
มะกันฉวยอีรักวุ่นตีซี้อีหร่าน นัดเดียวได้นกสองตัว
แม้อาจดูเป็นเพียงข่าวเล็กๆ แต่ก็ถือเป็นจุดเปลี่ยนในทางนโยบายต่างประเทศของอภิมหาอำนาจเบอร์ 1 ของโลกอย่าง “สหรัฐ” ไม่น้อย
โดย...พันธสิทธิ เจริญพาณิชย์พันธ์
แม้อาจดูเป็นเพียงข่าวเล็กๆ แต่ก็ถือเป็นจุดเปลี่ยนในทางนโยบายต่างประเทศของอภิมหาอำนาจเบอร์ 1 ของโลกอย่าง “สหรัฐ” ไม่น้อย เมื่อจู่ๆ จอห์น แคร์รี รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐ ออกมาเผยว่า รัฐบาลสหรัฐพร้อมเปิดช่องทางการร่วมมือและพูดคุยกับอิหร่านถึงการแก้ไขปัญหาความวุ่นวายในอิรักอย่างสร้างสรรค์ หลังจากที่อิรักถูกกลุ่มก่อการร้ายหัวรุนแรงชาวสุหนี่ หรือไอเอสไอแอล บุกเข้ายึดในหลายพื้นที่ทางตอนเหนือของประเทศ จนเสี่ยงต่อความเป็นเอกภาพของอิรักเป็นอย่างยิ่ง
ถ้อยแถลงของ แคร์รี ในข้างต้นมีขึ้นในช่วงที่ บิล เบิร์น ผู้ช่วยรัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐ เดินทางไปร่วมประชุมด้านการจำกัดศักยภาพโครงการพัฒนานิวเคลียร์ของอิหร่านร่วมกับชาติมหาอำนาจและรัฐบาลเตหะรานที่กรุงเวียนนา โดยช่วงนอกรอบการประชุม เบิร์น ได้มีโอกาสพูดคุยกับตัวแทนทางการทูตของอิหร่าน ซึ่งทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะให้การสนับสนุนรัฐบาลอิรักและตระหนักถึงความจำเป็นในการหลีกเลี่ยงประเด็นความขัดแย้งทางศาสนา
ท่าทีของสหรัฐที่ดูจะเริ่มเป็นมิตรกับอิหร่านมากขึ้น นับเป็นจุดเปลี่ยนในทางนโยบายการทูตของสหรัฐอย่างมาก เพราะเดิมทีรัฐบาลกรุงวอชิงตันมักจะไม่กินเส้นกับรัฐบาลอิหร่านเท่าไร และทั้งสองชาติได้ทิ้งร้างความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกันมาเนิ่นนานแล้ว หลังจากที่เกิดเหตุการณ์จับตัวประกันในสถานทูตสหรัฐที่อิหร่าน เมื่อ 30 ปีที่แล้ว
มิหนำซ้ำ ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาผู้นำของสหรัฐและอิหร่าน ก็มักจะออกมาประชันฝีปากให้เห็นบ่อยครั้ง โดยในสมัยประธานาธิบดี จอร์จ ดับเบิลยู. บุช ได้เคยตราหน้าอิหร่านไว้ว่าเป็น “อักษะแห่งความชั่วร้าย” ขณะที่ฝ่ายผู้นำอิหร่านก็สวนกลับไปว่า สหรัฐก็เปรียบเหมือนเป็น “จ้าวแห่งซาตาน” เช่นกัน
มูลเหตุแท้จริงที่จูงใจให้พี่ใหญ่อย่างสหรัฐหันกลับมามีท่าทีต่ออิหร่านดีขึ้นในหนนี้ ก็เนื่องจากสหรัฐต้องการพึ่งพาอิหร่านในการเข้าช่วยเหลือค้ำจุนรัฐบาลอิรักที่ตกอยู่ในสภาพสิ้นไร้ไม้ตอก หลังจากโดนกลุ่มก่อการร้ายไอเอสไอแอลซึ่งส่วนใหญ่เป็นกลุ่มมุสลิมสุหนี่หัวรุนแรงรุกประชิดเข้าเมืองหลวงมากขึ้นเรื่อยๆ
แม้ว่าสหรัฐจะไม่ต้องการเห็นอิรักตกอยู่ในภาวะไร้เสถียรภาพมากเพียงไร แต่ก็ต้องยอมรับเช่นกันว่าสหรัฐเองก็ไม่ได้อยู่ในสถานะที่จะสามารถส่งกองกำลังขนาดใหญ่เข้ามาช่วยเหลืออิรักได้เหมือนอย่างที่เคยทำมาในอดีตแล้ว ทั้งๆ ที่ใจหนึ่งก็อยากจะทำใจจะขาด
เพราะท่านประธานาธิบดี บารัก โอบามา ได้ประกาศถอนทหารออกมาจากอิรักและยุติภารกิจสงครามในอัฟกานิสถานไปเมื่อไม่นานมานี้ และถือเป็นหนึ่งในนโยบายหาเสียงหลักก่อนเข้ามาดำรงตำแหน่งผู้นำสูงสุดของประเทศ
มิหนำซ้ำ ปฏิบัติการปราบปรามผู้ก่อการร้ายและฟื้นฟูประเทศหลังภาวะสงครามทั้งในอิรักและอัฟกานิสถาน ก็สร้างภาระการคลังงบประมาณทางทหารของสหรัฐอย่างมหาศาล ขณะที่ชาวสหรัฐเองก็เริ่มมองว่าภารกิจดังกล่าวไม่คุ้มค่ากับเม็ดเงินที่ทุ่มลงไป
ดังนั้น การส่งทหารกลับเข้าไปจึงดูเป็นเรื่องไม่สมเหตุสมผลเท่าไรนักในสายตาของผู้นำสหรัฐ
การดำรงอยู่ของรัฐบาลอิรักภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรี นูรี อัล มาลิกี ซึ่งเป็นรัฐบาลสายโปรนิกายชีอะห์ ถือเป็นผลประโยชน์ต่อความมั่นคงและอิทธิพลของอิหร่านในภูมิภาคโดยตรง เพราะต้องไม่ลืมว่าอิหร่านก็เป็นมุสลิมนิกายชีอะห์เช่นกัน
ดังนั้น การปล่อยให้มุสลิมสุหนี่หัวรุนแรงเข้ายึดครองพื้นที่ในอิรักและจัดตั้งรัฐอิสลามขึ้นย่อมเป็นผลเสียต่อทั้งสหรัฐและอิหร่านทั้งคู่ เพราะจะทำให้ภูมิภาคดังกล่าวเสี่ยงถลำเข้าสู่ความรุนแรงและเสี่ยงจะยกระดับไปสู่การระเบิดขึ้นของภาวะสงครามในระดับภูมิภาคตะวันออกกลางตามมาได้
ล่าสุด สหประชาชาติ (ยูเอ็น) ออกมาเตือนถึงความเสี่ยงที่ภูมิภาคตะวันออกกลางจะถลำลึกเข้าสู่ภาวะสงครามในระดับภูมิภาค หลังจากที่ปัญหาอิรักส่อแววจะเพิ่มความรุนแรงในซีเรียให้เลวร้ายหนักลงไปอีก
กระนั้น ใช่ว่าการมีผลประโยชน์ร่วมกันในความมั่นคงของอิรักอย่างเดียวจะเพียงพอต่อการทำให้สหรัฐหันมามีท่าทีต่ออิหร่านดีขึ้นได้ในชั่วระยะเวลาข้ามคืน
เพราะหากมองให้ลึกลงไปจะพบว่างานนี้สหรัฐเองกำลังหวังตักตวงผลประโยชน์อะไรบางอย่างอยู่เช่นกัน ซึ่งหนึ่งในนั้นคาดว่าจะเป็นการใช้โอกาสวิกฤตในอิรักที่ทั้งสองฝ่ายต้องร่วมงานพูดคุยกันมากขึ้น มากดดันอิหร่านทางอ้อมเพื่อหวังให้อิหร่านยอมผ่อนท่าทีในการเจรจาทางด้านนิวเคลียร์ลง เพื่อแลกกับการที่สหรัฐและชาติตะวันตกจะยุติการใช้มาตรการคว่ำบาตรต่ออิหร่านลงอย่างถาวร
หากผลการเจรจาในประเด็นนิวเคลียร์อิหร่านกับ 5 ชาติมหาอำนาจ ซึ่งจะมีขึ้นในวันที่ 20 ก.ค.นี้ คืบหน้าไปได้ด้วยดีคาดว่าจะส่งผลดีกับสหรัฐในหลายแง่มุมไม่น้อย
ประการแรก จะทำให้ “ยุโรป” ซึ่งเป็นพันธมิตรหลักของเมืองลุงแซม สามารถเข้าซื้อพลังงานน้ำมันที่ส่งมาจากอิหร่านได้ หลังจากต้องยุติไปในปี 2012 จากการคว่ำบาตรต่ออิหร่าน อีกทั้งยังถือเป็นการลดอำนาจและเครื่องมือที่ใช้ต่อรองทางการเมืองของรัสเซียลงหลังจากรัฐบาลหมีขาวมักใช้ประเด็นพลังงานก๊าซคอยบีบยุโรปมาโดยตลอด
ปัจจุบัน ตะวันตกหลายชาติกำลังตกอยู่ในภาวะเสี่ยงต่อประเด็นความมั่นคงด้านพลังงานอย่างหนัก หลังจากปัญหาเกิดความวุ่นวายทางการเมืองภายในยูเครน ขณะที่ “รัสเซีย” ก็ออกมาขู่หลายครั้งแล้วว่าจะตัดการส่งก๊าซให้กับยูเครน โดยให้เหตุผลว่ายูเครนติดหนี้ค่าก๊าซอยู่ราว 4,500 ล้านเหรียญสหรัฐ จนทำให้อนาคตความมั่นคงทางพลังงานของหลายชาติในยุโรปตกอยู่ในภาวะเสี่ยงทันที เพราะหลายประเทศต้องพึ่งพาแหล่งท่อก๊าซที่ผ่านมาจากยูเครนอีกทีหนึ่ง
ด้วยเหตุนี้ หากสหรัฐสามารถเพิ่มทางเลือกทางพลังงานให้ยุโรปได้ นอกจากจะเป็นการสร้างความมั่นคงทางพลังงานให้มากขึ้นแล้ว ก็ยังเป็นการลดอำนาจและเครื่องมือที่ใช้ต่อรองทางการเมืองของรัสเซียลงอีกด้วย ซึ่งนับเป็นทางเลือกที่ชาญฉลาดไม่น้อย
เพราะขณะนี้สหรัฐยังไม่พร้อมจะส่งออกพลังงานที่มีมากมายมหาศาลมาให้ยุโรปได้ เนื่องจากกำลังอยู่ในขั้นตอนระหว่างการร่างกฎหมายและพัฒนาสถานีขนส่งก๊าซแอลเอ็นจีเหลวที่ผลิตจากแหล่งพลังงานเชลล์แก๊สในประเทศ ดังนั้นน้ำมันจากอิหร่านจึงน่าจะเข้ามาทดแทนไปก่อนชั่วคราวได้
ประการต่อมา ปัญหาในอิรักกำลังทำให้อิหร่านต้องหันหน้าเข้าหาทางฝั่งสหรัฐมากขึ้น และนั่นจะถือเป็นผลดีต่อสหรัฐเอง เพราะเท่ากับว่าเป็นการดึงให้อิหร่านเริ่มถอยห่างออกจากรัสเซีย ซึ่งถือเป็นพันธมิตรทางการเมืองที่ยาวนานของรัฐบาลเตหะราน
เนื่องจากที่ผ่านมา ผลจากการที่สหรัฐมุ่งลงโทษคว่ำบาตรอิหร่านอย่างรุนแรง ได้บีบให้รัฐบาลอิหร่านต้องหันไปสร้างความสัมพันธ์กับรัสเซียและจีนมากขึ้น ซึ่งทำให้กลายเป็นกลุ่มก้อนของประเทศที่ไม่ชอบขี้หน้าเมืองลุงแซมไปอยู่รวมกัน และที่ผ่านมาเทคโนโลยีการพัฒนานิวเคลียร์ของอิหร่านก็มาจากฝั่งของรัสเซีย
ดังนั้น การดึงให้อิหร่านถอยห่างออกมาจึงเป็นการช่วยสลายกลุ่มที่ไม่เอาสหรัฐลงอย่างช้าๆ แม้ว่าในระยะแรกอาจเห็นผลช้า แต่ในระยะยาวเชื่อว่าหากสหรัฐยังรักษาแนวทางเดินต่อไป ท่าทีของอิหร่านต่อสหรัฐอาจผ่อนปรนลง และยิ่งเมื่อมีรัฐบาลหัวปฏิรูปสายกลางอย่างประธานาธิบดี ฮัสซัน โรฮานี ที่ต้องการลดการเผชิญหน้ากับตะวันตกลง ก็ยิ่งถือเป็นปัจจัยบวกต่อท่าทีของอิหร่านต่อสหรัฐ
ประการสุดท้าย หากสหรัฐสามารถดึงอิหร่านให้เข้ามาช่วยกันค้ำจุนรัฐบาลสายชีอะห์ในอิรักให้พ้นจากภัยคุกคามได้ พร้อมๆ ไปกับการบรรลุการเจรจานิวเคลียร์ด้วย จะถือเป็นการบรรลุต่อเป้าหมายของทิศทางนโยบายต่างประเทศชุดใหม่ของ โอบามา ที่เจ้าตัวได้เน้นย้ำว่าจะหลีกเลี่ยงการดำเนินการใช้กำลังฝ่ายเดียวเพื่อแก้ไขปัญหาต่างๆ ในโลก แต่จะหันไปสร้างความร่วมมือกับชาติอื่นๆ ในประชาคมโลกมากขึ้นแทน เพราะมองว่าจะยั่งยืนกว่า ซึ่งแนวทางการดึงอิหร่านมาช่วยแก้ปัญหาในอิรักก็นับเป็นการสนองตอบต่อแนวทางนโยบายชุดใหม่ของ โอบามา เช่นกัน
ด้วยเหตุนี้ จึงดูเหมือนว่าสหรัฐจากที่กำลังกลัดกลุ้มกับปัญหาในอิรัก กำลังกลายเป็นฝ่ายพลิกให้เป็นเครื่องมือสนองผลประโยชน์ของชาติไปเสียแล้ว







