posttoday
กงล้อประวัติศาสตร์

กงล้อประวัติศาสตร์

22 มิถุนายน 2557

เมื่อ จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ทำการปฏิวัติรัฐประหารยึดอำนาจรัฐบาล จอมพลป.

เมื่อ จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ทำการปฏิวัติรัฐประหารยึดอำนาจรัฐบาล จอมพลป. พิบูลสงคราม เมื่อวันที่ 16 ก.ย. ปี 2500 นั้น เหตุผลในการยึดอำนาจ นอกจากมีนิสิตนักศึกษาประชาชนลุกขึ้นมาต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชั่นของรัฐบาลการเลือกตั้งที่เป็นไปโดยไม่สุจริตยุติธรรมแล้ว ยังเกิดจากการที่รัฐบาลจอมพลป. พิบูลสงคราม ปล่อยให้ พล.ต.อ.เผ่า ศรียานนท์ ลูกเขยจอมพลผิน ชุณหะวัณ สร้างรัฐตำรวจขึ้นมาให้มีอำนาจและแสนยานุภาพเป็นกองทัพ มีอำนาจอิทธิพลขึ้นมาอย่างมากมาย สามารถที่จะใช้อำนาจได้ตามอำเภอใจที่จะทำลายล้างใครก็ได้ ไม่ว่าจะเป็นประชาชน หรือนักการเมืองที่ตำรวจเห็นว่าเป็นปรปักษ์กับตน ภายใต้คำขวัญว่า “ใต้ดวงอาทิตย์นี้ไม่มีอะไรที่ตำรวจไทยจะทำไม่ได้” และการที่รัฐบาลปล่อยให้มีการจาบจ้วงหมิ่นพระบรมเดชานุภาพสถาบันพระมหากษัตริย์อย่างกว้างขวาง รัฐบาลในขณะนั้นก็ยังไม่ได้สามารถที่จะป้องกันและปราบปรามบุคคลผู้มีพฤติกรรมบ่อนทำลายความมั่นคงของชาติในรูปแบบต่างๆ ได้อีกด้วย

เมื่อ จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ทำการได้สำเร็จ จอมพลป. พิบูลสงคราม หลบหนีลี้ภัยไปอยู่ประเทศกัมพูชา พล.ต.อ.เอก เผ่า ศรียานนท์ ลี้ภัยไปอยู่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ แม้ในครั้งแรกจะเตรียมการจะให้กองทัพตำรวจจัดการกับ จอมพลสฤษดิ์ และคณะผู้ร่วมก่อการ แต่ก็ต้องยอมแพ้กองทัพของฝ่ายทหารไปในที่สุด

เนื่องจากจอมพลสฤษดิ์ มีความจำเป็นจะต้องไปรักษาสุขภาพยังสหรัฐอเมริกาและอังกฤษ จอมพลสฤษดิ์จึงแต่งตั้ง นายพจน์ สารสิน ให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เพื่อให้มาบริหารประเทศและจัดการเลือกตั้งให้สำเร็จ เมื่อ นายพจน์ สารสิน เข้ามาบริหารบ้านเมืองขัดตาทัพ และจัดการเลือกตั้งได้เรียบร้อยก็ลาออกจากตำแหน่งรัฐมนตรี ไปดำรงตำแหน่งเลขาธิการองค์การสนธิสัญญาป้องกันภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (สปอ.) เปิดโอกาสให้ พล.อ.ถนอม กิตติขจร ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีบริหารประเทศต่อไป

ในช่วงระยะเวลาที่ พล.อ.ถนอม กิตติขจร เข้ามาบริหารประเทศต่อจาก นายพจน์ สารสิน ในวันที่ 10 ม.ค. ปี 2501 พล.อ.ถนอม กิตติขจร ประสบปัญหามากมายในตลอดระยะเวลา 10 เดือนที่บริหารประเทศอยู่ ทั้งเรื่องความวุ่นวายของบรรดา สส.ในพรรครัฐบาลที่ไม่สามารถควบคุมได้ตลอด ความล้มเหลวในการแก้ปัญหาต่างๆ ของประเทศที่ไม่อาจแก้ไขได้ ปัญหาอุปสรรคอันเป็นข้ออ้างในการยึดอำนาจของ จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ก็ยังดำรงอยู่ ไม่ได้รับการจัดการแก้ไขให้สำเร็จลุล่วงไปแต่ประการใด จนภายหลังเมื่อจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เดินทางกลับจากการไปรักษาสุขภาพที่สหรัฐและอังกฤษแล้ว ในช่วงค่ำของวันที่ 20 ต.ค. ปี 2501 จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ก็ประกาศการปฏิวัติรัฐประหารยึดอำนาจรัฐบาล พล.อ.ถนอม กิตติขจร โดยการรู้เห็นเป็นใจของ พล.อ.ถนอม กิตติขจร ซึ่งมีตำแหน่งเป็นรองหัวหน้าคณะปฏิวัติในครั้งนั้นด้วย

