
อย่าไว้ใจดอกเบี้ยมะกันเอเชียเสี่ยง"พายุทุนไหลออก"
นับเป็นท่าทีที่สร้างความสนใจให้กับนักลงทุนทั่วโลกไม่น้อย เมื่อ เจเน็ต เยลเลน ผู้ว่าการธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด)
โดย...พันธสิทธิ เจริญพาณิชย์พันธ์
นับเป็นท่าทีที่สร้างความสนใจให้กับนักลงทุนทั่วโลกไม่น้อย เมื่อ เจเน็ต เยลเลน ผู้ว่าการธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ออกมาเผยภายหลังการประชุมร่วมกับคณะกรรมการกำหนดนโยบายของเฟด (เอฟโอเอ็มซี) เมื่อช่วงกลางสัปดาห์ที่ผ่านมา ว่า รู้สึกมั่นใจต่อภาวะเศรษฐกิจสหรัฐที่กำลังเดินไปด้วยดี
เนื่องจากการบริโภคภาคครัวเรือนและการลงทุนภาคธุรกิจ เริ่มกลับมาฟื้นตัวแกร่งอีกครั้ง หลังจากที่เศรษฐกิจเมืองลุงแซมต้องเผชิญกับภาวะหดตัวในไตรมาสแรกจากปัญหาพายุหิมะถล่ม
ถึงกระนั้น สิ่งที่สร้างความสนใจยิ่งกว่าโดยเฉพาะในสายตาของนักลงทุนก็เห็นจะเป็นท่าทีของเฟดต่อทิศทางอัตราดอกเบี้ยนโยบายของเฟดว่าจะเอาอย่างไรกันแน่ ซึ่งในการประชุมครั้งนี้ เยลเลน ก็ไม่ได้กล่าวถึงทิศทางอัตราดอกเบี้ยนโยบายว่าจะมีการปรับขึ้นก่อนกลางปี 2015 เลยแม้แต่คำเดียว จนเป็นเหตุทำให้นักวิเคราะห์หลายสำนักนำไปตีความกันว่าสหรัฐน่าจะยังคงอัตราดอกเบี้ยต่ำที่ระดับ 00.25% ต่อไปอีกพักใหญ่ หรืออย่างน้อยอีก 1 ปี แม้ว่าในปัจจุบันเฟดใกล้จะยุติการใช้มาตรการผ่อนปรนเชิงปริมาณมากเข้าไปทุกขณะแล้วก็ตาม
ความหวังว่าแบงก์ชาติสหรัฐจะยังคงอัตราดอกเบี้ยต่ำต่อไปอีกพักใหญ่ๆ หลังจากการยุติการใช้คิวอีลงแล้ว ทำให้เมื่อวานนี้ตลาดหุ้นทั่วทั้งเอเชียดีดตัวขึ้นขานรับกับทิศทางดังกล่าวทันที โดยดัชนีนิกเกอิของญี่ปุ่นปรับตัวขึ้นถึง 1.62% ปิดตลาดที่ 15,361 จุด ขณะที่ดัชนีฮั่งเส็งของฮ่องกงปรับตัวขึ้น 0.43% ในช่วงการซื้อขายระหว่างวัน ก่อนจะปรับลดลงมาก่อนช่วงปิดตลาด โดยปิดตลาดที่ 23,167.73 จุด
เนื่องจากหลายชาติในเอเชียมองว่าการคงอัตราดอกเบี้ยต่ำต่อไปน่าจะสร้างผลดีต่อตนเอง โดยเฉพาะในกลุ่มที่พึ่งพาเงินทุนและเงินกู้จากทางสหรัฐ เพราะยังคงสามารถหลงใหลได้ปลื้มไปกับเงินกู้ต้นทุนต่ำจากตะวันตกได้ต่อไปนั่นเอง
แม้ว่านโยบายผ่อนคลายทางการเงินของสหรัฐจะช่วยให้เศรษฐกิจในกลุ่มตลาดเกิดใหม่ของเอเชียได้รับประโยชน์มากแค่ไหน แต่หากมองกันในระยะยาวแล้ว ภาวะดังกล่าวถือเป็นสิ่งที่อันตรายต่อเศรษฐกิจของหลายประเทศในเอเชียอย่างมาก
เนื่องจากการเสพติดเงินกู้ราคาถูกและเงินทุนจากต่างชาติ ซึ่งส่วนมากเป็นเงินกู้ในระยะสั้นและอยู่ในรูปสกุลเงินดอลลาร์มากเกินไป กำลังไปบั่นทอนและกีดขวางการปฏิรูปและสร้างความแข็งแกร่งให้กับระบบการเงินและเศรษฐกิจของชาตินั้นๆ ทั้งที่จริงๆ แล้วการปฏิรูปโครงสร้างเหล่านั้น ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐาน การลดระเบียบขั้นตอนความล่าช้าในระบบราชการ และเปิดเสรีเศรษฐกิจเพื่อดึงดูดการลงทุนต่างชาติ มีความสำคัญมากต่อการพัฒนาเศรษฐกิจระยะยาว
โดยเห็นได้ชัดจากรัฐบาลอินโดนีเซีย ที่ดันไปหยุดชะงักการเดินหน้ามาตรการปฏิรูประบบพลังงานของประเทศ ทั้งที่ก่อนหน้านี้รัฐบาลได้ประกาศลั่นเอาไว้ว่าจะลดการให้เงินอุดหนุนน้ำมันที่นำเข้าแก่ผู้บริโภคในประเทศลง เนื่องจากในแต่ละปีรัฐบาลแดนอิเหนาต้องสูญสิ้นงบประมาณราว 2 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐเพื่อใช้ไปกับการอุดหนุนพลังงานในประเทศ
จนทำให้อินโดนีเซียต้องประสบกับปัญหาการขาดดุลการค้าหนักข้อขึ้นเรื่อยๆ ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เนื่องจากราคาพลังงานที่นำเข้ามามีแต่จะพุ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งภาระทางการคลังที่สูงลิ่วเพื่อนำไปโอบอุ้มการใช้พลังงานราคาถูกของคนในประเทศนี้เองที่ทำให้รัฐบาลแดนอิเหนาขาดโอกาสในการพัฒนาและทุ่มเทกับการปรับปรุงพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ เพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถทางการแข่งขันในระยะยาว
ไม่เพียงเฉพาะอินโดนีเซียเท่านั้น แต่ความล่าช้าของการปฏิรูปยังเกิดขึ้นกับกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่อีกหลายประเทศ เช่น ในแอฟริกาใต้ หลังจากที่ประธานาธิบดี จาค็อบซูมา ประกาศเอาไว้อย่างแน่วแน่ก่อนจะลงเลือกตั้งชิงเก้าอี้ผู้นำประเทศสมัยที่ 2 ว่าจะเร่งทำการปฏิรูปยกเครื่องเศรษฐกิจของประเทศครั้งใหญ่
ทว่าภายหลังจากได้รับเลือกตั้งดำรงตำแหน่งในสมัย 2 ได้ไม่นาน แผนการต่างๆ กลับขาดซึ่งรายละเอียดของแผนงานที่ชัดเจน แถมยังมีปัญหาการสลับสับเปลี่ยนรัฐมนตรีหลายตำแหน่ง โดยคนส่วนใหญ่ที่เข้ามาล้วนขาดบุคคลที่มีศักยภาพที่เพียงพอจะผลักดันแผนงานปฏิรูปขนาดใหญ่ได้
“เป็นที่ชัดเจนว่าเมื่อเศรษฐกิจเริ่มมีช่องว่างให้หายใจมากขึ้นจากภาวะเงินทุนที่ไหลกลับเข้ามากำลังทำให้ความเร่งด่วนที่จะเดินหน้าปฏิรูปลดลง” ไทเมอร์ เบียก นักเศรษฐศาสตร์จากดอยช์แบงก์สาขาสิงคโปร์ กล่าว
ปัจจุบัน หลายประเทศในกลุ่มตลาดเกิดใหม่ทั้งที่อยู่ในเอเชียและที่อยู่นอกเอเชีย กำลังกลับมาเป็นจุดหมายของการนำเม็ดเงินกลับเข้าไปลงทุนแสวงหาผลตอบแทนเพิ่มเติมอีกครั้ง แม้ว่าเมื่อกลางปีที่แล้วเพิ่งเจ็บตัวมาจากภาวะทุนไหลออกอย่างหนักไปได้ไม่นาน หลังจากที่สหรัฐส่งสัญญาณว่าจะลดการใช้คิวอีลง
ข้อมูลสถาบันการเงินระหว่างประเทศ(ไอไอเอฟ) ระบุว่า ในช่วง 11 เดือนที่ผ่านมามีนักลงทุนที่ขนเม็ดเงินกลับเข้ามาลงทุนในกลุ่มตลาดเกิดใหม่มีมากถึง 2.21 แสนล้านเหรียญสหรัฐ เฉพาะแค่เดือน พ.ค.เดือนเดียวก็มีปริมาณมากถึง 4.5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐแล้ว นับเป็นการไหลเข้าของเงินทุนที่มากที่สุดนับตั้งแต่เดือน ก.ย. 2012 เลยทีเดียว
นับเป็นภาพที่ตัดสลับกับช่วงกลางปีที่แล้วอย่างเห็นได้ชัด เนื่องจากในเดือน มิ.ย. 2013 นักลงทุนขนเงินย้ายออกจากตลาดทุนและสินทรัพย์ในกลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ 30 ประเทศ มากถึง 3.25 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ
จากการหลงใหลได้ปลื้มไปกับกระแสเงินทุนถูกที่ไหลทะลักเข้ามา กอปรกับความชะล่าใจที่ไม่เร่งทำการเร่งปฏิรูปเศรษฐกิจอย่างเร่งด่วนของหลายประเทศในกลุ่มเศรษฐกิจเกิดใหม่ อาจทำให้เมื่อใดที่อัตราดอกเบี้ยของสหรัฐปรับตัวสูงขึ้น เมื่อนั้นกลุ่มประเทศดังกล่าวอาจต้องกลับมาน้ำตานองหน้าอีกครั้ง
ทิศทางนโยบายอัตราดอกเบี้ยของสหรัฐนั้นเป็นสิ่งที่คาดเดาได้ยาก เพราะแม้แต่ตัวของ เยลเลน เองยังออกมาตอกย้ำหลายหนว่าทุกอย่างขึ้นอยู่กับทิศทางความเป็นไปทางเศรษฐกิจ ดังนั้นการไปตั้งสมมติฐานไว้ก่อนว่ายังน่าจะเหลือเวลาอีกนานกว่าสหรัฐจะปรับขึ้นดอกเบี้ย จึงเป็นสิ่งที่ผิดมหันต์
และยิ่งเมื่อปัจจุบันเฟดเตรียมที่จะลดวงเงินที่ใช้ในมาตรการคิวอีให้ลงมาเหลือที่ 3.5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ก็ยิ่งทำให้ความเสี่ยงของการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยขยับเข้ามาใกล้ทุกทีๆ แล้ว
อย่างไรก็ตาม ใช่ว่าทุกชาติจะลุ่มหลงมัวเมาไปกับกระแสเงินทุนจนทำให้ละเลยการปฏิรูปไปเสียทั้งหมด
เพราะในขณะเดียวกันบางประเทศก็เริ่มหันมาเดินหน้าปฏิรูปอย่างจริงจังเพื่อเสริมขีดความสามารถทางการแข่งขันของประเทศในระยะยาว เช่น อินเดีย ภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรี นเรนทรา โมดี ที่ประกาศแผนพัฒนาเศรษฐกิจประเทศ พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ระบบสาธารณูปโภค และสร้างรถไฟความเร็วสูง ขณะที่เม็กซิโกเตรียมเปิดทางให้นักลงทุนต่างชาติเข้ามาลงทุนในกิจการด้านพลังงานได้มากขึ้น
ฉะนั้น ถึงเวลาแล้วที่เอเชียและกลุ่มตลาดเกิดใหม่จะต้องหันมาใคร่ครวญและลงมือปฏิรูปโครงสร้างอย่างจริงจัง เพื่อรับมือกับภาวะที่ไร้ซึ่งมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจสหรัฐ ที่คาดว่าจะจบสิ้นลงในอีกไม่ช้านี้







