posttoday
ค้าโลกซบหนักชาติรวยงัดกีดกันการค้าซ้ำ

ค้าโลกซบหนักชาติรวยงัดกีดกันการค้าซ้ำ

24 มิถุนายน 2557

แม้ว่านักเศรษฐศาสตร์หลายสำนักจะพูดเป็นเสียงเดียวกันตั้งแต่ต้นปีว่า

โดย...ก้องภพ เทอดสุวรรณ

แม้ว่านักเศรษฐศาสตร์หลายสำนักจะพูดเป็นเสียงเดียวกันตั้งแต่ต้นปีว่า ปีนี้จะเป็นปีที่การค้าโลกจะกลับมาเฟื่องฟูอีกครั้งหลังจากที่ซบเซาไปนานตั้งแต่วิกฤตการเงินปี 2008 โดยบรรดากูรูเชื่อว่าการฟื้นตัวของประเทศเศรษฐกิจพัฒนาแล้วจะทำให้ความต้องการสินค้าจากกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่เพิ่มสูงขึ้นและกลายเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญต่อการค้าโลก

สอดรับกับองค์การการค้าโลก (ดับเบิลยูทีโอ) ที่เผยรายงานการคาดการณ์เศรษฐกิจตั้งแต่ต้นปีว่า การฟื้นตัวของกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วจะช่วยให้การค้าโลกปีนี้เติบโตถึง 4.7% เลยทีเดียว ซึ่งนับเป็นการขยายตัวอย่างรวดเร็วที่สุดตั้งแต่ปี 2010

อย่างไรก็ตาม ความฝันของบรรดาเซียนเศรษฐกิจต้องพังทลาย เมื่อดับเบิลยูทีโอเปิดเผยเมื่อไม่นานมานี้ว่าในความเป็นจริงแล้วการค้าโลกในไตรมาส 1 ที่ผ่านมากลับขยายตัวเพียงหยิบมือที่ 2.2% เท่านั้น เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า

ขณะที่ทางด้านนักวิเคราะห์จากสำนักนโยบายเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นสถาบันคลังสมองของเนเธอร์แลนด์ ระบุว่า ในช่วงเดือน ม.ค.-มี.ค.ปีนี้ การค้าโลกหดตัวลงกลับ 0.8% ด้วยซ้ำเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า นับเป็นการหักปากกาเซียนหลายท่านทีเดียว

ทั้งนี้ เนื่องจากเศรษฐกิจของกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วที่ดูเหมือนจะฟื้นตัว กลับไม่ได้แข็งแกร่งอย่างที่คาดการณ์กันไว้ เพราะในความเป็นจริงการฟื้นตัวที่เห็นอยู่ในปัจจุบันนั้นเกิดจากนโยบายอัดฉีดเงินจำนวนมหาศาลเข้าไปในระบบเศรษฐกิจ ไม่ใช่การเติบโตจากปัจจัยพื้นฐานที่แท้จริง

สะท้อนได้จากผลผลิตมวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ของสหรัฐหดตัวลง 0.1% ในไตรมาสแรกของปี ขณะที่การบริโภคของกลุ่มประเทศในสหภาพยุโรป (อียู) แทบไม่กระเตื้อง ซ้ำร้ายยังเสี่ยงต่อภาวะเงินฝืดและปัญหาภาวะว่างงานสูงอย่างต่อเนื่องอีกด้วย

จึงไม่น่าแปลกใจที่จะเห็นว่าการส่งออกของกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ปรับตัวลดลงจากความต้องการนำเข้าในตลาดนำเข้าใหญ่ทั้งสองแห่งลดลงนั่นเอง โดยการส่งออกของไต้หวันเติบโตลดลงเหลือเพียง 1.4% ต่อปี ในเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา จากปกติที่เติบโตเฉลี่ยที่ราว 4% ต่อปี

นอกเหนือไปจากความต้องการที่ลดลงของทั้งสหรัฐและอียูแล้ว ด้วยความที่การบริโภคภายในยังคงอ่อนแอ ยังทำให้ทั้งกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วต้องหันมาพึ่งพาการส่งออกมากขึ้นเพื่อค้ำจุนเศรษฐกิจของตน

เห็นได้จากการใช้นโยบายกระตุ้นการส่งออกที่ทำให้ภาคการส่งออกขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยภาคการส่งออกสหรัฐที่เคยปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่องถึง 6% หลายปีติดต่อกัน กลับขยายตัวขึ้นเมื่อไม่กี่ปีมานี้ โดยในไตรมาสสุดท้ายของปี 2013 การส่งออกของสหรัฐขยายตัวถึง 9.5% เนื่องจากได้รับอานิสงส์มาจากนโยบายแทรกแซงให้สกุลเงินเหรียญสหรัฐอ่อนตัวลง

