posttoday
จีนได้ประโยชน์รัฐประหารไทย

จีนได้ประโยชน์รัฐประหารไทย

24 มิถุนายน 2557

ยังเป็นโจทย์ยากสำหรับ คสช.ที่จะพยายามสานสัมพันธ์กับจีน เนื่องจากว่าไทยอาจจะถูกทอดทิ้งจากชาติอื่นๆ ในอาเซียน

โดย...ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์

เว็บไซต์ เอเชีย เซนทิเนล ที่นำเสนอข่าวและประเด็นต่างๆ ในภูมิภาคเอเชีย ได้เผยแพร่บทความที่มีชื่อว่า “จีน : ผู้ชนะจากการรัฐประหารของไทย” เขียนโดย แพทริค โจรี ผู้บรรยายอาวุโสด้านประวัติศาสตร์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แห่งมหาวิทยาลัยควีนส์แลนด์ ในออสเตรเลีย โดยเนื้อหาหลักได้ระบุเอาไว้ว่า การเข้าควบคุมอำนาจของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) มีนัยต่อภูมิศาสตร์การเมืองของทั้งภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) ในภาพรวม

การถูกวิพากษ์วิจารณ์และประณามจากทางสหรัฐ ซึ่งเป็นพันธมิตรที่แน่นแฟ้นและเก่าแก่เกี่ยวกับการเข้ายึดอำนาจของ คสช.นั้น ทำให้ไทยรู้สึกถูกทอดทิ้งจากสหรัฐ ซึ่งความสัมพันธ์ที่ย่ำแย่ระหว่างไทยและสหรัฐอาจมีผลกระทบเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ถ้าหากในขณะนี้ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐ จีน และประเทศอื่นๆ ในชาติอาเซียนเกี่ยวกับกรณีพิพาทบนน่านน้ำในทะเลจีนใต้ไม่เกิดขึ้น

ทั้งนี้ จากความต้องการของสหรัฐที่ต้องการให้อาเซียนรวมกันเป็นหนึ่งเดียว ไทยเองมีท่าทีที่จะมุ่งสานความสัมพันธ์กับ “จีน” ในฐานะที่เป็นผู้ถ่วงดุลอิทธิพลของสหรัฐ

สำหรับจีนเอง ซึ่งกำลังมีความสัมพันธ์ที่ไม่ราบรื่นนักกับเวียดนามหลังจากมีข้อพิพาทในทะเลจีนใต้ รวมไปถึงพม่าที่หันไปสานสัมพันธ์กับสหรัฐ การหันมากระชับความสัมพันธ์กับทางกองทัพไทยให้แน่นแฟ้นขึ้น จึงดูจะเป็นทางเลือกที่น่าสนใจ โดยหนังสือพิมพ์ไชน่า เดลี สื่อของทางการจีนเองได้แสดงทรรศนะในทำนองที่สนับสนุนไทย ที่ระบุว่าระบอบประชาธิปไตยในแบบตะวันตกได้นำให้ไทยเดินไปในทางที่ผิด

อย่างไรก็ตาม โจรีได้ตั้งคำถามว่า ไทยจะยอมตัดความสัมพันธ์กับสหรัฐเพื่อเข้าหาจีนหรือไม่ เพราะแม้จะเป็นเรื่องจริงที่ว่า ไทยมีความสัมพันธ์ในด้านกองทัพ การทูต การศึกษา และทางวัฒนธรรมกับสหรัฐ ทว่าไทยมีนโยบายต่างประเทศหันไปหาประเทศอื่นๆ ได้ทันทีเมื่ออยู่ในเวลาที่เกิดวิกฤต โดยโจรีได้ยกตัวอย่างให้เห็นถึงเมื่อสมัยกลางศตวรรษที่ 19 ที่ไทยยุติความสัมพันธ์กับจีน และหันไปยอมรับอำนาจที่แผ่กว้างมากขึ้นของอังกฤษ ขณะที่ในเดือน ธ.ค. 1941 ในสมัยจอมพล ป.พิบูลสงคราม ก็หันไปมีนโยบายสนับสนุนญี่ปุ่นทันทีหลังจากที่ไทยถูกกองทัพญี่ปุ่นบุก

นอกจากนี้แล้ว โจรี ยังระบุอีกว่า ยังเป็นโจทย์ยากสำหรับ คสช.ที่จะพยายามสานสัมพันธ์กับจีน เนื่องจากว่าไทยอาจจะถูกทอดทิ้งจากชาติอื่นๆ ในอาเซียน เนื่องจากการกระทำของจีนในทะเลจีนใต้

วันเดียวกัน ทางหนังสือพิมพ์เมียนมาร์ไทมส์จากพม่า รายงานโดยอ้างคำกล่าวของเจ้าหน้าที่ด้านสื่อของเลขาธิการสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) ซึ่งยืนยันชัดว่าอาเซียนจะไม่ออกแถลงการณ์เกี่ยวกับไทยเพิ่มเติมแน่นอน เนื่องจากหลักปฏิบัติของอาเซียนจะไม่แทรกแซงกิจการภายในของชาติสมาชิกอื่น ซึ่งหากมีการแทรกแซงขึ้นจะทำให้อาเซียนกลายเป็นสิ่งไร้ประโยชน์

