posttoday
สุเทพหลุกปาก"ประยุทธ์"สะเทือน

สุเทพหลุกปาก"ประยุทธ์"สะเทือน

24 มิถุนายน 2557

สร้างแรงกระเพื่อมต่อภาวะผู้นำของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ. ในฐานะหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)

โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

สร้างแรงกระเพื่อมต่อภาวะผู้นำของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ. ในฐานะหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ไม่ใช่น้อย เมื่อ สุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการ กปปส.ทิ้งระเบิดลูกใหญ่กลางงานเลี้ยงระดมทุน ณ แปซิฟิค คลับ เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา เพื่อหาเงินตั้งมูลนิธิ กปปส.ไปช่วยเหลือผู้ได้รับบาดเจ็บจากการชุมนุมของ กปปส.

“คุณสุเทพและมวลมหาประชาชนเหน็ดเหนื่อยมามากแล้ว ตอนนี้ถึงเวลาทหารมาสานต่อหน้าที่ภารกิจนี้” สุเทพ ถ่ายทอดคำพูดของ พล.อ.ประยุทธ์ ก่อนที่จะมีการประกาศกฎอัยการศึกให้กับบรรดาคนที่มาร่วมงานดังกล่าวได้ฟัง

นอกจากนี้ สุเทพยังระบุด้วยว่า เคยพูดคุยกับ พล.อ.ประยุทธ์ ตั้งแต่เหตุการณ์ความไม่สงบในปี 2553 เกี่ยวกับยุทธศาสตร์การขุดรากถอนโคนระบอบทักษิณ ว่าจะทำอย่างไรให้ถอนรากถอนโคนระบอบทักษิณให้หมดสิ้น และปฏิรูปประเทศด้วยการกำจัดคอร์รัปชั่นและสลายสีเสื้อที่แบ่งแยกพี่น้องชาวไทยมาอย่างยาวนาน

ก่อนจะตอกย้ำความสัมพันธ์ระหว่างสุเทพและ พล.อ.ประยุทธ์ด้วยการระบุว่าทั้งคู่ต่างสนทนาผ่านทาง “ไลน์” โปรแกรมสนทนาทางข้อความผ่านโทรศัพท์มือถืออย่างสม่ำเสมอ

แม้ พ.อ.วินธัย สุวารี รองโฆษกกองทัพบก จะรีบออกมาปฏิเสธและพยายามชี้แจงว่าประเด็นข่าวดังกล่าวอาจเป็นการคลาดเคลื่อน และยืนยันว่า พล.อ.ประยุทธ์ไม่เคยมีการพูดคุยหรือสื่อสารเป็นการส่วนตัว หรือส่งข่าวใดๆ ทั้งสิ้น แต่นั่นไม่อาจคลี่คลายสลายความเคลือบแคลงที่เกิดขึ้นได้

ดังนั้น ผลกระทบจากระเบิดลูกโตของสุเทพที่ปล่อยออกมาในห้วงเวลาหัวเลี้ยวสำคัญของ คสช. ย่อมทำให้กระบวนการปฏิรูปประเทศที่ พล.อ.ประยุทธ์กำลังเร่งเครื่องเดินหน้าต้องได้รับผลกระทบไม่มากก็น้อย

เพราะคำพูดของสุเทพย่อมทำให้ถูกตีความได้ว่า พล.อ.ประยุทธ์เอนเอียงมาทางฝั่ง กปปส. หรืออาจคิดไปไกลกว่านั้นว่ามีส่วนสนับสนุนอยู่เบื้องหลังเคลื่อนไหวล้มรัฐบาลมากกว่าบทบาท “คนกลาง” ที่มาเป็นพระเอกขี่ม้าเขียวออกมากู้สถานการณ์ฝ่าทางตัน ป้องกันเหตุการณ์ความรุนแรงจากการเผชิญหน้าของมวลชนสองฝั่งจนมีกระแสชื่นชมยอมรับ สะท้อนผ่านผลโพลหลายสำนัก

เมื่อต้นทุนสำคัญคือเรื่องความเชื่อมั่นในตัว พล.อ.ประยุทธ์มีอันต้องสั่นคลอน นั่นหมายความว่าภารกิจความพยายามขับเคลื่อนแผนปฏิรูปประเทศเดินหน้าสร้างความปรองดอง สมานฉันท์ ผ่านกลไกที่กำลังจัดตั้งขึ้นทั้งหลายย่อมสะดุดและอาจไม่ได้รับความร่วมมือเท่าที่ควร

ยิ่งในเวลานี้ทุกอย่างกำลังเริ่มเป็นรูปเป็นร่างเดินหน้าสู่แผนปฏิรูปในขั้นที่สอง ซึ่งวางตารางเตรียมขับเคลื่อน 11 เรื่องใหญ่ อาทิ การทุจริตคอร์รัปชั่น การเข้าสู่อำนาจ การใช้อำนาจบริหาร นิติบัญญัติ และตุลาการ การรวมอำนาจ การกระจายอำนาจ การควบคุมอำนาจ ระบบพลังงาน การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การสื่อสารมวลชน การศึกษา การเรียนรู้และภูมิปัญญา คุณธรรม จริยธรรม ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคม การจัดสรรทรัพยากร

ผ่านการจัดตั้งสภาปฏิรูปการเมือง 250 คน โดยการคัดสรรมาจากตัวแทนของแต่ละพวกแต่ละฝ่ายที่เกี่ยวข้อง และสภานิติบัญญัติแห่งชาติ 200 คน ที่จะมีขึ้นในช่วงเดือน ส.ค.นี้ รวมไปถึงการมีรัฐบาลชั่วคราวในช่วงเดือน ก.ย.นี้

ต้องยอมรับว่าไม่ใช่งานง่าย เพราะแค่การกอบกู้ฟื้นฟูประเทศหลัง “รัฐประหาร” ทั้งสลายสีเสื้อที่ร้าวหนักในแต่ละพื้นที่ การสกัดกระแสต่อต้านการรัฐประหาร ยังไม่ต้องมองเลยไปถึงการฟื้นฟูปฏิรูปประเทศ หากภาพลักษณ์ของ พล.อ.ประยุทธ์เสียหายไปย่อมยากที่จะแสวงหาความร่วมมือกับทั้งในประเทศและต่างประเทศ รวมทั้งอาจเป็นชนวนให้กลุ่มต่อต้านหยิบยกมาเป็นประเด็นเคลื่อนไหวหลังผ่อนคลายกฎอัยการศึกในอนาคต

ยังไม่รวมกับภาพลักษณ์ในสายตาของชาวต่างชาติ ที่เวลานี้กำลังตกเป็นเป้า ทั้งถูกเพ่งเล็ง ไปจนถึงมาตรการกดดัน และการยกเลิกตัดสิทธิให้ความช่วยเหลือในหลายๆ ด้าน และเป็นงานหนักของกระทรวงการต่างประเทศที่ต้องเดินสายชี้แจงทำความเข้าใจกับนานาชาติ

ไม่แปลกที่ถ้อยแถลงของ พ.อ.วินธัยจะพยายามอธิบายประเด็นที่เกิดขึ้นว่าเป็นเพียงเพราะ พล.อ.ประยุทธ์ ได้รับมอบจากรัฐบาลโดยอดีตนายกฯ ให้ดำเนินการในฐานะหน่วยงานความมั่นคง เพื่อสื่อสารแจ้งกับทุกกลุ่มให้หาทางเจรจากันแต่ก็ไม่สำเร็จ

ทั้งนี้ ย่อมเข้าใจได้ว่าคำชี้แจงที่ออกมาเพื่อ “ตัดตอน” ความสัมพันธ์ไม่ให้ถูกมองได้ว่า คสช. และ กปปส. เข้าข้างเพียงฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งฝ่ายเดียว แต่ต้องเจรจากับทุกกลุ่มทุกฝ่าย ด้วยภารกิจหน้าที่ในฐานะหน่วยงานด้านความมั่นคง เพื่อไม่ให้ทุกอย่างที่กำลังเริ่มต้นไว้ต้องสะดุดหรือพังครืนลงไป

ยิ่งในเวลานี้ พล.อ.ประยุทธ์กำลังได้ใจชาวบ้านจากบรรดามาตรการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าที่เป็นผลพวงจากอดีตรัฐบาลหลายต่อหลายเรื่อง ทั้งจำนำข้าว การลดราคาค่าครองชีพ การจัดระเบียบวินรถตู้ มอเตอร์ไซค์ ฯลฯ ที่ทำให้หลายคนเริ่มตั้งความหวังกับแผนปฏิรูปฉบับ คสช.

ยังไม่รวมถึงตำแหน่ง “นายกรัฐมนตรี” ที่มีเสียงร่ำลือว่า พล.อ.ประยุทธ์อาจจะมานั่งเก้าอี้นี้ด้วยตัวเองเพื่อทำให้ทุกอย่างสามารถควบคุมได้อย่างเบ็ดเสร็จเป็นไปตามที่ต้องการ ไม่ทำให้การรัฐประหารเที่ยวนี้ต้อง “เสียของ” เหมือนอย่างที่หลายฝ่ายเป็นห่วง

สอดรับกับผลโพลล่าสุดของ “นิด้าโพล” เรื่อง “คสช.ควรเสนอชื่อใครเป็นนายกรัฐมนตรี” ที่ พล.อ.ประยุทธ์คะแนนนำโด่งประชาชน 41.3% เห็นควรให้มานั่งเก้าอี้นายกฯ ทิ้งห่างที่สอง อานันท์ ปันยารชุน 8.5% สุรินทร์ พิศสุวรรณ อันดับสาม 2.3% ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล 1.4% และสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ 1.1%

ทว่าคำพูดจากสุเทพรอบนี้อาจะทำให้เครดิตของ พล.อ.ประยุทธ์ ต้องลดน้อยถอยลงไป และในอนาคตต่อไปหากมีแผลที่สองที่สามตามมาเรื่อยๆ ย่อมทำให้เกิดเส้นทางสู่การปฏิรูปเต็มไปด้วยแรงเสียดทานมากยิ่งขึ้น

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท