
ธนาคารยุคใหม่
ผมมีประสบการณ์ในการทำงานกับสถาบันการเงินมานานกว่า 40 ปี ผ่านงานมาทุกตำแหน่งที่ต้องติดต่อกับลูกค้าโดยตรง ทั้งงานด้านกิจการสาขา สินเชื่อ ต่างประเทศ บริหารการเงิน ฯลฯ จึงมีโอกาสได้ติดต่อกับลูกค้าอย่างใกล้ชิด ต้องตอบคำถามมากมาย ทั้งคำถามเกี่ยวกับธุรกิจการเงินและคำถามประเภทที่น่าถามศิราณีมากกว่าถามผม แต่ไม่มีคำถามไหนที่แหวกตำราวิชาการธนาคารที่เคยเล่าเรียนมาเหมือนคำถามที่อดีตลูกค้าในสถาบันการเงินแห่งหนึ่ง โทรศัพท์มาถามเมื่อเร็วๆ นี้
ผมมีประสบการณ์ในการทำงานกับสถาบันการเงินมานานกว่า 40 ปี ผ่านงานมาทุกตำแหน่งที่ต้องติดต่อกับลูกค้าโดยตรง ทั้งงานด้านกิจการสาขา สินเชื่อ ต่างประเทศ บริหารการเงิน ฯลฯ จึงมีโอกาสได้ติดต่อกับลูกค้าอย่างใกล้ชิด ต้องตอบคำถามมากมาย ทั้งคำถามเกี่ยวกับธุรกิจการเงินและคำถามประเภทที่น่าถามศิราณีมากกว่าถามผม แต่ไม่มีคำถามไหนที่แหวกตำราวิชาการธนาคารที่เคยเล่าเรียนมาเหมือนคำถามที่อดีตลูกค้าในสถาบันการเงินแห่งหนึ่ง โทรศัพท์มาถามเมื่อเร็วๆ นี้
เขาบอกว่า เขากำลังมีปัญหากับสถาบันการเงินที่ใช้บริการอยู่มานานนับสิบปี และอาจทำให้ธุรกิจของเขาเดือดร้อน จึงอยากขอปรึกษาในฐานะที่รู้จักกันมานานว่าควรจะทำอย่างไรดี
พอเขาพูดแค่นี้ ผมก็นึกในใจว่าคงมีปัญหาสภาพคล่อง ไม่มีเงินจ่ายดอกเบี้ยหรือเงินต้นคืนให้ธนาคาร และถูกธนาคารบีบให้หาเงินมาชำระหนี้ เหมือนหลายๆ รายที่เคยขอคำปรึกษาก่อนหน้านี้
ไม่ใช่ครับ เขาไม่ได้มีปัญหาเรื่องหาเงินมาชำระหนี้หรือจ่ายดอกเบี้ยให้ธนาคารอย่างที่ผมเข้าใจ ความจริงเขาเป็นลูกค้าที่ดีมาตลอด ไม่เคยผิดนัดชำระหนี้ แต่ได้รับแจ้งจากธนาคารว่าจะขอปรับอัตราดอกเบี้ยขึ้นไปอีก และขอหลักประกันสินเชื่อเพิ่ม ทั้งๆ ที่มูลค่าของหลักประกันที่จำนองไว้กับธนาคารนั้นสูงกว่าวงเงินสินเชื่อที่ได้รับ ถ้าไม่ตกลงตามคำขอก็ให้ปิดบัญชีชำระหนี้คงค้างโดยด่วน
ผมฟังแล้วคิดว่าคงมีเรื่องเข้าใจผิดอะไรกันหรือเปล่า เช่น ผิดนัดชำระหนี้โดยไม่เจตนา หรืองบแสดงฐานะทางการเงินอ่อนแอลงจนธนาคารไม่สามารถยอมรับได้ ดอกเบี้ยที่ได้รับไม่คุ้มกับความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้น ไม่อย่างนั้นถูกธนาคารจับได้ว่าไปค้าของเถื่อนหรือเล่นการพนัน ปั่นหุ้นอะไรทำนองนั้น ก็ถามเขาตรงๆ
