
"จีน-อินเดีย" หนีภัยคอร์รัปชั่น
กระแสต่อต้านคอร์รัปชั่นที่เกิดขึ้นทั่วโลก กำลังทวีความแรงขึ้นทุกที
กระแสต่อต้านคอร์รัปชั่นที่เกิดขึ้นทั่วโลก กำลังทวีความแรงขึ้นทุกที
คำว่า “คอร์รัปชั่น” แปลเป็นไทยว่า การฉ้อราษฎร์บังหลวง ซึ่งฟังดูเหมือนว่าน่าจะเกี่ยวข้องกับภาคการเมืองและราชการเท่านั้น แต่ในความเป็นจริง คอร์รัปชั่นมีความหมายครอบคลุมไปถึงภาคธุรกิจ อุตสาหกรรมและประชาชนทั่วไปด้วย
คอร์รัปชั่นถือเป็นมะเร็งร้ายของประเทศ ที่ทำลายระบบคุณธรรม จริยธรรม และเศรษฐกิจ จนบางครั้งถึงขั้นที่อาจทำให้ “รัฐล้มเหลว” ได้
เรื่องอื้อฉาวระดับโลก คงไม่พ้นกรณีการจับกุมและดำเนินคดีเกี่ยวกับการทุจริตในหน้าที่ของสมาชิกอาวุโสพรรคคอมมิวนิสต์จีนและบริวารของ Zhou Yongkang และ Bo Xilai
ส่วนอีกกรณีหนึ่ง คือ นักการเมืองอินเดียนำทรัพยากรแผ่นดิน อย่างสัมปทานเหมืองถ่านหินไปให้เอกชน โดยไม่เปิดประมูล รวมถึงการเปิดประมูลความถี่ 2G โทรศัพท์มือถือ ในราคาต่ำกว่าความเป็นจริงมาก
เรื่องเหล่านี้ทำให้ทั้งจีนและอินเดียต้องหันกลับมาทบทวนนโยบายการปราบปรามทุจริตคอร์รัปชั่นอย่างจริงจังมากขึ้น
ปัญหาการคอร์รัปชั่นไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นปัญหาเรื้อรังของสังคมโลกตลอดมา จนทำให้ “องค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ” ต้องจัดลำดับความโปร่งใสของ 177 ประเทศทั่วโลก เพื่อเป็นดัชนีชี้วัดภาพลักษณ์ประจำปี
ปรากฏว่าในปี 2556 จีนอยู่ในลำดับที่ 80 และอินเดียลำดับที่ 94 ถือว่าทั้งสองประเทศยังมีการคอร์รัปชั่นอยู่ในระดับที่สูงมาก
น่าสนใจว่า เกิดอะไรขึ้นกับจีนและอินเดีย เมื่อผู้มีอำนาจทางการเมืองเริ่มกระตือรือร้นในการแก้ปัญหาคอร์รัปชั่นอย่างจริงจัง
ประการแรก เมื่อวิเคราะห์เหตุผลของการต่อต้านคอร์รัปชั่นใน 2 ประเทศนี้ คงไม่ใช่เกิดจากรัฐบาลของจีนและอินเดียที่เป็นตัวตั้งตัวตี คิดแก้ปัญหาเองโดยลำพัง แต่เป็นเพราะแรงกดดันจาก “ภาคประชาชน” ที่เหลืออดกับการคอร์รัปชั่นของฝ่ายการเมือง ข้าราชการ และภาคเอกชน เพราะรู้สึกว่ายิ่งนานวันยิ่งร้ายแรงมากขึ้น จนเข้าขั้นวิกฤตทั้งจำนวนผู้เกี่ยวข้องและจำนวนเงิน
นอกจากนี้ ผลการขยายตัวทางเศรษฐกิจ หลังการปฏิรูปเศรษฐกิจ (Post Economic Reform) ของจีนในปี 2521 และอินเดีย 2534 ที่มีชนชั้นกลางเพิ่มขึ้น บวกกับอิทธิพลของ Social Media อีกแรง จึงยิ่งเพิ่มความกดดันให้รัฐบาลจีนและอินเดียต้องจัดการปัญหาคอร์รัปชั่นอย่างจริงจัง
ที่น่าสนใจอีกประเด็น คือ จีนมีระบบการปกครองแบบคอมมิวนิสต์ ที่รัฐบาลมีอำนาจเบ็ดเสร็จ กระบวนการบริหารประเทศเป็นแบบ “บนลงล่าง” ที่นำไปสู่การปฏิบัติได้อย่างรวดเร็ว
ในขณะที่อินเดียมีการปกครองแบบประชาธิปไตย เป็นระบบคานอำนาจ ที่มีฝ่ายค้าน กระบวนการในทางปฏิบัติ อาจล่าช้ากว่า
ทั้งสองประเทศ จีนและอินเดียจึงเป็น Two Systems two Models ที่มีปัญหาเดียวกันคือ คอร์รัปชั่นที่รุนแรง ฉะนั้นเรื่องประสิทธิภาพการจัดการปัญหาจะเป็นอย่างไร คงต้องติดตามดูกันต่อ
ความจริงแล้วเรื่องแก้ปัญหาคอร์รัปชั่นในจีน ไม่ใช่นโยบายใหม่ที่ไม่เคยมี เพราะครั้งหนึ่งในช่วงปี 2493 เหมาเจ๋อตุง เคยประกาศว่า คอร์รัปชั่นในจีนจะต้องหมดไป โดยการเปลี่ยนระบอบการปกครองเป็นคอมมิวนิสต์ แต่มาถึงวันนี้ คำประกาศนั้นก็หมดความศักดิ์สิทธิ์ไปแล้ว เพราะคอมมิวนิสต์ก็คอร์รัปชั่นเช่นกัน
ส่วนอินเดีย เมื่อพ้นจากการเป็นอาณานิคมของอังกฤษ ก็มีสภาพเป็นประเทศที่มีคนยากจนจำนวนมาก การคอร์รัปชั่นในวงราชการก็มีอยู่เป็นปกติ
Transparent International เคยสำรวจมาว่า กว่า 62% ของคนอินเดียคุ้นเคยกับการคอร์รัปชั่น จนกลายเป็นเรื่องเล่าขำขันกันว่า อินเดียพัฒนาประเทศในช่วงกลางคืน เพราะข้าราชการและนักการเมืองหลับหมด “India grows at night when bureaucrats and politicians are asleep”
มาถึงวันนี้ ปัญหาคอร์รัปชั่นในอินเดียก็ยิ่งหยั่งลึกและขยายวงกว้างขึ้น จนเข้าขั้น “โคม่า” จนส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองครั้งสำคัญ นั่นคือ พรรค Congress ที่เป็นรัฐบาลต่อเนื่อง 10 ปี ต้องพ่ายแพ้ยับเยินต่อพรรค BJP เพราะปล่อยปละละเลยจนเกิดการคอร์รัปชั่นมาก จึงเป็นโอกาสให้ BJP ใช้ประเด็นนี้หาเสียงโจมตี Congress อย่างหนัก และ BJP ก็ชนะเลือกตั้งได้ในที่สุด
กรณีของจีนและอินเดียที่รัฐบาลต้องใส่ใจมากขึ้น เพราะทั้งคู่กำลังอยู่ในช่วงกำลังพัฒนาประเทศให้เติบโตอย่างยั่งยืน เร่งแก้ไขความเหลื่อมล้ำและความยากจน ดังนั้นคอร์รัปชั่นจึงมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจ การลงทุน การจัดเก็บภาษี มาตรฐานของโครงสร้างพื้นฐาน บริการประชาชนที่จำเป็น รวมทั้งทำลายสิ่งแวดล้อม เอาเปรียบผู้บริโภค ที่สำคัญ คือ ภาพลักษณ์ของประเทศยังเสียหายอีกด้วย
ในอดีตการคอร์รัปชั่นไม่ร้ายแรงนัก แต่เมื่อโลกยุคปัจจุบันขับเคลื่อนด้วยระบบทุนนิยม การเคลื่อนไหวของเงินทุนมีปริมาณมากขึ้น มีการใช้แรงงานไปทั่วทุกมุมโลก คอร์รัปชั่นจึงปรับเปลี่ยนรูปแบบใหม่ (New forms) เพื่อให้ยากต่อการติดตามไล่จับ และหากปล่อยไว้โดยไม่ทำอะไรก็จะเป็นอันตรายต่อสังคมประเทศอย่างมาก
ประเด็นของคอร์รัปชั่นในวันนี้ แตกต่างจากอดีตที่ภาครัฐเป็นผู้ริเริ่ม แต่มักล้มเหลวในทางปฏิบัติ แต่ปัจจุบันนี้ภาคประชาชนมีความแข็งแรงขึ้น บวกกับ Social Media ที่เป็นตัวกดดันให้รัฐบาลต้องแก้ไขจริงจัง ดังนั้นความล้มเหลวในการจัดการจึงมีเดิมพันที่สูงกว่าในอดีตมาก
สำหรับจีนวันนี้มีความหนักใจมากว่า หากจัดการกับคอร์รัปชั่นไม่สำเร็จ จะส่งผลต่อการดำรงอยู่ของพรรคคอมมิวนิสต์จีนอย่างมาก
ส่วนประเด็นที่ว่า จีนต้องการจัดการกับคู่แข่งทางการเมือง น่าจะเป็นประเด็นรองและเป็นผลพลอยได้มากกว่า
สำหรับอินเดีย เป็นที่ประจักษ์แล้วว่า ประชาชนได้ลงโทษพรรคการเมืองอย่างพรรค Congress ที่ไม่ใส่ใจต่อการปราบปรามคอร์รัปชั่นจริงจัง จนต้องแพ้การเลือกตั้งอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน
ที่สำคัญ ประสิทธิภาพการจัดการกับคอร์รัปชั่นของรัฐบาลอินเดียชุดใหม่ ก็จะเป็นตัววัดเสถียรภาพทางการเมืองของ BJP ในอนาคตด้วยเช่นกัน
วันนี้ เสียงประชาชนเริ่มดังขึ้น ไม่ว่าประเทศนั้นๆ จะมีการปกครองระบบใด รูปแบบใด แต่ระบบคุณธรรม จริยธรรม ความยุติธรรมและความโปร่งใสในการบริหารบ้านเมืองของผู้มีอำนาจเท่านั้นที่จะทำให้ประเทศชาติรอดพ้นจากอันตราย
คำพูดที่ว่า หากมีคอร์รัปชั่นและประเทศพัฒนาไปได้ ก็ยอมรับได้นั้น ปัจจุบันความคิดแบบนี้ไม่เป็นที่ยอมรับของสังคมโลกต่อไปแล้วครับ







