
คสช.ลุยปราบทุจริตปูทางคุมเกมยาว
ยิ่งใกล้วันครบรอบ 1 เดือนของการรัฐประหารมากเท่าไหร่ จะเห็นได้ว่าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)
โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์
ยิ่งใกล้วันครบรอบ 1 เดือนของการรัฐประหารมากเท่าไหร่ จะเห็นได้ว่าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ยิ่งเร่งสร้างผลงานมากขึ้นเท่านั้น ภายใต้วาทกรรม “คืนความสุข”
เริ่มตั้งแต่เรื่องใหญ่ๆ อย่างการจ่ายเงินจำนำข้าวให้กับชาวนา มาจนถึงการควบคุมแรงงานต่างด้าว การกวาดล้างแหล่งการพนัน รวมไปถึงเรื่องไม่เล็กไม่ใหญ่แต่ใกล้ตัวอย่างการจัดระเบียบสารพัดเรื่อง เช่น วินมอเตอร์ไซค์รับจ้าง รถตู้โดยสารสาธารณะ แท็กซี่สนามบินสุวรรณภูมิ การขายสลากกินแบ่งรัฐบาลเกินราคา เป็นต้น
ปัญหาเหล่านี้เป็นเรื่องที่รัฐบาลพลเรือนพยายามแก้ไขมาตลอด แต่ไม่เคยทำสำเร็จได้อย่างเป็นรูปธรรมเลยสักครั้ง ดังนั้นการที่ คสช.เข้ามาสะสางขยะใต้พรมดังกล่าวย่อมเป็นการต้องการจะสื่อสารให้ประชาชนเห็นว่ากองทัพไม่ได้เข้ามาเพื่อเช็กบิลการเมืองกับใคร แต่ต้องการให้ประเทศเกิดการปฏิรูปอย่างแท้จริง
หรืออีกด้านย่อมมองได้เช่นกันว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก และ หัวหน้า คสช. ทำการซักซ้อมเตรียมตัวจะเข้ามาทำหน้าที่นายกรัฐมนตรีในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า หลังจากมีกระแสข่าวออกมาว่า พล.อ.ประยุทธ์ อาจจะควบตำแหน่งผู้นำประเทศเองเพื่อให้ภารกิจลุล่วงตามที่ คสช.ตั้งเป้า
ขณะเดียวกัน อีกปัญหาหนึ่งที่ คสช.ไม่ได้มองข้ามแม้ว่าจะไม่ได้เป็นหนึ่งในสาเหตุของการรัฐประหารล้มรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร คือ การทุจริตคอร์รัปชั่น
คสช.แสดงให้เห็นถึงการใส่ใจกับการปราบปรามการทุจริตออกมาด้วยกันถึง 3 ประการ
1.ตั้งคณะกรรมการติดตามและตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐ (คตร.)
2.ออกประกาศเรื่อง นโยบายเกี่ยวกับกระบวนการยุติธรรมของรัฐ ที่ห้ามไม่ให้เกิดการเลือกปฏิบัติและต้องมีบรรทัดฐานในการดำเนินคดีที่ชัดเจน
3.ออกคำสั่งที่ 69/2557 เรื่อง มาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหาการทุจริตและประพฤติมิชอบ ซึ่งเป็นคำสั่งที่เน้นย้ำห้ามไม่ให้เกิดการทุจริตในหน่วยงานราชการ
ทั้งนี้ ในส่วนของมาตรการเรื่องการป้องกันการทุจริตตามคำสั่งที่ 69/2557 นับว่ามีความน่าสนใจไม่น้อย เพราะในรายละเอียดของคำสั่งได้มีการบอกถึงแนวทางที่ทุกส่วนราชการต้องดำเนินการเอาไว้ชัดเจน โดยไม่ได้กำชับแบบลอยๆ แค่ให้ยึดหลักความถูกต้องและความเหมาะสมไปจนถึงการทำรายงานกลับมายังหัวหน้า คสช.เท่านั้น
กล่าวคือ คำสั่ง คสช.ดังกล่าวมีสาระสำคัญว่าหน่วยงานรัฐจะต้องปฏิบัติตาม พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 พ.ร.ฎ.ว่าด้วยหลักเกณฑ์วิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. 2546 และ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 อย่างเคร่งครัด พร้อมกับคาดโทษไว้ด้วยว่าหากใครฝ่าฝืนจะต้องได้รับโทษทางวินัยและทางอาญา
มาตรการดังกล่าวของ คสช.เป็นการพยายามทั้งขู่และปลอบเพื่อกำราบไม่ให้ข้าราชการประพฤติตัวเป็นส่วนหนึ่งของการทุจริตอีก หลังจากก่อนหน้านี้มีข้าราชการจำนวนไม่น้อยที่คอยเป็นผู้สนับสนุนให้ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ดังจะเห็นได้จากคดีที่อยู่ในการพิจารณาตรวจสอบของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ปรากฏว่ามีเจ้าหน้าที่ของรัฐถูกตั้งข้อกล่าวหาร่วมกับนักการเมืองอยู่หลายกรณี
ด้วยเหตุผลนี้เอง คสช.จึงเล็งเห็นว่าหากจะแก้ไขปัญหาการทุจริตด้วยการแค่มีคำสั่งตั้งคณะกรรมการ หรือย้ำถึงหลักปรัชญาที่ถูกต้อง โดยไม่ได้มีการบอกถึงโทษที่ต้องได้รับในฐานะผู้กระทำความผิด ย่อมทำให้การแก้ไขปัญหาทุจริตอย่างเป็นรูปธรรมไม่อาจเกิดขึ้นได้ในอนาคต
เหนืออื่นใดยังเป็นการสร้างเกราะป้องกันให้กับ คสช.เองในด้านหนึ่งด้วย
ต้องไม่ลืมว่า คสช.ได้ประกาศแล้วว่าบรรดาโครงการลงทุนขนาดใหญ่ที่เกี่ยวกับโครงสร้างพื้นฐานของประเทศจะยังคงเดินหน้าต่อไปตามปกติ แต่จะต้องปรับปรุงให้เหมาะสมก่อน
ไม่ว่า คสช.จะปรับปรุงแต่ละโครงการให้เกิดความเหมาะสมหรือไม่ แต่ปัจจัยหนึ่งที่จะทำให้ความต้องการของ คสช.บรรลุผล คือ ความเชื่อมั่นและความไว้วางใจ
ต้องยอมรับว่าขณะนี้เป็นสถานการณ์ที่ไม่ปกติ แม้ คสช.จะแสดงความปรารถนาดีว่าต้องการให้ประเทศมีโครงสร้างพื้นฐานที่ดี แต่ความไม่ไว้วางใจเกี่ยวกับความโปร่งใสของการดำเนินโครงการแต่ละส่วนนั้นยังคงมีอยู่
ตัวอย่างเช่น หาก คสช.เลือกเดินหน้าลงทุนด้วยการกู้เงินโดยไม่ตรากฎหมายเพื่อให้ฝ่ายนิติบัญญัติเป็นผู้กลั่นกรอง ย่อมจะถูกตั้งคำถามว่าโครงการที่ว่านั้นจะปลอดจากการทุจริตหรือไม่ เช่นกันกับองค์กรอิสระต่างๆ ที่ได้รับรองโดยอำนาจ คสช.จะกล้าเข้ามาตรวจสอบหรือไม่
แน่นอนว่าเพียงแค่การผลิตซ้ำวาทกรรมว่า “คืนความสุข” และ “ทำเพื่อชาติ” คงไม่เพียงพอที่จะประคับประคองให้ คสช.เดินหน้าไปได้ตลอดรอดฝั่ง
ดังนั้น คสช.จำเป็นต้องหาแนวทางเพื่อสร้างความไว้วางใจให้เกิดขึ้น ผ่านการมีมาตรการสร้างความโปร่งใสในส่วนราชการ อย่างน้อยก็ป้องกันไม่ให้ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดมากล่าวหา คสช.แบบลอยๆ หลังจากที่ คสช.ได้สร้างเกราะป้องกันตัวเองขึ้นมาแล้ว
ที่สุดแล้วจึงถือได้ว่ากระบวนการสร้างความโปร่งใสกลายเป็นภารกิจใหญ่ของ คสช.ไม่น้อยกว่าไปการสร้างความปรองดองไปโดยปริยาย