คำตอบของเขาที่ผมบอกว่าฉีกตำราทุกเล่มที่เคยเรียนมาและประเพณีปฏิบัติของสถาบันการเงินในอดีต คือ เขายืนยันว่าเขาไม่ได้มีปัญหาหรือประพฤติปฏิบัติอะไรนอกลู่นอกรอยของการทำธุรกิจที่ทำมา 20 กว่าปีแล้วแต่ประการใด แต่ที่ธนาคารขอคิดดอกเบี้ยเพิ่ม ขอหลักประกันเพิ่ม หรือขอให้เขาย้ายบัญชีไปที่อื่นนั้น มีสาเหตุเพราะเขาใช้บัญชีกับสถาบันการเงินแห่งนี้มานาน ไม่มีกิจกรรมใหม่ ไม่มีอะไรผิดปกติ ไม่ขอสินเชื่อเพิ่ม ธนาคารจึงสรุปว่าเป็นบัญชีที่มีความเสี่ยงสูงนั้น
ก่อนอื่นต้องยืนยันว่า นักธุรกิจรายนี้เป็นคนที่เชื่อถือได้ ไม่เหลวไหล และหลังจากพูดกับผมไม่นาน เขาก็ย้ายบัญชีไปที่ธนาคารอื่น จ่ายดอกเบี้ยน้อยลงกว่าที่เคยจ่าย ถึงระหว่างการย้ายบัญชีจะขลุกขลักบ้าง เพราะเขามีบัญชีเงินกู้เพียงบัญชีเดียวกับธนาคารเจ้าปัญหาที่ว่านี้ เพราะฉะนั้นคำพูดของเขาจึงเชื่อถือได้ว่าไม่ได้มีปัญหากับธนาคารแล้วมากล่าวหาธนาคารลอยๆ
กรณีนี้คำถามคือ ทำไมธนาคารถึงไม่ต้องการลูกค้าที่ติดต่อกันมานานๆ ไม่เคยมีปัญหาใดๆ กับธนาคารทั้งสิ้น และประเมินว่าธุรกิจของเขามีความเสี่ยงสูงขึ้นกว่าเดิม
พูดจริงๆ ครับ ตอนแรกผมก็ตอบไม่ได้ เพราะแต่ไหนแต่ไรมาธนาคารมักให้เครดิตแก่ลูกค้าที่ติดต่อกันมานานๆ โดยไม่สร้างปัญหาให้ สมัยที่ผมทำงานเคยให้ลูกน้องออกไปเยี่ยมเยียนลูกค้าประเภทนี้ ซึ่งมักถูกปล่อยปละละเลย ไม่มีเจ้าหน้าที่หรือผู้บริหารธนาคารไปเยี่ยมเยียน ในขณะที่ลูกค้ามีปัญหากลับได้รับความสนใจจากเจ้าหน้าที่และผู้บริหารเป็นพิเศษ และเน้นให้หาลูกค้าสายใหม่ ในขณะที่ไม่พยายามเต็มที่ที่จะหาธุรกิจเพิ่มจากลูกค้ารายเดิมๆ พอเจอแนวคิดสมัยใหม่ว่า ลูกค้าที่ติดต่อกันมานานๆ ความเสี่ยงเพิ่มขึ้น ให้หาทางกำจัดออกไปเสียก็ชักงง หาเหตุผลไม่ได้เหมือนกัน ตอนนั้นเลยยุส่งให้ย้ายธนาคาร เพราะเชื่อว่าเขาคงหาธนาคารใหม่ที่เต็มใจจะให้สินเชื่อได้ไม่ยาก และบอกเขาว่าอย่าเสียเวลาหาเหตุผลอยู่เลย เพราะไม่ยุติธรรมที่เขาจะต้องจ่ายดอกเบี้ยเพิ่มด้วยเหตุผลประหลาดๆ อย่างนี้
หลังจากนั้นจึงทราบวิธีประเมินความเสี่ยงของลูกค้าของธนาคารที่ว่านี้ว่า เขามองลูกค้าที่ติดต่อกันมานานๆ ได้รับดอกเบี้ยในอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ต่ำสุด หรือเอ็มแอลอาร์ของธนาคารนั้น ให้ผลตอบแทนกับธนาคารไม่คุ้มความเสี่ยง เพราะยิ่งนานไปโอกาสที่ธุรกิจของลูกค้าจะมีปัญหาจะยิ่งเพิ่มขึ้น ถึงวันนี้จะยังไม่เกิดปัญหา แต่วันพรุ่งนี้หรือมะรืนนี้อาจเกิดปัญหาขึ้นก็ได้ จึงต้องคิดดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น และขอหลักประกันเพิ่มขึ้น หรือให้ปิดบัญชีไปก่อนที่จะเกิดปัญหา
เขายังมองว่า ถ้าเขาใช้เงินที่ปล่อยสินเชื่อให้ลูกค้าธุรกิจแบบหมุนเวียนต่อเนื่อง เช่น วงเงินโอดี หรือวงเงินกู้ระยะสั้นที่ต่ออายุได้เมื่อครบกำหนด เป็นเสมือนการปล่อยเงินสินเชื่อที่ไม่มีกำหนดชำระหนี้ที่แน่นอน ผิดหลักการบริหารสินเชื่อและควบคุมความเสี่ยง ทั้งเงินที่เขาให้ปล่อยสินเชื่อประเภทนี้ ถ้าเขานำไปปล่อยสินเชื่อประเภทสินเชื่อบุคคลหรือบัตรเครดิตที่มีรอบการหมุนเวียนของการใช้สินเชื่อมากกว่าสินเชื่อการค้าแล้ว จะทำให้ธนาคารมีรายได้เพิ่มขึ้น
ดังนั้น เขาจึงออกยุทธการกำจัดลูกค้าเก่าอย่างนักธุรกิจรายที่โทรศัพท์มาปรึกษากับผมเล่าให้ฟัง
ความจริงว่าไปแล้ว ถ้าไม่ถือว่าการดูแลให้ความช่วยเหลือลูกค้าที่ติดต่อกันมานานเป็นจรรยาบรรณในการประกอบวิชาชีพของสถาบันการเงิน เหมือนที่ผมเคยเล่าเรียนมาทั้งจากตำราวิชาชีพการธนาคารสุดคลาสสิกของท่านอาจารย์ประยูร จินดาประดิษฐ์ และหลักสูตรวิชาการธนาคารของสถาบันนายธนาคารแห่งประเทศอังกฤษแล้ว เหตุผลที่เขานำมาใช้คงไม่ผิด โดยเฉพาะถ้าฐานเงินฝากหรือแหล่งเงินที่เขาสามารถระดมมาปล่อยสินเชื่อมีจำกัด จำเป็นต้องนำเงินที่ระดมมาไปหารายได้สูงสุด ซึ่งคงไม่พ้นการปล่อยสินเชื่อบุคคลและบัตรเครดิตที่คิดดอกเบี้ยได้สูงสุดเท่าที่กฎหมายกำหนด ไม่รวมรายได้จากค่าธรรมเนียม เบี้ยปรับอะไรอีกสารพัดชนิด
แนวความคิดลักษณะนี้เป็นแนวความคิดของสถาบันการเงินยุคใหม่ โดยเฉพาะสถาบันการเงินในประเทศที่พัฒนาแล้ว ซึ่งเน้นการหารายได้จากธุรกรรมที่ให้ผลตอบแทนทางด้านค่าคอมมิชชั่น และค่าธรรมเนียมมากกว่ารายได้จากดอกเบี้ย
แนวความคิดนี้เกิดขึ้นมานานแล้ว ดังจะเห็นว่ารายได้ของสถาบันการเงินในประเทศที่เจริญแล้ว ส่วนใหญ่มาจากรายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ย
เพราะฉะนั้นจึงไม่น่าแปลกใจที่แนวความคิดแบบนี้จะเข้ามามีบทบาทมากขึ้นในเมืองไทย เมื่อสถาบันการเงินต่างประเทศเข้ามาถือหุ้นและบริหารสถาบันการเงินที่เคยเป็นของคนไทยมากขึ้น ตามนโยบายของธนาคารแห่งประเทศไทยที่ต้องการสร้างความแข็งแกร่งให้กับสถาบันการเงินหลังวิกฤตต้มยำกุ้งในราวปี 2540
แต่คำถามคือ ขณะนี้ธุรกิจของไทยพร้อมไหมที่จะปรับตัวให้เข้ากับแนวความคิดและวิธีปฏิบัติแบบไม่ให้คุณค่าของสินทรัพย์อันหุ้นส่วนที่ติดต่อกันยาวนาน
สำหรับธุรกิจขนาดใหญ่ หรือธุรกิจขนาดกลางค่อนข้างใหญ่ในประเทศได้ปรับตัวให้สามารถรับความเปลี่ยนแปลงนี้แล้ว เช่น การออกหุ้นกู้หรือตราสารหนี้ประเภทต่างๆ แทนการกู้เงินจากสถาบันการเงิน และสถาบันการเงินเองก็พอใจที่จะติดต่อทำมาค้าขายกับลูกค้ารายใหญ่ที่มีธุรกิจเกี่ยวเนื่อง สร้างรายได้จากค่าธรรมเนียมและคอมมิชชั่นให้ เช่น การให้สถาบันการเงินเป็นตัวแทนจัดจำหน่ายตราสารหนี้ หรือควบรวมกิจการแต่ละธุรกรรม สามารถทำรายได้ให้ธนาคารที่เกี่ยวข้องเป็นกอบเป็นกำกว่าการนั่งเก็บดอกเบี้ยใต้ถุนร้านจากลูกค้าเดิมๆ ที่ติดต่อกันมานานๆ เป็นไหนๆ
แต่สำหรับธุรกิจขนาดย่อมๆ ลงมาอาจปรับตัวไม่ทันทัศนคติในการประกอบธุรกิจแบบสมัยใหม่ของสถาบันการเงิน และอาจมีปัญหาเหมือนตัวอย่างที่เล่าให้ท่านผู้อ่านฟัง และนี่อาจเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมไม่สามารถกู้เงินจากสถาบันการเงินได้อย่างที่พูดๆ กัน
สำหรับนักธุรกิจที่มีปัญหาทำนองนี้ อยู่ๆ ถูกขอเก็บดอกเบี้ยเพิ่ม เพิ่มหลักประกัน หรือขอให้ชำระหนี้ ทั้งๆ ที่ท่านไม่เคยสร้างปัญหาให้ธนาคารที่ใช้บริการอยู่ ท่านลองติดต่อขอใช้บริการกับธนาคารบางแห่งที่ถึงแม้จะใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ให้บริการกับลูกค้า แต่ยังเข้าใจและให้บริการธุรกิจแบบไหนๆ ดู เผลอๆ นอกจากจะหายอึดอัดใจแล้ว ยังจะจ่ายดอกเบี้ยน้อยกว่าเดิมอีกต่างหาก
ความจริงอยากบอกชื่อธนาคารที่ว่า เผอิญเขาไม่ให้ค่าโฆษณา ท่านลองไปหาเอาเองครับ หาไม่ยากหรอก เขามีสาขาอยู่ทั่วประเทศ







