
คดีทุจริตค้างคลังมีมากกว่าที่คสช.สอบ
การปราบปรามทุจริตคอร์รัปชั่นกลายเป็นวาระแห่งชาติไปแล้ว ตั้งแต่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)
โดย...เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง
การปราบปรามทุจริตคอร์รัปชั่นกลายเป็นวาระแห่งชาติไปแล้ว ตั้งแต่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เข้ามาบริหารประเทศในช่วงแค่ 1 เดือนที่ผ่านมา ได้มีการดำเนินการเรื่องนี้อย่างเป็นรูปธรรมให้เห็นกันอย่างต่อเนื่อง
สิ่งที่เห็นอันดับแรก คือ การให้หยุดระบายข้าวที่เหลือในสต๊อกกว่า 14 ล้านตันข้าวสาร เนื่องจากอยู่ระหว่างที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)อยู่ระหว่างการดำเนินคดีทุจริตกับผู้ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งมีทั้งนักการเมืองและนายทุนเข้ามาเกี่ยวข้อง ทำให้โครงการรับจำนำข้าวในช่วงรัฐบาลที่ผ่านมาดำเนินการมา 2 ปี ใช้เงินไป 89 แสนล้านบาท มีความเสียหายถึง 5 แสนล้านบาท
ตามมาด้วยการตั้งคณะกรรมการติดตามและตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐ(คตร.) มีการสอบใน 8 โครงการ มูลค่ากว่า 1.4 แสนล้านบาท หากพบว่าไม่มีการคุ้มค่าก็จะมีการยกเลิก และหากพบว่ามีการทุจริตก็จะมีการให้ ป.ป.ช.เล่นงานทันที
นอกจากนี้ คตร.ยังเอกซเรย์โครงการที่มีมูลค่าเกิน 1,000 ล้านบาท ที่อยู่ระหว่างการลงทุนให้มีความโปร่งใส ทำให้หน่วยงานเจ้าของโครงการร้อนๆ หนาวๆ มูลค่าโครงการที่หลายโครงการสูงเกินกว่าเป็นจริงอยู่ไม่ใช่น้อย
ขณะเดียวกัน คสช.ยังให้คณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) ดำเนินการตรวจสอบโครงการลงทุนของรัฐวิสาหกิจที่อยู่นอกตลาดหลักทรัพย์ฯ ที่โครงการลงทุนเกิน 100 ล้านบาท ให้มีความโปร่งใสและคุ้มค่า หรือพูดอีกด้านหนึ่งคือตรวจสอบไม่ให้มีการทุจริต ทำให้โครงการลงทุนของรัฐวิสาหกิจปีงบประมาณ 2557 ที่ค้างท่ออยู่ 12แสนล้านบาท ที่จะผ่านไปได้ต้องเป็นของจริง
แม้แต่การทำงบประมาณปี 2558 ทาง คสช.ยังมีการตีกรอบเข้ม โครงการที่จะลงทุนต้องเกิดประโยชน์กับประเทศจริง ประหยัด ลดเรื่องที่ไม่จำเป็น ต้องไม่มีการทุจริต และทำให้ประเทศเดินหน้าได้ พร้อมทั้งยังออกประกาศเรื่องการป้องกันและปราบปรามการทุจริตของเจ้าหน้าที่รัฐ หากข้าราชการทุจริตและหัวหน้าข้าราชการปล่อยให้เกิดจะต้องรับผิดชอบสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งทางวินัยและอาญา โดยให้ ป.ป.ช.ติดตามตรวจสอบเรื่องดังกล่าวและรายงาน คสช.อย่างใกล้ชิด
ทั้งหมดนี้เป็นเครื่องยืนยันได้ว่า นาทีนี้เรื่องการทุจริตคอร์รัปชั่นเป็นเรื่องที่มีการป้องกันและปราบปรามกันอย่างเข้มข้นจากทุกภาคส่วน โดยเฉพาะโครงการที่จะเดินหน้าใหม่ในอนาคตจะต้องไม่มีการทุจริตเกิดขึ้นอีก หากมีและตรวจสอบเจอผู้ที่เกี่ยวข้องต้องรับผิดชอบขั้นสูงสุด
อย่างไรก็ตาม การทุจริตที่ผ่านมาไม่ได้มีแต่โครงการที่จะทำใหม่เท่านั้น โครงการที่เดินหน้ามาแล้วมีการทุจริตอย่างเห็นได้ชัด แต่ไม่มีการสางให้คนผิดมารับผิดชอบก็มีอีกจำนวนมากตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ การทุจริตที่เกิดขึ้นในกระทรวงการคลัง ที่เป็นเสาหลักทางเศรษฐกิจของประเทศ
กรณีแรก การพัฒนาที่ราชพัสดุบริเวณที่ดินหมอชิตมีปัญหากันมากกว่า 20 ปี ทำให้รัฐเกิดความเสียหายนับหมื่นล้านบาท แต่วันนี้กระทรวงการคลังยังไม่สามารถหาข้าราชการที่เกี่ยวข้องมารับผิดได้แม้แต่รายเดียว ล่าสุดปีที่ผ่านมาคลังต้องจ่ายเงินนับพันล้านบาทชดใช้ให้กับบริษัทเอกชนในการสร้างฐานรากรถไฟฟ้าไปก่อน กระทรวงการคลังก็ยังไม่สามารถหาตัวข้าราชการที่เกี่ยวข้องมารับผิดทางแพ่งและรับผิดชอบความเสียหายที่เกิดขึ้นได้รวมทั้งการดำเนินการหาคนมารับผิดชอบก็ถูกปิดเงียบ
กรณีต่อมาคือ การดำเนินคดีไม่เสียภาษีหุ้นของลูกนักการเมืองอดีตนายกรัฐมนตรี มูลค่าถึง 1.1 หมื่นล้านบาท ที่กรมสรรพากรแพ้ศาลภาษีชั้นต้น แต่ไม่ยอมยื่นอุทธรณ์ โดยอ้างว่าต้องเสียค่าทนายเป็นหลักสิบล้านบาท ไม่คุ้มกับการได้เงินภาษีนับหมื่นล้านบาท แม้ว่าวันนี้คดีจะจบไปแล้ว ดำเนินการอะไรต่อไม่ได้ แต่ในแง่ของวินัยของข้าราชการกรมสรรพากรยังไม่น่าจะจบและไม่ควรที่จะซุกหายเงียบไป ควรมีการตรวจสอบว่าการดำเนินการดังกล่าวเป็นการละเว้นปฏิบัติหน้าที่ทำให้รัฐเสียหายนับเป็นหมื่นล้านบาทหรือไม่
ตามมาด้วยกรณีการทุจริตภาษีมูลค่าเพิ่มการส่งออกของเจ้าหน้าที่และผู้บริหารกรมสรรพากรมูลค่าถึง 4,000 ล้านบาท มีหลักฐานชัดเจนว่าผู้ส่งออกแจ้งเท็จ ไม่มีการส่งสินค้าจริงเพื่อขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่มกับกรมสรรพากร ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวเห็นได้ชัดว่าเจ้าหน้าที่ผู้บริหารของกรมสรรพากรเข้าไปเกี่ยวข้องจนมีการตรวจสอบข้อเท็จจริง มีข้าราชการและผู้บริหารกรมสรรพากรกว่า 10 คนเข้าไปเกี่ยวข้อง แต่การดำเนินการเอาผิดกลับไม่คืบหน้า ทั้งในส่วนของกรมสรรพากรที่สอบวินัยข้าราชการไม่เกินซี 8 และกระทรวงการคลังที่สอบวินัยผิดร้ายแรงข้าราชการซี 9
ด้านกรมศุลกากรที่มีส่วนเข้าไปเกี่ยวข้อง เพราะถูกตั้งข้อสังเกตว่าปล่อยให้มีการแสดงเท็จการส่งออกสินค้า เพื่อนำหลักฐานของกรมศุลกากรมาประกอบการขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่มถึง 4,000 ล้านบาท ซึ่งตีกลับมาเป็นมูลค่าสินค้าที่ส่งออกนับแสนล้านบาท ทำไมถึงหละหลวมได้มากขนาดนั้น อีกทั้งไม่มีความพยายามที่จะสอบลึกลงไปให้ได้ข้อเท็จจริง เพราะกลัวพบว่ามีเจ้าหน้าที่ของกรมศุลกากรเข้าไปเกี่ยวข้อง
ในส่วนของกระทรวงการคลังที่เคยมีการตั้งคณะทำงานสอบสวนเรื่องดังกล่าว ก็ไม่สามารถล้วงให้ข้อเท็จจริงได้ปรากฏมากขึ้น ทำให้การทุจริตภาษีมูลค่าเพิ่มสร้างความเสียหายให้กับประเทศถึง 4,000 ล้านบาท ยังเป็นปริศนาการทุจริตที่กระทรวงการคลังไม่พยายามทำให้ความจริงปรากฏ
ขณะที่คดีโดยตรงของกรมศุลกากร เรื่องการนำเข้ารถหรูสำแดงราคาต่ำ ทำให้ประเทศเสียหายภาษีนับหมื่นล้านบาท ที่ผ่านมาก็พบว่ามีเจ้าหน้าที่เข้าไปเกี่ยวข้องจำนวนหลายคน แต่การดำเนินการก็กลับไม่คืบหน้า ที่สำคัญกรมศุลกากรยังไม่มีมาตรการใดที่จะนำความเสียหายกลับคืนมา
แม้แต่ล่าสุด กรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) ส่งเรื่องตรวจสอบรถหรูและรถจดประกอบนับร้อยคัน มูลค่าภาษีนับพันล้านบาท กรมศุลกากรก็ยังเตะถ่วงตั้งคณะทำงานขึ้นมาดูข้อเท็จจริงเพื่อซื้อเวลาไม่ให้ข้อเท็จจริงปรากฏ ทำให้การล้างทุจริตในกรมศุลกากรยังเป็นเรื่องที่ไม่เดินหน้า ความพยายามแก้ทุจริตของกรมศุลกากรที่ผ่านมาจึงเป็นมายาภาพให้สังคมหลงเชื่อเท่านั้น
ดังนั้น การแก้ไขปัญหาทุจริตของประเทศต้องเป็นการริเริ่มของทุกภาคส่วน ไม่ใช่ต้องให้ คสช.มาสั่งการหรือให้ส่งคนเข้ามาตรวจสอบหน่วยงานต่างๆ ถึงมีการทำเรื่องนี้อย่างจริงจัง โดยเฉพาะกระทรวงการคลังที่เป็นเสาหลักทางเศรษฐกิจ เป็นผู้กำกับดูแลนโยบายทางเศรษฐกิจของประเทศ ยิ่งต้องเป็นต้นแบบในการล้างทุจริตที่ยังซุกไว้ใต้พรมให้หน่วยงานอื่นๆ ได้เห็น
ที่ผ่านมาเป็นที่รู้กันดีว่า การทุจริตคอร์รัปชั่นเป็นมะเร็งร้ายของเศรษฐกิจอันดับหนึ่ง เพราะมีการหักหัวคิวเงินภาษีในโครงการต่างๆ สูงจาก 10-20% มาเป็น 30-50%ทำให้เงินภาษีของประเทศถูกทุจริตคอร์รัปชั่นปีละหลายแสนล้านบาท หากไม่สามารถอุดรูรั่วได้ก็เป็นเรื่องยากที่การใช้เงินภาษีไปพัฒนาประเทศจะมีประสิทธิภาพ







