
จำคุก4เดือนโชเฟอร์แท็กซี่ป้ายดำสุวรรณภูมิ
ศาลสั่งจำคุก 4 เดือนโชเฟอร์แท็กซี่ป้ายดำบุกป่วนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่สนามบินสุวรรณภูมิ รอลงอาญา2ปี-สั่งคุมประพฤติ
ศาลสั่งจำคุก 4 เดือนโชเฟอร์แท็กซี่ป้ายดำบุกป่วนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่สนามบินสุวรรณภูมิ รอลงอาญา2ปี-สั่งคุมประพฤติ
วันนี้ (23 มิ.ย.) ศาลแขวงสมุทรปราการ อ่านคำพิพากษาคดีหมายเลขดำที่ 2516/2557 ที่พนักงานอัยการคดีศาลแขวงสมุทรปราการ เป็นโจทก์ฟ้อง นายสมหวัง พุ่มเรือง อายุ 30 ปี อาชีพขับรถแท็กซี่ ป้ายทะเบียนสีดำ (ไม่ได้จดทะเบียนรถรับจ้างสาธารณะ) เป็นจำเลยในความผิดฐานเข้าไปในอสังหาริมทรัพย์ผู้อื่นเพื่อการครอบครองอสังหาริมทรัพย์นั้นทั้งหมดหรือแต่บางส่วน หรือเข้าไปกระทำการใดๆอันเป็นการรบกวนการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ของเขาโดยปกติสุข , เข้าไปหรือซ่อนตัวอยู่ในเคหสถาน อาคารเก็บรักษาทรัพย์สินหรือสำนักงานในความครอบครองของผู้อื่น หรือไม่ยอมออกไปจากสถานที่เมื่อผู้มีสิทธิที่จะห้ามมิให้เข้าไปได้ไล่ให้ออก ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 362,364
โจทก์ฟ้องระบุว่าเมื่อระหว่างเดือนมิถุนายน – กรกฎาคม 2556 จำเลยมีอาชีพขับรถแท็กซี่ได้บุกรุกเข้าไปบริเวณชานชาลาหน้าอาคารผู้โดยสารท่าอากาศยานสุวรรณภูมิโดยไม่มีเหตุอันควร โดยเข้าไปรบเร้านักท่องเที่ยวชาวต่างชาติหลายรายเพื่อให้ใช้บริการรถแท็กซี่ของจำเลย ลักษณะอันเป็นการก่อความเดือดร้อนรำคาญให้กับนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเหล่านั้นและสนามบินสุวรรณภูมิผู้เสียหายหลายครั้ง เพื่อแสวงหาประโยชน์ของจำเลย ทั้งที่จำเลยได้รับแจ้งจากทางผู้เสียหายแล้วว่า ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิมีข้อกำหนดว่าด้วยการดำเนินมาตรการเพื่อรักษาความปลอดภัยในบริเวณท่าอากาศยานสุวรรณภูมิไว้
ทั้งนี้จำเลยถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมในท่าอากาศยานสุวรรณภูมิข้อหากระทำการด้วยประการใดให้เกิดความเดือดร้อนรำคาญมาแล้ว 211 ครั้ง จึงขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 362,364 และห้ามจำเลยเข้าไปในบริเวณท่าอากาศยานสุวรรณภูมิเป็นเวลา 5 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ
ศาลพิเคราะห์พยานหลักฐานประกอบคำรับสารภาพของจำเลยแล้วเห็นว่าจำเลยกระทำผิดตามฟ้อง เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้เรียกกระทงลงโทษ พิพากษาว่าจำเลยมีความผิดฐานเข้าไปหรือซ่อนตัวอยู่ในเคหสถาน อาคารเก็บรักษาทรัพย์สินหรือสำนักงานในความครอบครองของผู้อื่น หรือไม่ยอมออกไปจากสถานที่เมื่อผู้มีสิทธิที่จะห้ามมิให้เข้าไปได้ไล่ให้ออก ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 364 อันเป็นบทหนักสุด ลงโทษจำคุกรวม 4 กระทงๆ ละ 2 เดือน รวมเป็นจำคุก 8 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่ง คงเหลือจำคุก
อย่างไรก็ตามศาลพิเคราะห์รายงานการสืบเสาะของพนักงานคุมประพฤติแล้วเห็นว่า จำเลยเป็นหัวหน้าครอบครัวต้องดูแลบุตร 2 คน คนโตเรียนชั้น ป.6 คนเล็กอายุ 10 เดือน หากศาลลงโทษจำคุกครอบครัวของจำเลยจะได้รับความยากลำบาก แม้จำเลยจะกระทำผิดมาแล้วหลายครั้ง แต่เพื่อให้โอกาสจำเลยกลับตัวเป็นพลเมืองดี โทษจำคุกให้รอการกำหนดโทษ 2 ปี โดยให้รายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก 1 เดือนต่อครั้งภายใน 3 เดือน หลังจากนั้นให้รายงานตัวทุก 3 เดือนต่อครั้งภายใน 1 ปี ให้จำเลยใส่กำไลข้อเท้าอิเล็กทรอนิกส์ (EM - Electronic Monitoring ) มีกำหนด 3 เดือน เพื่อควบคุมความประพฤติจำเลยมิให้กระทำผิดซ้ำซากอีก และกำหนดเงื่อนไขห้ามมิให้จำเลยเข้าไปในเขตท่าอากาศยานสุวรรณภูมิมีกำหนด 5 ปี