ขณะเดียวกัน ด้านเยอรมนี ประเทศที่มีเศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่สุดในกลุ่มอียู ก็มีนโยบายที่เน้นผลิตเพื่อส่งออก แต่กลับจำกัดการนำเข้า เห็นได้จากการที่เมืองเบียร์มีอัตราการส่งออกที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยมีมูลค่าการส่งออกในเดือน เม.ย. ถึง 9.4 หมื่นล้านยูโร จากเดิมที่ 9.1 หมื่นล้านยูโร ในเดือน มี.ค. แต่มูลค่านำเข้ากลับไม่เปลี่ยนแปลง อยู่ที่ราว 7.6 หมื่นล้านยูโร ซึ่งแม้แต่ประเทศในกลุ่มยูโรโซนด้วยกันก็ได้รับผลกระทบจากนโยบายดังกล่าวไม่น้อย

กรณีที่ประเทศเศรษฐกิจพัฒนากระโดดเข้ามาร่วมวงในการแข่งขันการส่งออก ขณะที่ปริมาณการนำเข้าสินค้ากลับยังเท่าเดิม ส่งผลให้สินค้าของกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ต้องเผชิญหน้ากับความยากลำบากในการส่งออกมากขึ้น และส่งผลกระทบต่อเนื่องไปจนถึงการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของประเทศเหล่านั้นเช่นกัน

ซ้ำร้าย กลุ่มประเทศพัฒนาแล้วยังพยายามกีดกันตลาดภายในจากสินค้าต่างประเทศอย่างเข้มข้นอีกด้วย

เห็นได้จากกรณีที่ประเทศอุตสาหกรรมขนาดใหญ่สุดของโลก 20 ประเทศ (จี20) ให้ความสำคัญกับการตั้งกำแพงมากกว่าการเปิดเสรีทางการค้าเสียอีก โดยเว็บไซต์ อินเตอร์เนชันนัล บิสซิเนส ไทมส์ ตั้งข้อสังเกตว่า ช่วงระยะเวลาตั้งแต่เดือน ธ.ค. 2013พ.ค. 2014 มีการกีดกันทางการค้าระหว่างกลุ่มจี20 ด้วยกันเพิ่มขึ้นถึง 112 รายการ ขณะที่มีมาตรการเปิดเสรีออกมาเพียง 93 รายการเท่านั้น

ยิ่งไปกว่านั้น รายงานของดับเบิลยูทีโอยังเผยให้เห็นอีกว่า ตั้งแต่ปี 2008 เป็นต้นมา กลุ่มประเทศ จี20 ได้ออกมาตรการกีดกันทางการค้าไปแล้วถึง 1,185 รายการ ซึ่งนับว่าครอบคลุมถึงรายการสินค้านำเข้ากว่า 4.1% ของทั้งโลก

ด้วยเหตุปัจจัยที่การค้าโลกยังคงซบเซา จึงไม่น่าแปลกใจว่าทำไมธนาคารโลก (เวิลด์แบงก์) จึงปรับลดการคาดการณ์เศรษฐกิจโลกในปีนี้เหลือเพียง 2.8% จากเดิมที่คาดไว้ที่ 3.2% เมื่อต้นปี

นอกเหนือไปจากนี้ ความหวังที่จะให้กรอบความร่วมมือระหว่างประเทศเป็นตัวชูโรงการค้าโลกต่อไป ก็นับว่ายังเกิดได้ยากยิ่ง เนื่องจากกรอบความร่วมมือที่ยังอยู่ในขั้นตอนการเจรจาในปัจจุบันนั้นยังไม่มีความคืบหน้าแต่ประการใด

อาทิ กรอบข้อตกลงการเจรจาการค้าเสรีหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ข้ามแปซิฟิก (ทีพีพี) ที่ยังคงติดขัดปัญหาว่าหลายประเทศยังไม่ยอมเปิดการค้าเสรีในสินค้าบางชนิด ทำให้การเจรจายืดเยื้อจนเลยกำหนดที่ปลายปี 2013 และยังไม่มีท่าทีว่าจะสำเร็จภายในปีนี้

ทางด้านนักวิเคราะห์หลายคนยังเห็นไปในทิศทางเดียวกันว่าการค้าโลกไม่สามารถเฟื่องฟูได้เช่นในอดีตอีกต่อไป เนื่องจากวิกฤตการเงินครั้งล่าสุดทำให้โลกคลายความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจระหว่างกันลงไปมาก โดยมีเหตุผลเพื่อลดผลกระทบจากวิกฤตการณ์ดังกล่าว

ทั้งนี้ ก่อนหน้าวิกฤตเศรษฐกิจปี 2008 การค้าโลกเฟื่องฟูอย่างมากและมีส่วนสำคัญในการผลักดันการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจของแต่ละประเทศเป็นอย่างยิ่ง โดยสมัยนั้นการค้าโลกคิดเป็น 2 เท่าของการขยายตัวเศรษฐกิจโลกเลยทีเดียว

ดังนั้น การที่กลุ่มประเทศพัฒนาแล้วยังคงดึงดันใช้มาตรการพึ่งพาการส่งออกและกีดกันทางการค้าเพื่อผลประโยชน์ของฝ่ายตนแต่อย่างเดียวต่อไปจนการค้าโลกไม่ดำเนินต่อไปได้ ย่อมไม่ส่งผลดีต่อเศรษฐกิจทั้งโลกอย่างแน่นอนในระยะยาว แม้แต่กลุ่มประเทศพัฒนาแล้วเองก็เช่นกัน

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท