่อสู้ของคนทุกกลุ่มคน ย้อนไปเมื่อ 82 ปีก่อน คณะราษฎร ประกาศว่าให้ราษฎรทั้งหลายพึงรู้เถิดว่า ประเทศนี้เป็นของราษฎร และต่อไปนี้ทุกคนจะมีสิทธิ์เสมอภาคกัน และให้สิทธิ์เสมอภาคชายและหญิงอย่างเสมอภาคกัน ตั้งแต่ปี 2476 และนับเป็นความก้าวหน้าอย่างยิ่ง เพราะหลายประเทศผู้หญิงเลือกตั้งช้ากว่าผู้ชาย
"แต่กลับเป็นเรื่องน่าเศร้า เพราะแม้จะผ่านไป 82 ปี ประชาชนจำนวนมากของประเทศยังถูกลดทอนศักดิ์และสิทธิ ให้ต่ำต้อยด้อยค่า มีฐานะเป็นเพียงพลเมืองชั้นสอง ชนชั้นนำและชนชั้นกลางในเมืองยังไม่เคารพการตัดสินใจของพวกเขา แถมยังดูถูกว่าพวกเขา เป็นพวก ‘โง่ จน เจ็บ’ ที่ล้าหลัง และไม่เข้าใจประชาธิปไตยในบรรทัดฐานของชนชั้นกลางและชนชั้นสูง วิธีมองคนไม่เท่ากัน สร้างวิกฤตให้ประชาธิปไตยที่ลึกซึ้งโดยหากไม่ปรับทัศนคติ สังคมไทยก็ไม่อาจมีประชาธิปไตยที่ยั่งยืนได้ ตรงกันข้าม การให้สิทธิทางการเมืองอย่างเท่าเทียม จะทำให้รู้สึกว่าคนทุกคนเป็นเจ้าของประเทศเท่ากับคนอื่น และยอมรับว่าคนไทยทุกคนเท่าเทียมกัน มีศักดิ์และสิทธิ์เท่าเทียมกัน จะเป็นจุดเริ่มต้นของความปรองดองและการอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุขที่แท้จริง"ประจักษ์ กล่าว
ทั้งนี้ ภายหลังจบการปาฐกถา ผู้เข้าร่วมรับฟังต่างยืนปรบมือกันเสียงดังกึกก้อง และมีบางคนลุกขึ้นยืนชูสามนิ้ว เพื่อต่อต้านการรัฐประหาร อย่างไรก็ตาม ผู้จัดงานระบุว่า ได้ประสานกับตำรวจและทหาร จนได้รับการอนุญาตให้จัดงานแล้ว
ภาพประกอบข่าวจากแฟ้มภาพ







