
ผลวิจัยชี้เด็กไทยกว่า3ล้านไม่ได้อยู่กับพ่อแม่
ผลวิจัยระบุเด็กไทยกว่า 3 ล้านคนไม่ได้อยู่กับพ่อแม่ เนื่องจากต้องไปหางานทำในเมือง ส่งผลให้พัฒนาการล่าช้า
ผลวิจัยระบุเด็กไทยกว่า 3 ล้านคนไม่ได้อยู่กับพ่อแม่ เนื่องจากต้องไปหางานทำในเมือง ส่งผลให้พัฒนาการล่าช้า
วันนี้ (23 มิ.ย.) นายแอนดรู เคล์โปล หัวหน้าแผนกวิเคราะห์นโยบาย องค์การทุนเพื่อเด็กแห่งสหประชาชาติ (ยูนิเซฟ) กล่าวรายงานผลวิจัยเรื่อง "ผลกระทบของการย้ายถิ่นภายในประเทศที่มีต่อชีวิตวัยเด็ก: การศึกษาระยะยาวด้วยวิธีผสมผสาน " เก็บข้อมูลโดยสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดลว่า ประเทศไทยมีเด็กมากกว่า 21 % หรือกว่า 3 ล้านคนที่ไม่ได้อยู่กับพ่อแม่ เนื่องจากทั้งคู่ต้องย้ายถิ่นเพื่อไปหางานทำในเมือง ถือเป็นปรากฏการณ์สำคัญที่อาจส่งผลกระทบต่อพัฒนาการและความเป็นอยู่ของเด็กในระยะยาว
ขณะเดียวกัน ข้อมูลจากการสำรวจสถานการณ์เด็กและสตรีในประเทศอื่นๆ ชี้ให้เห็นว่า ในประเทศลาว มีเด็กเพียง 5 % เท่านั้นที่ไม่ได้อยู่กับพ่อแม่ เนื่องจากการย้ายถิ่นภายในประเทศ ส่วนเวียดนาม คอสตาริกา และไนจีเรีย อยู่ที่ 4.4 % 3.4 % และ 6.5 % ตามลำดับ
ดร.อารี จำปากลาย หัวหน้าทีมวิจัยสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า 36 % ของผู้ดูแลเด็กคือปู่ย่าตายาย ซึ่งตกอยู่ในภาวะเสี่ยงด้านปัญหาสุขภาพจิตด้วยเช่นกัน
“เกือบ 90 %ของเด็กที่ไม่ได้อยู่กับพ่อแม่ แต่อยู่กับปู่ยาตายายแทน ส่วนมากจบแค่ชั้นประถมศึกษา แถมพัฒนาการยังล่าช้าในทุกๆด้านเมื่อเทียบกับเด็กที่อยู่กับพ่อแม่"ดร.อารีกล่าว
นอกจากนี้ผลการศึกษายังระบุด้วยว่า 40% ของพ่อที่ย้ายถิ่นไปหางานทำไม่เคยส่งเงินกลับบ้านเลยในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา ขณะที่พ่อย้ายถิ่นเกือบ 30 % ไม่เคยติดต่อกลับมาเลย.
ที่มาภาพ:องค์การยูนิเซฟประเทศไทย







