
คสช.ลุยปราบโกงติดดาบปปช.คุ้ยทุจริต
หลังคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้ปรับรื้อโครงการลงทุนภาครัฐหลายโครงการ รวมทั้ง
หลังคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้ปรับรื้อโครงการลงทุนภาครัฐหลายโครงการ รวมทั้ง ได้ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณ ซึ่งเป็นการส่งสัญญาณชัดว่า คสช.พุ่งเป้าในการ ป้องกันและปราบปรามการทุจริตอย่างจริงจัง
เมื่อค่ำวันที่ 20 มิ.ย. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก ในฐานะหัวหน้า คสช. ออกโทรทัศน์ย้ำอีกครั้งว่า การจัดทำงบประมาณรายจ่ายภาครัฐประจำปีงบประมาณ 2558 จะยึดระเบียบวินัยการเงินการคลังอย่างเคร่งครัด มุ่งเน้นผลประโยชน์ ไปที่ประชาชนทุกภาคส่วนทุกพื้นที่อย่างทั่วถึง
นอกจากนี้ จะเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้จ่ายงบประมาณ ลดความซ้ำซ้อน บูรณาการการจัดทำงบประมาณงานทุกกระทรวงให้ต่อเนื่องเชื่อมโยง ในเรื่องที่เกี่ยวข้องกัน เช่น การบริหารจัดการน้ำ
ทั้งนี้ การดำเนินการลงทุนในโครงการต่างๆ ทุกโครงการอยู่ในขั้นตอนการตรวจสอบความโปร่งใส ความมีประสิทธิภาพ ซึ่งมีสำนักงบประมาณ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง
“คสช.อาจจะพิจารณานำกระบวนการตรวจสอบการทุจริตคอร์รัปชั่นที่ได้รับการยอมรับจากสากลมาใช้ตรวจสอบเพิ่มเติมด้วย โดยจะเป็นการเน้นตรวจสอบ ตั้งแต่ขั้นตอนการจัดทำความต้องการ (ทีโออาร์) การจัดซื้อจัดจ้าง การดำเนินการและการตรวจรับ รวมทั้งการเผยแพร่ข่าวสารให้ประชาชนและผู้มีส่วนได้เสีย ได้รับทราบตลอดทุกขั้นตอนของการดำเนินงาน ซึ่งในอนาคตจะมีการปฏิรูปในเรื่องนี้อย่างจริงจัง ทั้งในเรื่องระเบียบ กฎหมาย กระบวนการต่างๆ เพื่อป้องกันการทุจริตคอร์รัปชั่นอย่างสมบูรณ์ต่อไป” หัวหน้า คสช. ระบุ
พล.อ.ประยุทธ์ ระบุอีกว่า ในระยะเร่งด่วนนี้ คสช. จะแก้ไขการบริหารราชการ องค์กรอิสระ รัฐวิสาหกิจเฉพาะในส่วนที่เป็นปัญหาสำคัญที่ส่งผลให้เกิดความเสียหายร้ายแรงต่อรัฐ และการแก้ไขนั้นไม่มีผลกระทบต่อประชาชนในวงกว้าง
อย่างไรก็ตาม การปรับปรุงการบริหารงาน รัฐวิสาหกิจนั้น จะเพิ่มเติมประสิทธิภาพและสร้างความโปร่งใสให้เกิดขึ้นให้เป็นมาตรฐานสากล บาง รัฐวิสาหกิจมีปัญหาเรื่องการบริหารจัดการและประสิทธิภาพ ตลอดจนความโปร่งใส จะต้องปรับปรุงให้สามารถแข่งขันและได้รับการยอมรับจากประชาชน อาทิ ด้านพลังงาน ด้านการสื่อสาร ที่รัฐจำเป็นต้องคงสัดส่วนที่เหมาะสมระหว่างการบริหารงานของรัฐและเอกชน เพื่อให้เกิดประโยชน์และเป็นธรรมกับผู้บริโภคอย่างแท้จริง ป้องกันการผูกขาด โดยเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงของรัฐ
ขณะเดียวกันในระยะสั้นจะเฟ้นหาบุคคลที่มีความรู้ ความสามารถ ประสบการณ์ เข้ามาเป็นกรรมการ ของรัฐวิสาหกิจเพิ่มเติม และระยะต่อไปจะเร่งแก้ไข กฎระเบียบที่เป็นปัญหาอุปสรรคต่อการดำเนินธุรกิจ ก่อให้เกิดการรั่วไหลของงบประมาณ สร้างความ เสียหายต่อรัฐ อาทิ การปรับค่าตอบแทนกรรมการ ให้มีความเหมาะสม ไม่มากหรือไม่น้อยเกินไป
ด้านคณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้เข้าพบ พล.อ. ประยุทธ์เพื่อขอความร่วมมือในการกำชับให้หน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องกับการดูแลสต๊อกข้าว โดยเฉพาะกระทรวงพาณิชย์ให้ความร่วมมือกับ ป.ป.ช. เพื่อทำการตรวจสอบสต๊อกข้าวเพื่อที่จะหาตัวเลขที่ชัดเจนว่าจำนวนข้าวที่มีการอ้างกันว่าหายนั้นมีจำนวนเท่าไหร่
นอกจากนี้ ป.ป.ช.ได้เสนอแผนยุทธศาสตร์ชาติว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ระยะที่ 2 (พ.ศ. 2556-2560) ให้กับ คสช. ได้พิจารณาว่าควรจะต้องดำเนินการให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) และสภาปฏิรูปตรากฎหมายลักษณะใดบ้างฅเพื่อให้เกิดกลไกของการปราบปรามการทุจริต ซึ่งมีสาระสำคัญ คือ การสร้างกลไกประสานความร่วมมือระหว่างองค์กร เช่น องค์กรตามรัฐธรรมนูญทั้ง 7 องค์กร ฝ่ายบริหาร ฝ่ายนิติบัญญัติ ฝ่ายตุลาการ โดยอาจรวมไปถึงการให้ ป.ป.ช.ตรวจสอบเอกชนในฐานะตัวการ จากเดิมจะถูกตรวจสอบในฐานะผู้ให้การสนับสนุน
ขณะที่ พ.อ.วินธัย สุวารี ทีมงานโฆษก คสช. ระบุว่า ทาง คสช.จะได้แจ้งให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ให้การสนับสนุน ป.ป.ช.ตามที่ร้องขอ และ ในขณะเดียวกันในส่วนของคณะกรรมการและคณะ อนุกรรมการฯ ที่ คสช.แต่งตั้งขึ้นก็คงจะดำเนินการ ในลักษณะคู่ขนานกันไป







