
ศึกศาสนาระอุอาหรับร้าว สะเทือนน้ำมันโลก
สถานการณ์ความวุ่นวายบนแผ่นดินอิรักได้กลายเป็นที่จับตามองจากทั่วทุกมุมโลกแล้ว
โดย...พันธสิทธิ เจริญพาณิชย์พันธ์
สถานการณ์ความวุ่นวายบนแผ่นดินอิรักได้กลายเป็นที่จับตามองจากทั่วทุกมุมโลกแล้ว หลังจากที่กลุ่มรัฐอิสลามอิรักและเลเวนต์ (ไอเอสไอแอล) ซึ่งประกอบไปด้วยนักรบหัวรุนแรงชาวสุหนี่ และพวกนักรบจีฮัดที่แยกตัวออกมาจากกลุ่มอัลกออิดะห์ ได้บุกเข้ายึดพื้นที่ทางตอนเหนือของอิรักได้หลายเมือง โดยกลุ่มดังกล่าวมีวัตถุประสงค์จัดตั้งรัฐอิสลามบนแผ่นดินรอยต่อระหว่างอิรักกับซีเรีย
แม้ว่าปัจจุบันรัฐบาลอิรัก ซึ่งเป็นมุสลิมนิกายชีอะห์ จะสั่งระดมกำลังคนเพื่อเข้าสู้แล้ว โดยมีสหรัฐและอิหร่านให้การสนับสนุน แต่ดูเหมือนว่ากองกำลังหัวรุนแรงไอเอสไอแอลยังคงสามารถเดินหน้ารุกคืบยึดดินแดนในอิรักได้มากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งล่าสุดได้บุกยึดเพิ่มอีก 4 เมืองทางตะวันตกของอิรักแล้ว จนจวนเจียนจะเข้าใกล้กรุงแบกแดดเมืองหลวงของอิรักเข้าไปทุกขณะ
กระนั้น หากว่ากันตามจริงและมองกันให้กว้างออกไปแล้ว สถานการณ์การสู้รบที่ดุเดือดระหว่างรัฐบาลกับกลุ่มหัวรุนแรงไอเอสไอแอลนั้นไม่ได้เป็นความขัดแย้งทางศาสนาต่างนิกายของ 2 กลุ่มที่จำกัดวงอยู่แต่ในดินแดนอิรักเท่านั้น หากแต่ยังเป็นการฉายภาพให้เห็นถึงความขัดแย้งในระดับภูมิภาคตะวันออกกลางระหว่าง “ฝ่ายมุสลิมสุหนี่” กับ “ฝ่ายมุสลิมชีอะห์” ที่กำลังคุกรุ่นในขณะนี้อีกด้วย
เพราะเมื่อจับตาดูสถานการณ์ให้ดีจะเห็นได้ชัดว่าทั้งฝ่ายรัฐบาลอิรัก ที่เป็นมุสลิมนิกายชีอะห์ และกลุ่มติดอาวุธหัวรุนแรงไอเอสไอแอล ต่างก็มีมหาอำนาจต่างชาติคอยเป็นพลังหนุนหลังอยู่ทั้งแบบที่เปิดเผยและไม่เปิดเผย จนทำให้แม้แต่สหประชาชาติ (ยูเอ็น) ยังออกมายอมรับว่าสถานการณ์ความขัดแย้งนี้ทำท่าว่าจะลุกลามไปสู่ความขัดแย้งระดับภูมิภาคได้เลยทีเดียว
เริ่มจากฝ่ายของรัฐบาลสายชีอะห์ในอิรักที่นำโดยนายกรัฐมนตรี นูรี อัล มาลิกี กำลังกลายเป็นจุดที่ทำให้ชาติมหาอำนาจอย่างสหรัฐ กับมหาอำนาจในภูมิภาคอย่างอิหร่าน หันมาจูบปากคืนดีกันชั่วคราวได้ หลังจากเป็นศัตรูคู่อาฆาตมานานกว่า 30 ปี เนื่องจากทั้งสหรัฐและอิหร่านต่างมีความต้องการให้รัฐบาลชุดปัจจุบันอยู่ในภาวะมีเสถียรภาพให้มากที่สุด แม้ว่าทั้งสองจะมีผลประโยชน์และมุมมองที่ต่างกันในบางจุดก็ตาม
เหตุที่สหรัฐออกตัวหนุนหลังรัฐบาลอิรักสายชีอะห์อย่างชัดเจน จนถึงขนาดส่งที่ปรึกษาทางทหาร 300 คนมาช่วยเหลือ ทั้งๆ ที่ใจหนึ่งก็ไม่ค่อยประทับใจกับตัวของนายกรัฐมนตรีอัลมาลิกีมากนัก ก็เพราะรัฐบาลเมืองลุงแซมกำลังหวั่นวิตกกับการผงาดขึ้นมาของกลุ่มไอเอสไอแอลที่มีเป้าหมายจะตั้งรัฐอิสลามขึ้นบนแผ่นดินรอยต่ออิรักกับซีเรีย
หากการตั้งรัฐอิสลามของกลุ่มหัวรุนแรงทางศาสนาประสบความสำเร็จขึ้นมาย่อมไม่เป็นผลดีต่อผลประโยชน์ของสหรัฐในตะวันออกกลางโดยตรง เพราะกลุ่มดังกล่าวมีความคิดต่อต้านสหรัฐเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว เพราะมองอีกว่าความวุ่นวายต่างๆ ที่เกิดขึ้นมีสหรัฐเป็นตัวการอยู่เบื้องหลัง รวมถึงผลประโยชน์ทางทรัพยากรมหาศาลเช่นน้ำมัน ที่ถูกสหรัฐขโมยเอาไปจากดินแดนอันศักดิ์สิทธิ์ในสายตาของกลุ่มหัวรุนแรงทางศาสนา
พูดให้เข้าใจง่าย คือสหรัฐเกรงว่าจะเสียผลประโยชน์ในการขุดเจาะน้ำมันจากอิรัก เพราะปัจจุบันสัมปทานน้ำมันและทรัพยากรในอิรักตั้งแต่จบสิ้นสงครามโค่นล้ม ซัดดัม ฮุสเซน ในปี 2003 ล้วนตกอยู่ในมือของบริษัทเอกชนของสหรัฐและชาติพันธมิตรตะวันตกทั้งสิ้น
ส่วนอิหร่านนั้นชัดเจนแล้วว่า ได้ประกาศจุดยืนสนับสนุนรัฐบาลชีอะห์ของอิรักอย่างเต็มที่ ซ้ำยังส่งสัญญาณว่าพร้อมจะเข้าให้ความช่วยเหลือรัฐบาลอิรัก หากได้รับการร้องขอเข้ามา
เหตุที่อิหร่านออกมาให้การหนุนหลังรัฐบาลอิรัก ก็เพราะว่าทั้งสองเป็นมุสลิมนิกายชีอะห์เหมือนกัน และการคงอยู่ของรัฐบาลอิรักชุดปัจจุบันก็ช่วยให้อิหร่านสามารถแผ่อิทธิพลเข้ามาในอิรักและขยายต่อออกไปในระดับภูมิภาคได้
เพราะต้องเข้าใจด้วยว่าในภูมิภาคตะวันออกกลาง อิหร่านโดนห้อมล้อมไว้ด้วยประเทศที่นับถือนิกายสุหนี่ทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นกาตาร์ ซาอุดิอาระเบีย และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซึ่งต้องเข้าใจด้วยว่าทั้งสองนิกายนี้ไม่ถูกกัน
ดังนั้น หากปล่อยให้รัฐบาลอิรักล้มลง หรือปล่อยให้มีการจัดตั้งรัฐอิสลามของกลุ่มไอเอสไอแอล อาจส่งผลโดยตรงต่อความมั่นคงและเสถียรภาพตามแนวพรมแดนของอิหร่านขึ้น
นอกจากนี้ ความขัดแย้งในอิรักยังพัวพันไปถึงความวุ่นวายในซีเรียที่กำลังมีปัญหาสู้รบกันอยู่อีกด้วย โดยแม้ว่ารัฐบาลซีเรีย ภายใต้การนำของประธานาธิบดี บาชาร์ อัล อัสซาด จะไม่ได้ออกตัวว่าให้การสนับสนุนใคร แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่ารัฐบาลซีเรียซึ่งเป็นมุสลิมชีอะห์ ย่อมต้องอยู่ข้างเดียวกับรัฐบาลอิรักที่เป็นมุสลิมชีอะห์เหมือนกัน
เพราะปัจจุบันมีหลักฐานชัดเจนว่า กลุ่มกบฏต่อต้านรัฐบาลในซีเรียกับกลุ่มไอเอสไอแอลในอิรัก ต่างเป็นกำลังหนุนเสริมและแหล่งซัพพลายอาวุธยุทโธปกรณ์ รวมถึงแหล่งเงินให้แก่กันและกัน
ดังนั้น หากปล่อยให้กองกำลังไอเอสไอแอลโค่นล้มรัฐบาลอิรัก หรือจัดตั้งรัฐอิสลามได้ ย่อมอาจกลายเป็นฐานที่มั่นแห่งใหม่ที่จะมาบ่อนทำลายรัฐบาลซีเรียในอนาคตได้
ถึงกระนั้น ก็ใช่ว่าฝ่ายกลุ่มหัวรุนแรงไอเอสไอแอลจะยืนอยู่อย่างโดดเดี่ยวเดียวดาย เพราะการที่กองกำลังของกลุ่มนี้จะก้าวขึ้นมาแข็งแกร่งได้ขนาดนี้ย่อมต้องมีพลังที่สนับสนุนอยู่เบื้องหลังแน่นอน ซึ่งหลายฝ่ายต่างจับจ้องไปที่กลุ่มชาติในตะวันออกกลางที่เป็นมุสลิมสายสุหนี่ด้วยกัน เช่น ซาอุดิอาระเบีย กาตาร์ คูเวต และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์
ประเด็นความเคลือบแคลงสงสัยนี้ ไม่ใช่ข้อกล่าวหาที่เลื่อนลอยโดยปราศจากข้อเท็จจริงใดๆ มารองรับ เพราะเมื่อไม่นานมานี้ รัฐบาลอิรักของนายกรัฐมนตรีมาลิกีก็ยังออกมาพูดเองว่า ซาอุดิอาระเบียอยู่เบื้องหลังการสนับสนุนทางการเงินของกลุ่มนักรบจีฮัด ไอเอสไอแอล
แม้ว่าต่อมา ซาอุดิอาระเบีย และสหรัฐ จะออกมาประสานเสียงปฏิเสธข้อกล่าวหาของผู้นำอิรักว่าไม่เป็นความจริง แต่หากวิเคราะห์หรือดูกันตามมุมมองของผลประโยชน์ทางการเมืองในระดับภูมิภาคแล้วก็ชวนให้อดคิด และหยุดความสงสัยเคลือบแคลงในตัวของซาอุดิอาระเบียไม่ได้
ต้องไม่ลืมว่า รัฐบาลซาอุดิอาระเบีย และประเทศมุสลิมสุหนี่อื่นๆ หวาดกลัวและไม่ชอบอิหร่านอย่างแรง กอปรกับที่ผ่านมา อิหร่านได้ขยายอิทธิพลเข้าไปยังซีเรีย โดยให้การสนับสนุนทั้งรัฐบาลของประธานาธิบดีอัสซาด และรัฐบาลของนายกรัฐมนตรีอัลมาลิกี ซึ่งต่างเป็นชีอะห์ทั้งคู่ กำลังทำให้ทั่วทั้งตะวันออกกลางหวั่นสะพรึงต่อการขยายอิทธิพลของอิหร่าน
แม้ว่าจะยังไม่มีฝ่ายไหนออกมาอ้างและยอมรับอย่างเต็มตัวว่าอยู่เบื้องหลังการสนับสนุนกลุ่มไอเอสไอแอล แต่ปัจจุบันนี้ก็เริ่มปรากฏหลักฐานออกมาแล้วว่ากลุ่มประเทศมุสลิมสุหนี่เองก็มีบทบาทให้การหนุนหลังไม่น้อยเช่นกัน เพียงแต่ไม่ชัดว่าผู้ที่สนับสนุนตัวจริงเกี่ยวพันถึงบุคคลระดับรัฐบาลหรือไม่
เนื่องจากรายงานข่าวของบลูมเบิร์กระบุว่า เมื่อเดือนที่แล้วมีการแจกใบปลิวเพื่อสมัครเข้าเป็นนักรบของไอเอสไอแอล เพื่อก่อตั้งรัฐอิสลามในซาอุดิอาระเบียอีกด้วย โดยมีการโหมโปรโมทแม้แต่ในรูปแบบสังคมออนไลน์ เพื่อแสวงหาแนวร่วมคนรุ่นใหม่เข้าร่วมอุดมการณ์
ฉะนั้น เมื่อเจาะเข้าไปดูถึงพลังอำนาจที่หนุนหลังของแต่ละกลุ่มศาสนาในความขัดแย้งในอิรักแล้ว จะเห็นได้ว่าแต่ละฝ่ายแต่ละพวกล้วนมีแบ็กอัพที่ทรงพลังกันทั้งสิ้น และหากยังปล่อยให้ความขัดแย้งยืดเยื้อต่อไป ก็เสี่ยงเป็นอย่างยิ่งว่าไฟสงครามในตะวันออกกลางที่มีเชื้อความขัดแย้งมาจากศาสนาอาจปะทุขึ้นในเร็ววันนี้ ซึ่งคาดว่าจะกระทบต่อราคาน้ำมันโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
เพราะทั้งอิรัก อิหร่าน ไปจนถึงซาอุดิอาระเบีย ต่างก็ล้วนเป็นผู้ผลิตน้ำมันรายสำคัญของโลกกันทั้งสิ้น