หลังจากทำการปฏิวัติรัฐประหาร คณะปฏิวัติรัฐประหารอันมีจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เป็นหัวหน้าคณะก็ได้มีประกาศคณะปฏิวัติ 9 ฉบับ มีสาระสำคัญคือให้เลิกรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยปี 2475 แก้ไขเพิ่มเติมปี 2495 ยุบสภาผู้แทนราษฎรและคณะรัฐมนตรี แต่อำนาจทางศาลคงเป็นไปตามเดิม

คณะปฏิวัติเข้ามาบริหารประเทศ จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ หัวหน้าคณะปฏิวัติ ในนามปวงชนชาวไทยจะเป็นผู้บังคับบัญชาสูงสุด มีหน้าที่รักษาสถานการณ์ทั่วประเทศจนกว่าจะได้ตั้งคณะรัฐมนตรีขึ้นใหม่

ให้ปลัดกระทรวงทุกกระทรวงรักษาการในหน้าที่รัฐมนตรีขึ้นตรงต่อคณะปฏิวัติ คณะปฏิวัติได้ชี้แจงเหตุผลในการปฏิวัติว่า ขณะนี้ลัทธิคอมมิวนิสต์ ได้แทรกซึมและสร้างอิทธิพลเหนือจิตใจประชาชนชาวไทยโดยทั่วไป โดยวิธีและแผนการที่ฉลาด เพื่อทำลายสถาบันทุกอย่างของชาติให้สูญสิ้นไป พวกตัวแทนของคอมมิวนิสต์ได้ขัดขวางการบริหารประเทศ ได้พยายามก่อให้เกิดความกินแหนงแคลงใจขึ้น และทำให้ไม่ไว้วางใจในชาติไทย เหตุการณ์ต่างๆ นี้ทำให้รัฐบาลไม่มีโอกาสที่จะจรรโลงประเทศได้เต็มที่ เพราะต้องเผชิญอุปสรรคดังกล่าวแล้ว

นอกจากนั้นได้มีบุคคลไทยบางจำพวกที่เห็นแก่ตัว ได้แอบชิงใช้สิทธิและเสรีภาพตามระบอบรัฐธรรมนูญ เป็นเครื่องมือขัดขวางความก้าวหน้าของการงานและทำลายความสงบ ทำให้เกิดความแตกสามัคคีในหมู่คนไทย เหล่านี้ทำให้ประเทศชาติเสื่อมโทรมและแตกสลายในที่สุด

หลังจากที่คณะปฏิวัติรัฐประหารได้ออกแถลงการณ์คณะปฏิวัติแล้ว 9 ฉบับ ก็มีหนังสือกราบบังคมทูลพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ให้ทราบฝ่าละอองธุลีพระบาท เรื่องเหตุผลและความจำเป็นในการยึดอำนาจ และยืนยันจะคงไว้ซึ่งระบอบการปกครองที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขแห่งรัฐ และจะป้องกันไม่ให้เกิดการล่วงละเมิดทุกสถาน ในวันที่ 20 ต.ค. ปี 2501 จากนั้นในวันที่ 21 ต.ค. ปี 2501 คณะปฏิวัติรัฐประหารก็ได้รับหนังสือตอบจากราชเลขาธิการ ม.จ.นิกรเทวัญ เทวกุล ความว่า ตามที่คณะปฏิวัติได้กราบบังคมทูลไปเกี่ยวกับการยึดอำนาจนั้น ความทราบฝ่าละอองธุลีพระบาทแล้ว ทรงมีพระราชกระแสว่า

“จุดประสงค์ของคณะปฏิวัติดังที่แถลงในประกาศเหล่านี้ ที่จะรักษาความปลอดภัย และประโยชน์สุขของประเทศชาติ ตลอดจนส่งเสริมความเจริญก้าวหน้าของบ้านเมือง นับว่าเป็นเจตนาอันดี เมื่อได้ตั้งจุดประสงค์อันดีฉะนี้แล้ว ควรได้พยายามดำเนินการต่างๆ ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ยึดมั่นในประโยชน์ส่วนรวม การอันใดที่ยังจะต้องกระทำต่อไปอีกข้างหน้าก็ขอให้ใคร่ครวญให้รอบคอบ เพื่อบรรลุผลตามจุดประสงค์นั้นโดยแท้จริง ทั้งจงสังวรในคำรับรองที่ได้ให้ไว้ในประกาศเหล่านั้นให้จงมาก ก็จะทรงอนุโมทนา”

การปฏิวัติรัฐประหารยึดอำนาจของ จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ได้รับความชื่นชมยินดีจากมิตรประเทศอย่างอังกฤษ สหรัฐ และมิตรประเทศอื่นๆ เป็นจำนวนมาก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศในหลายประเทศทั่วโลกต่างส่งจดหมายมาแสดงความยินดีว่า เป็นการดำเนินการแก้ไขปรับปรุงประเทศได้ดียิ่งในระยะเวลาอันสั้น ทั้งนี้เป็นเพราะมหาอำนาจตะวันตกส่วนใหญ่ในเวลานั้นมีนโยบายต่อต้านการรุกรานของลัทธิคอมมิวนิสต์อย่างเต็มที่ และประกาศคณะปฏิวัติที่สำคัญยิ่งของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ คือ การป้องกันการบ่อนทำลายของลิทธิคอมมิวนิสต์เป็นสำคัญนั่นเอง

เมื่อการปกครองประเทศอยู่ในความรับผิดชอบของคณะปฏิวัติ หัวหน้าคณะปฏิวัติก็ได้จัดตั้งกองบัญชาการคณะปฏิวัติขึ้นเพื่อบริหารประเทศที่หอประชุมกองทัพบก โดยการแบ่งส่วนราชการออกเป็นสองฝ่าย คือ ฝ่ายทหารและพลเรือน

ในขณะเดียวกันกองบัญชาการคณะปฏิวัติ โดย จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ก็มีคำสั่งตั้งที่ปรึกษาขึ้น ในกองบัญชาการคณะปฏิวัติ โดยตั้งพระยาอรรถการีย์นิพนธ์ เป็นประธานคณะที่ปรึกษากฎหมาย ตั้ง ม.ล.เดช สนิทวงศ์ เป็นประธานคณะกรรมการที่ปรึกษาฝ่ายเศรษฐกิจ ตั้ง พล.อ.เนตร เขมะโยธิน เป็นประธานคณะกรรมการการวิจัย โดยคณะกรรมการการวิจัยก็ได้เชิญ นายปกรณ์ อังศุสิงห์ ม.ล.ชูชาติ กำภู และนายบุญรอด บิณฑสันต์ มาร่วมประชุมหาแนวทางในการจัดตั้งกระทรวงพัฒนาการแห่งชาติร่วมกับคณะที่ปรึกษาฝ่ายเศรษฐกิจ และวางแผนพัฒนาโครงการพื้นฐานต่างๆ ของประเทศทั้งด้านการศึกษา เศรษฐกิจสังคมการคมนาคม การอุตสาหกรรม และการเกษตร

จนกระทั่งถึงวันที่ 28 ม.ค. ปี 2502 จึงได้มีประกาศคณะปฏิวัติเรื่องการประกาศใช้รัฐธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร อันเป็นรัฐธรรมนูญการปกครองชั่วคราวจำนวน 20 มาตรา ในจำนวน 20 มาตรา มีมาตราหนึ่งที่ให้อำนาจแก่นายกรัฐมนตรีเป็นอย่างมากคือมาตรา 17

จากนั้นในวันที่ 3 พ.ค. ปี 2502 จึงมีประกาศแต่งตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ จำนวน 240 คน สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญได้มีมติเลือก

1.พล.อ.สุทธิ์ สุทธิสารรณกร เป็นประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ

2.นายสัญญา ธรรมศักดิ์ เป็นรองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ

3.นายทวี บุณยเกตุ เป็นรองสภาร่างรัฐธรรมนูญ

จากนั้นในวันที่ 9 ก.พ. ปี 2502 ประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ ก็กราบบังคมทูลถวายความเห็นว่า จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เป็นผู้สมควรที่จะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ตั้งจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เป็นนายกรัฐมนตรี บริหารราชการแผ่นดินตั้งแต่วันที่ 9 ก.พ. ปี 2502 โดยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ มีอำนาจสูงสุดในการใช้รัฐธรรมนูญการปกครองพระราชอาณาจักรมาตรา 17 ในการจัดการแก้ปัญหาและจัดระเบียบของประเทศอย่างเด็ดขาด ประกอบกับการใช้คนดีมีฝีมือซื่อสัตย์สุจริตที่ร่วมอยู่ในคณะรัฐบาลและหน่วยราชการต่างๆ มาช่วยผลักดันให้การพัฒนาประเทศขับเคลื่อนไปได้อย่างน่าพอใจ กงล้อทางประวัติศาสตร์ที่เกิดขึ้นในสมัย จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ จะบอกอะไรได้บ้างแก่คณะ คสช.ของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในปัจจุบัน ค่อยว่ากันในสัปดาห์หน้า

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท