
ปฏิรูปพลังงานไทย : เชื่อใครดี? (ตอนที่ 2)
บทความตอนที่ 1 ผู้เขียนได้กล่าวถึงความขัดแย้งระหว่างกลุ่มผู้เกี่ยวข้องกับนโยบายพลังงานไทย น่าจะเกิดจากมุมมองที่ต่างกัน โดยกลุ่มหนึ่งมองด้าน “ประสิทธิภาพ” ในขณะที่อีกกลุ่มหนึ่งมองด้าน “ความไม่เป็นธรรม” และได้กล่าวถึงประเด็นด้านประสิทธิภาพไปแล้ว ในตอนนี้ขอนำเสนอเรื่อง “ความเป็นธรรม” ในการจัดสรรผลประโยชน์จากการนำทรัพยากรพลังงานของประเทศมาใช้ ซึ่งก็คือปิโตรเลียมและก๊าซในอ่าวไทยนั่นเอง ในที่นี้ขอกล่าวเฉพาะเรื่องก๊าซ
บทความตอนที่ 1 ผู้เขียนได้กล่าวถึงความขัดแย้งระหว่างกลุ่มผู้เกี่ยวข้องกับนโยบายพลังงานไทย น่าจะเกิดจากมุมมองที่ต่างกัน โดยกลุ่มหนึ่งมองด้าน “ประสิทธิภาพ” ในขณะที่อีกกลุ่มหนึ่งมองด้าน “ความไม่เป็นธรรม” และได้กล่าวถึงประเด็นด้านประสิทธิภาพไปแล้ว ในตอนนี้ขอนำเสนอเรื่อง “ความเป็นธรรม” ในการจัดสรรผลประโยชน์จากการนำทรัพยากรพลังงานของประเทศมาใช้ ซึ่งก็คือปิโตรเลียมและก๊าซในอ่าวไทยนั่นเอง ในที่นี้ขอกล่าวเฉพาะเรื่องก๊าซ
ก๊าซธรรมชาติที่เราใช้ทุกวันนี้มี 3 ส่วน คือ ก๊าซจากอ่าวไทยซึ่งมีต้นทุนต่ำสุด ก๊าซจากแหล่งก๊าซในพม่าซึ่งมีต้นทุนสูงกว่าก๊าซจากอ่าวไทยประมาณร้อยละ 40 และก๊าซธรรมชาตินำเข้าซึ่งมีต้นทุนสูงสุด คือประมาณเท่าตัวของก๊าซในอ่าวไทย
คำถามคือ ใครควรจะได้รับสิทธิในการใช้ก๊าซที่ผลิตในประเทศ (Legacy Gas) ที่มีราคาต่ำ และใครต้องใช้ก๊าซนำเข้าที่มีราคาสูงกว่า ซึ่งแต่ละประเทศมีนโยบายที่ต่างกันไป เช่น มาเลเซียมีนโยบายให้นำก๊าซที่ผลิตภายในประเทศไปใช้ผลิตกระแสไฟฟ้า เพื่อกระจายผลประโยชน์ให้แก่ประชาชน
สำหรับประเทศไทยนั้น ก๊าซจากอ่าวไทยซึ่งเป็นก๊าซเปียก (Wet Gas) ส่วนมากเข้าไปสู่โรงแยกก๊าซของ ปตท. เพื่อผลิตแอลพีจี โดยผู้ที่ใช้ก๊าซแอลพีจีมากที่สุดในปี 2556 คืออุตสาหกรรมปิโตรเคมี (ร้อยละ 35) ภาคครัวเรือน (ร้อยละ 32) ภาคขนส่ง (ร้อยละ 24) และภาคอุตสาหกรรมอื่นๆ ที่ไม่ใช่ปิโตรเคมี (ร้อยละ 8)
สำหรับภาคการผลิตไฟฟ้านั้น ต้องใช้ก๊าซธรรมชาติจากแหล่งที่มีราคาสูงกว่า คือ แหล่งก๊าซในพม่าและก๊าซธรรมชาติที่นำเข้า จึงอาจกล่าวได้ว่าอุตสาหกรรมปิโตรเคมีเป็นผู้ใช้ก๊าซในอ่าวไทยมากที่สุดในเชิงปริมาณ
ขณะที่ด้านราคานั้น มีการกำหนดราคาที่ต่างกัน ในกรณีของอุตสาหกรรมปิโตรเคมีนั้น ได้รับสิทธิในการซื้อแอลพีจีในราคาที่อิงกับราคาเม็ดพลาสติก (เพื่อให้อุตสาหกรรมปิโตรเคมีสามารถแข่งขันได้ในตลาดโลก จึงปรับราคาวัตถุดิบตามราคาสินค้าที่ผลิตได้) ในขณะที่อุตสาหกรรมอื่นๆ ต้องจ่ายในราคาที่สูงกว่า เพราะเป็นราคาที่อิงกับน้ำมันเตา ทำให้ราคาที่กำหนดใกล้เคียงกับราคาแอลพีจีในตลาดโลก
ในทางปฏิบัติไม่มีใครทราบว่าอุตสาหกรรมปิโตรเคมีซื้อก๊าซจากโรงแยกก๊าซในราคาเท่าใด เพราะราคาที่ ปตท.ขายให้กับอุตสาหกรรมปิโตรเคมีและอุตสาหกรรมอื่นๆ นั้นเป็นความลับสุดยอด ซึ่งแม้คณะกรรมาธิการสภาผู้แทนราษฎร หรือวุฒิสภาก็ไม่สามารถเข้าไปตรวจสอบได้ เพราะ ปตท.อ้างว่าเป็นสัญญาระหว่างธุรกิจ ทำให้มีข้อสงสัยมากมายว่าในการขายก๊าซนั้น ปตท.เลือกปฏิบัติระหว่างลูกค้าที่เป็นบริษัทลูกกับลูกค้าอื่นๆ หรือไม่ และราคาที่ขายนั้นเป็นราคาที่กำหนดไว้ในสูตรที่กระทรวงพลังงานชี้แจงไว้จริงหรือไม่
สำหรับภาคการขนส่งและครัวเรือนนั้นรัฐเป็นผู้กำหนด โดยเดิมทีนั้นภาคครัวเรือนจ่ายน้อยสุดในราคา 18 บาทกว่า แต่ช่วงรัฐบาลยิ่งลักษณ์ได้มีการปรับเพิ่มราคาก๊าซครัวเรือนครั้งละ 50 สตางค์ต่อกิโลกรัม จนในปัจจุบันราคาสูงกว่าราคาที่ภาคขนส่งต้องจ่ายแล้ว
(1) ข้อมูลที่อ้างถึงโดยคณะกรรมาธิการศึกษาตรวจสอบเรื่องการทุจริตและเสริมสร้างธรรมาภิบาล วุฒิสภา
(2) ข้อมูลสำนักนโยบายและแผนพลังงาน กระทรวงพลังงาน
ผู้เขียนเห็นว่าการกำหนดราคาก๊าซในประเทศไทยซึ่งมีหลายสูตร หลายราคา ทำให้เกิดการเลือกปฏิบัติระหว่างภาคอุตสาหกรรมอย่างชัดเจน มีการอ้างว่าการที่อุตสาหกรรมปิโตรเคมีได้รับสิทธิในการใช้ก๊าซแอลพีจีในราคาที่ต่ำกว่าอุตสาหกรรมอื่นๆ ทั่วไป เป็นอุตสาหกรรมปิโตรเคมีใช้แอลพีจีเป็นวัตถุดิบมิใช่เชื้อเพลิง จึงสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ก๊าซมากกว่ากลุ่มผู้ใช้อื่นๆ
ผู้เขียนก็ไม่เคยเห็นการกำหนดราคาสินค้าตามมูลค่าเพิ่มของผู้ซื้อ ยกเว้นในกรณีที่มีการประมูลสินค้า เช่น การประมูลคลื่นความถี่ซึ่งเป็นทรัพยากรของชาตินั้น ผู้ที่เสนอราคาสูงสุดจะได้รับสิทธินำคลื่นความถี่ไปใช้ในการพัฒนาโครงข่ายการสื่อสาร แต่กรณีนี้เรากลับบอกว่าผู้ที่แสวงหาผลประโยชน์จากทรัพยากรได้มากกว่าต้องจ่ายน้อยกว่า และก็น่าแปลกใจที่ผู้ที่เรียกร้องให้มีการปรับเพิ่มราคาก๊าซหุงต้มของภาคครัวเรือนให้เป็นไปตามต้นทุนที่แท้จริงบางราย กลับลุกขึ้นมาปกป้องความชอบธรรมของการกำหนดราคาก๊าซที่ไม่เป็นไปตามต้นทุนสำหรับอุตสาหกรรมปิโตรเคมีดังกล่าว
การให้ข้อมูลเกี่ยวกับราคาแอลพีจีที่แต่ละภาคส่วนต้องจ่ายที่ปรากฏในสื่อที่ผ่านมายังไม่ครบถ้วน เพราะมิได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับ “เงินนำส่งเข้ากองทุนน้ำมัน” ที่ผู้ซื้อแอลพีจีแต่ละกลุ่มจะต้องจ่ายเพิ่มเติมเพื่อใช้ในการชดเชย ปตท.ในการนำเข้าก๊าซที่มีราคาสูง ซึ่งผู้ใช้แต่ละกลุ่มเสียไม่เท่ากัน ดังจะเห็นได้จากตารางข้างบนนี้ว่า ภาคครัวเรือนไม่ต้องจ่ายเงินเข้ากองทุน ในขณะที่อุตสาหกรรมปิโตรเคมีและภาคขนส่งมีจ่ายเพียงบาทและบาทกว่าๆ ตามลำดับ
แต่อุตสาหกรรมอื่นๆ ต้องจ่ายสูงถึง 12.5 บาทต่อกิโลกรัม ทำให้ราคาก๊าซที่รวมเงินส่งกองทุนสูงถึง 42.63 บาทต่อกิโลกรัม ผู้เขียนจึงไม่แปลกใจที่อุตสาหกรรมเซรามิกไทยต้องล้มหายตายจากไป เพราะไม่สามารถรับต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นอย่างมากได้ ในขณะที่อุตสาหกรรมปิโตรเคมีของไทยยังอยู่ได้อย่างสบาย ความเป็นธรรมอยู่ที่ไหน?
ผู้เขียนเห็นว่าได้เวลาแล้วที่เราควร “รื้อ” โครงสร้างราคาก๊าซของประเทศให้โปร่งใสและเป็นธรรม ดังนี้
ประการแรก ควรมีการกำหนดราคาก๊าซเป็นราคาเดียว ไม่ว่าผู้ซื้อจะเป็นภาคอุตสาหกรรมปิโตรเคมีหรืออุตสาหกรรมอื่นใด ภาคการขนส่ง หรือภาคครัวเรือน คือ ราคานำเข้าก๊าซแอลพีจีประมาณ 30 บาทต่อกิโลกรัม ซึ่งเป็นราคาที่อุตสาหกรรมอื่นๆ ยกเว้นอุตสาหกรรมปิโตรเคมีและภาคการขนส่งต้องแบกรับอยู่มาเป็นเวลานานแล้ว การกำหนดราคาเดียวจะทำให้ไม่มีข้อกังขาว่ารัฐ “อุ้ม” อุตสาหกรรมปิโตรเคมี ภาคขนส่ง หรือครัวเรือน หรือ ปตท. “อุ้ม” บริษัทในเครือ
นอกจากนี้แล้ว ราคาดังกล่าวยังสะท้อนต้นทุนใช้พลังงานที่แท้จริง เนื่องจากในปัจจุบันประเทศไทยต้องนำเข้าก๊าซแอลพีจีในราคาดังกล่าว เนื่องจากปริมาณการผลิตในประเทศไม่พอใช้
ประการที่สอง ยกเลิกการเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันจากผู้ใช้แอลพีจี เนื่องจากผู้ใช้ก๊าซทุกรายร่วมจ่ายเงินเข้ากองทุนจากส่วนต่างของราคาก๊าซที่ต้องซื้อ ซึ่งเป็นราคานำเข้าที่สูงกว่าต้นทุนการผลิตแอลพีจีในประเทศ ซึ่งมีราคาขายปลีกประมาณ 20 กว่าบาท
ประการที่สาม นำรายได้ที่เกิดจากส่วนต่างระหว่างราคาก๊าซที่จำหน่ายกับต้นทุนเฉลี่ยของก๊าซทั้งระบบมาใช้อุดหนุนเฉพาะผู้ที่มีรายได้น้อยโดยไม่ต้องพึ่งพางบประมาณประเทศ ที่ผ่านมารัฐบาลได้พยายามจะปรับการอุดหนุนแบบ “หว่านแห” โดยตรึงราคาก๊าซซึ่งทั้งคนรวยคนจนทำให้สูญเสียเงินอุดหนุนมากเกินควรมาสู่ระบบใหม่ที่เน้นการอุดหนุนที่เจาะจงกลุ่มผู้มีรายได้น้อย โดยอิงกับระบบการอุดหนุนผู้ใช้ไฟฟ้าและน้ำประปา แต่ระบบใหม่ดังกล่าวยังมีปัญหายุ่งยากในการขึ้นทะเบียน โดยเฉพาะสำหรับแม่ค้าหาบเร่ ทำให้ผู้ที่มีรายได้น้อยบางรายไม่ได้รับเงินอุดหนุนตาม