ท่าทีดังกล่าวของสำนักเลขาธิการอาเซียนสอดรับกับท่าทีของทางการพม่า ซึ่งดำรงตำแหน่งประธานอาเซียนในปัจจุบันที่ยังคงยืนยันหนักแน่นว่าจะไม่แสดงความเห็นต่อการรัฐประหารของไทย ในขณะที่ยังดำรงตำแหน่งเป็นประธานอาเซียนอยู่

“เราไม่ได้รับอนุญาตให้สามารถออกเสียงจากความเห็นของเราต่อการรัฐประหารในไทยได้ ในขณะที่เรานั่งเป็นประธานอาเซียนอยู่ และเราได้เคยออกแถลงการณ์ไปก่อนหน้านี้แล้วในนามรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน โดยอาเซียนพร้อมจะยืนอยู่ข้างไทย แต่หากมีประเทศสมาชิกใดต้องการส่งสัญญาณต่อการรัฐประหารในไทยเราก็จะทำในการออกแถลงการณ์ร่วมกัน” อู่อ่องฮตู รองอธิบดีกรมความสัมพันธ์อาเซียน กระทรวงการต่างประเทศพม่า กล่าว

ทั้งนี้ แม้ว่าปัจจุบันอาเซียนจะมีการลงนามกฎบัตรที่ช่วยขยายบทบาทของอาเซียนในด้านสิทธิมนุษยชนมากขึ้นมาตั้งแต่ในปี 2008 แล้ว แต่หลักการสำคัญในการไม่แทรกแซงกิจการภายในของประเทศสมาชิกก็ยังคงมีอยู่ไม่เปลี่ยนแปลง

ด้านหนังสือพิมพ์ วอลสตรีท เจอร์นัล รายงานว่า บรรยากาศการท่องเที่ยวในเมืองไทยกลับมาสดใสคึกคักขึ้นอีกครั้งหลังจากทางการไทยได้ยกเลิกการใช้มาตรการเคอร์ฟิวลง โดยคาดว่าจะช่วยกระตุ้นภาคอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของไทยได้เป็นอย่างมาก แม้ว่าจะต้องใช้ระยะเวลาพอสมควรในการดึงให้นักท่องเที่ยวต่างชาติที่หวาดผวากับความวุ่นวายทางการเมืองที่ยืดเยื้อมานานหลายเดือนให้กลับมาท่องเที่ยวก็ตาม

กระทรวงการต่างประเทศของไทย เปิดเผยว่า ภายหลังจากมีการยกเลิกการใช้มาตรการเคอร์ฟิวทั่วประเทศเมื่อวันที่ 13 มิ.ย.ที่ผ่านมา มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ และสเปน ได้ลดระดับการแจ้งเตือนให้ประชาชน “หลีกเลี่ยงการเดินทางโดยไม่จำเป็น” ลงไปสู่ระดับ “ใช้ความระมัดระวัง” ในขณะเดินทางมาไทยแล้ว

ขณะที่รัฐบาล 66 ประเทศที่เคยออกคำแนะนำให้หลีกเลี่ยงการเดินทางมายังประเทศไทยหลังจากเกิดการทำรัฐประหารเมื่อเดือนที่แล้ว ปัจจุบันมีเพียงแค่ 13 ประเทศจากจำนวนดังกล่าวเท่านั้นที่ยังคงระดับคำเตือนระดับสูงอยู่ ส่วนอีก 53 ประเทศลดลงมาเหลือแค่เรียกร้องให้ใช้ความระมัดระวังแล้ว

ผลจากบรรยากาศการท่องเที่ยวที่เริ่มกลับมาฟื้นตัวดีขึ้น ทำให้การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ได้พิจารณาปรับเพิ่มคาดการณ์ยอดนักท่องเที่ยวที่จะมาเยือนไทยในปีนี้เพิ่มสูงขึ้นมากกว่า 25 ล้านคน หลังจากยอดจองตั๋วท่องเที่ยวต่างๆ เริ่มดีขึ้น เนื่องจากมีการยกเลิกการใช้มาตรการเคอร์ฟิวเมื่อวันที่ 13 มิ.ย.เป็นต้นมา

นอกจากนี้ ททท.ระบุด้วยว่า นักท่องเที่ยวต่างชาติที่จะมาเยือนไทยในปีนี้จะอยู่ที่ราว 26.7 ล้านคน และช่วยสร้างเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจอีกราว 1.17 ล้านล้านบาท นับเป็นตัวเลขที่ใกล้เคียงกับการคาดการณ์ไว้เมื่อต้นปีที่แล้ว ซึ่งเคยระบุไว้ว่าจะมีชาวต่างชาติมาท่องเที่ยว 26.3 ล้านคน และสร้างรายได้เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจราว 1.24 ล้านล้านบาท ก่อนที่ต่อมาจะปรับตัวเลขลงไปที่ประมาณ 25 ล้านคน เนื่องจากความวุ่นวายทางการเมืองที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม เบน มอนโกเมอรี หนึ่งในคณะกรรมการสภาการท่องเที่ยวของไทย ระบุว่า จากคำแนะนำด้านการท่องเที่ยวของต่างชาติที่ยังมีผลอยู่ก็หมายความว่า รัฐบาลทหารยังจำเป็นต้องสร้างความมั่นใจต่อความปลอดภัยของนักท่องเที่ยวต่างชาติ

บรรยายภาพ : พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคสช. พบปะกลุ่มนักธุรกิจชาวจีน

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท