posttoday
เอ็นจีโอค้านสร้างเขื่อนไซยะบุรีชี้ได้ไม่คุ้มเสีย

เอ็นจีโอค้านสร้างเขื่อนไซยะบุรีชี้ได้ไม่คุ้มเสีย

19 มิถุนายน 2557

เอ็นจีโอระบุสร้างเขื่อนไซยะบุรีสร้างผลกระทบด้านลบ มากกว่าประโยชน์ นักวิชาการเชื่อธนาคารระงับสินเชื่อ หากศาลฯ ยกเลิกสัญญาซื้อขายไฟฟ้า

เอ็นจีโอระบุสร้างเขื่อนไซยะบุรีสร้างผลกระทบด้านลบ มากกว่าประโยชน์ นักวิชาการเชื่อธนาคารระงับสินเชื่อ หากศาลฯ ยกเลิกสัญญาซื้อขายไฟฟ้า

เมื่อวันที่ 19 มิ.ย. ชมรมนักข่าวสิ่งแวดล้อมสมาคมนักข่าวฯร่วมกับเครือข่ายประชาชนไทย 8 จังหวัดลุ่มน้ำโขง และองค์กรแม่น้ำนานาชาติ (International Rivers) จัดเวทีสรุปข้อมูลสำหรับสื่อมวลชลเรื่อง เขื่อนไซยะบุรี-แม่น้ำโขง ประเด็นการลงทุนในภูมิภาค ณ สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย กรุงเทพฯ สืบเนื่องจากศาลปกครองสูงจะมีคำสั่งรับพิจารณาคดีที่ฟ้องร้องหน่วยงานของรัฐบาลทั้ง 5 แห่ง รวมทั้งการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ซึ่งทำความตกลงรับซื้อไฟฟ้า 95% จากเขื่อนไซยะบุรีหรือไม่ ในวันที่ 24 มิ.ย.

ดร.สรณรัชฎ์ กาญจนวะณิชย์ เลขาธิการมูลนิธิโลกสีเขียว กล่าวว่า การพิจารณาสร้างเขื่อนไซยะบุรี เป็นประเด็นที่ต้องศึกษาอย่างรอบคอบ เพราะส่งผลกระทบต่อผู้คนและระบบนิเวศน์หลายมิติ สำหรับผลประโยชน์ที่ได้จากการสร้างเขื่อน คือกำลังไฟฟ้า 1,285 MW ซึ่งไทยเป็นผู้ซื้อ 95% บริษัทผู้ก่อสร้างของไทยและธนาคารไทย 6 แห่ง เป็นผู้ให้สินเชื่อในการลงทุน แต่สิ่งเหล่านี้เทียบไม่ได้กับผลกระทบที่จะตามมา โดยเฉพาะการประมงในแม่น้ำโขงราว 125 ล้านล้านบาท และผู้คนที่ใช้ชีวิตผูกโยงกับน้ำโขงกว่า 60 ล้านคน รวมถึงประเทศที่อยู่ปลายน้ำ เช่น กัมพูชา เสียแหล่งปลาเศรษฐกิจ 8/10 ชนิด และเวียดนาม เสียแหล่งอาหารหลักพื้นที่ปากน้ำโขง 50% อาหารทะเล 60% ข้าวส่งออก 90% รวมถึงส่วนแบ่งในจีดีพี 27% ฯลฯ

"กำลังไฟฟ้าที่ผลิตได้จากเขื่อนไซยะบุรี ที่ไทยซื้อ 95% ยังได้กำลังไฟฟ้าไม่ถึง 2% ของทั้งหมดที่เราใช้ในประเทศ มันคุ้มหรือที่จะแลกกับความสมบูรณ์ของระบบนิเวศในแม่น้ำโขง และชีวิตคนอีก 60 ล้านคน"ดร.สรณรัชฎ์กล่าว

ดร.สฤณี อาชวานันทกุล นักวิชาการอิสระและกรรมการผู้จัดการด้านการพัฒนาความรู้ บริษัทป่าสาละ กล่าวว่า การวิเคราะห์ทิศทางของการดำเนินการสร้างเขื่อนไซยะบุรี ต้องอาศัยข้อแนะนำของคณะกรรมการเขื่อนโลก(World Commission on Dams )เป็นฐาน โดยมีข้อแนะนำของคณะกรรมการคือ 1.)ต้องได้รับการยินยอมจากผู้ได้รับผลกระทบ(stakeholder) เพราะทุกคนมีสิทธิเสนอความเสี่ยงต่อตนเอง 2.)ประเมินทางเลือกต่างๆ นอกจากการสร้างเขื่อน 3.) จัดการเขื่อนเดิมให้ดีก่อน โดยการฟื้นฟู ชดเชยย้อนหลัง ปรับปรุงเขื่อน หรือกำหนดอายุสัมปทานเขื่อน 4.)อุ้มชูสายน้ำและวิถีชีวิต หลีกเลี่ยงผลกระทบหรือบรรเทาความเดือดร้อน โดยอาศัยข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ 5.) ยอมรับสิทธิและการแบ่งปันผลประโยชน์ มีการเจรจาต่อรองประโยชน์จากเขื่อน 6.) สร้างหลักประกันว่าจะทำตาม สถาบันการเงินและสปอนเซอร์ต้องมีหลักเกณฑ์ปฏิบัติชัด รวมถึงบทลงโทษสำหรับผู้ที่ไม่ปฏิบัติตาม และ 7.) การแบ่งปันแม่น้ำ มีมาตรการจัดการกับความขัดแย้ง ร่วมมือพัฒนาอย่างยั่งยืน

"การดำเนินงานที่ขัดแย้งกับหลักการดังกล่าว คือ ข้อที่ 4 เพราะยังไม่มีชุดข้อมูลที่เชื่อถือได้ การทำ EIA ที่ผ่านมาไม่ได้รับการยอมรับ และข้อที่ 6 คือการวางบทลงโทษหรือวิธีการบังคับทำตาม ธนาคารไทย 6 แห่ง ไม่คำนึงถึงความขัดแย้งที่เกิดขึ้น กัมพูชาและเวียดนามยังต้องการหารือกับลาว กระบวนการยังไม่สิ้นสุด จะสร้างเขื่อนได้อย่างไร รวมถึงข้อที่ 7 เมื่อยังตกลงกันไม่ได้ สิ่งเหล่านี้สะท้อนถึงความลักลั่นที่เกิดขึ้น"สฤณีกล่าว

ทั้งนี้สถาบันการเงินมีส่วนสำคัญต่อทิศทางของโครงการ เพราะเป็นผู้ให้สินเชื่อในการลงทุน ซึ่งกรณีดังกล่าวสะท้อนถึงความล้าหลังและความเสี่ยงทางการเงินของโครงการสร้างเขื่อนไซยะบุรีอย่างมาก พิจารณาจากการลงนามรับหลักอีเควเตอร์ ซึ่งเป็นหลักการพื้นฐานของ HSAP (Hydropower Sustainability Assessment Protocal) ในการใช้เป็นหลักประเมินผลกระทบจากโครงการในมิติต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นขั้นตอนการปฏิบัติ สิ่งแวดล้อม สังคม เศรษฐกิจ/การเงิน เป็นต้น นอกจากนั้นบริษัทรับเหมาก่อสร้างโครงการดังกล่าวยังไม่มีความเชี่ยวชาญ กอปรกับงบประมาณก่อสร้างบานปลายกว่า 100 ล้านเหรียญสหรัฐ ประเด็นเหล่านี้เชื่อมโยงสู่ความเสี่ยงของสถาบันการเงินที่จะไม่ได้รับเงินกู้คืน อีกทั้งยังขัดกับหลักการของคณะกรรมการเขื่อนโลกอีกด้วย

"สถาบันการเงินของไทย ยังไม่คำนึงถึงผลกระทบของผู้คนและสิ่งแวดล้อมอย่างแท้จริง(Corporate Social Responsibility) ไม่มีธนาคารไหนเซ็นสัญญารับหลักอีเควเตอร์ ที่จะใช้เป็นเกณฑ์ประเมินผลกระทบที่เกิดขึ้นจากโครงการ อย่างกรณีนี้ทุกอย่างยังไม่ชัด ยังไม่มีข้อมูลยืนยัน ประเทศที่อยู่ปลายน้ำก็ยังเรียกร้องอยู่ กระบวนการยังไม่สิ้นสุด การปล่อยสินเชื่อจึงมีความเสี่ยง นี่คือความล้าหลังของไทย"

ส่วนคำตัดสินของศาลในวันที่ 24 มิ.ย. อาจส่งผลต่อเจ้าหนี้หรือธนาคารไทย 6 แห่ง ซึ่งเชื่อมโยงกับเขื่อนไซยะบุรี ดังนี้ 1.) หากศาลปกครองสั่งคุ้มครอง ยกเลิกหรือชะลอสัญญาซื้อขายไฟฟ้า ธนาคารอาจระงับปล่อยสินเชื่อในการดำเนินโครงการ 2.) รัฐบาลไทย(ปัจจุบันคือ คสช.) อาจสั่งระงับการซื้อขายไฟฟ้า โดยอ้างคำสั่งศาลปกครอง ซึ่งมีผลเช่นเดียวกับข้อ 1 3.) มีหลักฐานให้เชื่อได้ว่า ลูกหนี้หรือบริษัทผู้ดำเนินโครงการแจ้งเท็จ กรณีกระบวนการยังไม่ครบถ้วน เช่น กัมพูชาและเวียดนามยังคัดค้านอยู่ 4.)ธนาคารเจ้าหนี้รายใดรายหนึ่งถอนตัว ซึ่งเป็นไปได้ยาก เพราะถือเป็นผู้ร่วมลงทุนแล้ว

ดร.ไกรศักดิ์  ชุณหะวัณ อดีตสมาชิกวุฒิสภา (สว.) กล่าวว่า หากปล่อยให้เกิดเขื่อนโซยะบุรี จะส่งผลกระทบต่อประเทศลุ่มน้ำโขงอย่างสาหัส ได้แก่ ไทย ลาว กัมพูชา และเวียดนาม ต่อกรณีนี้ประเทศไทยมีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรง เพราะธนาคารไทย 6 แห่ง เป็นผู้ให้ทุน บริษัทรับเหมาก่อสร้าง คือ บริษัท ช.การชั่ง นอกจากนั้นกำลังไฟฟ้าที่ได้ ไทยยังเป็นผู้ซื้อเกือบทั้งหมด ไทยต้องรับผิดชอบ

นอกจากนั้นนายไกรศักดิ์ เผยว่า ได้รับหนังสือจากวุฒิสภา ราชอาณาจักรกัมพูชา เรียกร้องให้ชะลอโครงการดังกล่าวทันทีและยกเลิกข้อตกลงซื้อไฟฟ้าจากโครงการไฟฟ้าพลังน้ำไซยะบุรี เนื่องจากส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมร้ายแรง ถือเป็นภัยคุมคามข้ามพรมแดน อีกทั้งยังไม่มีการศึกษาผลกระทบตามมาตรฐานและยังไม่มีมาตรการบรรเทาผลกระทบที่จะเกิดขึ้น ทั้งนี้นายเกรียงศักดิ์ได้ยื่นจดหมายดังกล่าวส่งต่อไปยังองค์รัฏฐาธิปัตย์ของรัฐไทยและธนาคารไทย 6 แห่ง แล้ว แต่ยังไม่มีการตอบรับแต่อย่างใด

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท